<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>An Observer</title>
	<atom:link href="http://www.0bserver.com/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.0bserver.com</link>
	<description>The way I see the world</description>
	<lastBuildDate>Sun, 29 Nov 2009 15:25:30 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.8</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>บันทึกจากหมู่เกาะสุรินทร์</title>
		<link>http://www.0bserver.com/?p=1085</link>
		<comments>http://www.0bserver.com/?p=1085#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 29 Nov 2009 15:25:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>An Observer</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Travel]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.0bserver.com/?p=1085</guid>
		<description><![CDATA[ในฐานะคนชอบเที่ยว &#8211; ปกติผมไม่ค่อยเลือกไปไหน &#8220;ซ้ำ&#8221; เพราะมันหมายถึงค่าเสียโอกาสที่จะไปเยือนสถานที่ใหม่ๆ 
แต่การไปเยือนหมู่เกาะสุรินทร์ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของการไปทะเล “ซ้ำรอบสอง” ซึ่งวางแผนไว้ล่วงหน้าหลายเดือน (ปกติเป็นคนที่ไปไหนไม่ค่อยจะวางแผน) ตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเหตุผลส่วนตัวหลายอย่างว่าจะไปเยือนที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับแผนการเดินทางและการเตรียมตัวที่พร้อมกว่าคราวก่อน
แล้วก็ไม่ผิดหวัง &#8230; ไม่ผิดหวังจริงๆ
ว่ากันตามตรง เกาะสุรินทร์ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ที่สด ใส ใหม่ และไม่เคยผ่านมือชาย
เท่าที่ได้รับฟังมาจากผู้คนหลากหลาย ที่นี่อาจเคยเป็นเช่นนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่การพัฒนา การท่องเที่ยว ผู้คน หรือคลื่นยักษ์สึนามิ ก็ทำให้ที่นี่ “เปลี่ยนไป” มาก เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่ไม่อาจต้านทานความจริงข้อนี้ไปได้
จำนวนสัตว์ทะเลอาจมีไม่เยอะเหมือนเคย สัตว์ใหญ่อาจไม่ค่อยโผล่มาให้เห็นบ่อยๆเหมือนก่อน แนวปะการังที่พังไปเพราะคลื่นยักษ์ (และสมอเรือ) เสียเยอะ ปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้น ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ “แฟนพันธุ์แท้เกาะสุรินทร์” หลายคนเริ่มบ่น หรือเริ่มหมดศรัทธาต่อความมหัศจรรย์ของโลกใต้น้ำที่นี่
แต่อย่างที่บอก &#8211; ที่นี่ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ &#8211; และความบริสุทธิ์ก็ไม่่ใช่เสน่ห์เพียงอย่างเดียวของผู้หญิง
ในบรรดาแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่เคยพบมา ผมว่าที่นี่มีความ “สด” มากกว่าหลายที่ และยังมี “เสน่ห์” อีกหลายอย่าง ที่หาไม่ได้จากรีสอร์ทหรูหรา หรือสระว่ายน้ำริมชายหาด (ซึ่งเป็นภาพสะท้อนให้เห็นอะไรได้หลายอย่าง เพราะขนาดมาถึงทะเล แต่ยังต้องว่ายน้ำในสระเหมือนที่คอนโดในกรุงเทพเช่นเดิม &#8211; ช่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในฐานะคนชอบเที่ยว &#8211; ปกติผมไม่ค่อยเลือกไปไหน &#8220;ซ้ำ&#8221; เพราะมันหมายถึงค่าเสียโอกาสที่จะไปเยือนสถานที่ใหม่ๆ </p>
<p>แต่การไปเยือนหมู่เกาะสุรินทร์ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของการไปทะเล “ซ้ำรอบสอง” ซึ่งวางแผนไว้ล่วงหน้าหลายเดือน (ปกติเป็นคนที่ไปไหนไม่ค่อยจะวางแผน) ตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเหตุผลส่วนตัวหลายอย่างว่าจะไปเยือนที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับแผนการเดินทางและการเตรียมตัวที่พร้อมกว่าคราวก่อน</p>
<p>แล้วก็ไม่ผิดหวัง &#8230; ไม่ผิดหวังจริงๆ</p>
<p>ว่ากันตามตรง เกาะสุรินทร์ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ที่สด ใส ใหม่ และไม่เคยผ่านมือชาย</p>
<p>เท่าที่ได้รับฟังมาจากผู้คนหลากหลาย ที่นี่อาจเคยเป็นเช่นนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่การพัฒนา การท่องเที่ยว ผู้คน หรือคลื่นยักษ์สึนามิ ก็ทำให้ที่นี่ “เปลี่ยนไป” มาก เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่ไม่อาจต้านทานความจริงข้อนี้ไปได้</p>
<p>จำนวนสัตว์ทะเลอาจมีไม่เยอะเหมือนเคย สัตว์ใหญ่อาจไม่ค่อยโผล่มาให้เห็นบ่อยๆเหมือนก่อน แนวปะการังที่พังไปเพราะคลื่นยักษ์ (และสมอเรือ) เสียเยอะ ปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้น ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ “แฟนพันธุ์แท้เกาะสุรินทร์” หลายคนเริ่มบ่น หรือเริ่มหมดศรัทธาต่อความมหัศจรรย์ของโลกใต้น้ำที่นี่</p>
<p>แต่อย่างที่บอก &#8211; ที่นี่ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ &#8211; และความบริสุทธิ์ก็ไม่่ใช่เสน่ห์เพียงอย่างเดียวของผู้หญิง</p>
<p>ในบรรดาแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่เคยพบมา ผมว่าที่นี่มีความ “สด” มากกว่าหลายที่ และยังมี “เสน่ห์” อีกหลายอย่าง ที่หาไม่ได้จากรีสอร์ทหรูหรา หรือสระว่ายน้ำริมชายหาด (ซึ่งเป็นภาพสะท้อนให้เห็นอะไรได้หลายอย่าง เพราะขนาดมาถึงทะเล แต่ยังต้องว่ายน้ำในสระเหมือนที่คอนโดในกรุงเทพเช่นเดิม &#8211; ช่าง absurd อะไรเช่นนี้)</p>
<p>ด้วยความเป็นอุทยานแห่งชาติ สถานที่พักทั้งหมดเป็นเต้นท์ กินอาหารร่วมกันตามเวลาที่กำหนด ไฟฟ้าดับตั้งแต่สี่ทุ่ม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเสน่ห์ของที่นี่ไปอีกแบบสำหรับผม เพราะนอกจากจะช่วยคงความ “สด” ให้กับที่นี่ได้แล้ว ยังช่วยเสริมบรรยากาศของการมา “ท่องเที่ยวธรรมชาติ” ที่ไม่ลำบากเกินไปนัก แต่ก็ไม่ “สปอล์ย” นักท่องเที่ยวถึงขั้นรีสอร์ทหรู ที่ทำกำแพงสูงลิบเพื่เน้นขายความเป็นส่วนตัว โดยไม่ต้องเห็นหัวผู้คนรอบข้าง</p>
<p>สาบาน &#8211; ต่อให้ใจแข็งแค่ไหน ผมก็ไม่เชื่อว่าใครจะไม่รู้สึก “โอ้โห” ขึ้นในใจ เมื่อได้เห็นสีของน้ำทะเล ในแว่บแรกเมื่อมาถึงเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งนี้</p>
<p>นอกจากปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้น้ำมากมายแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งพำนักอนุบาลสัตว์น้ำอีกมาก &#8211; กุ้ง หอย ปู ปลา ตัวจิ๋วนับล้าน มีให้คุณเดินดูได้อย่างง่ายดายริมชายหาด ขอเพียงคุณมี “สายตา” ที่พร้อมเจอพวกเขาเท่านั้น</p>
<p>และด้วยความที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์เล็ก ทำให้มีสัตว์ใหญ่ (กว่า) แวะเข้ามาหาอาหารใส่ท้องอยู่บ่อยๆ </p>
<p>ฯลฯ และ ฯลฯ</p>
<p>ด้วยนิสัยเสียของการเป็นคน skeptic &#8211; สารภาพตามตรงว่าปกติแล้วผมไม่ค่อย “อิน” กับเรื่องการรณรงค์ หรืออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งหลายซักเท่าไหร่ อาจเพราะเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย แล้วก็ไม่อยากดู naive กับโลกสีเทาหม่นใบนี้ ที่ผมเชื่อว่าทุกอย่างล้วนต้องมีการเปลี่ยนแปลง เกิด เจริญ และเสื่อมลงไปเป็นธรรมดา</p>
<p>และอาจเพราะครั้งแรกที่มาเยือนเกาะสุรินทร์ ผมไปในช่วงเทศกาล มีเวลาจำกัด ผู้คนพลุกพล่าน ทำให้ไม่ได้รับสิ่งที่ควรจะได้ซักเท่าไหร่  แต่กับการไปเยือนครั้งนี้ &#8211; <strong>ในนาทีที่ผมเดินทางออกจากเกาะ &#8211; ผมไม่อายที่จะสรุปกับตัวเองเลยว่า “เรารักที่นี่”</strong></p>
<p>ผมเชื่อว่าเรื่องราวของเกาะสุรินทร์มีให้คุณได้เห็น อ่าน และรับรู้มากมาย มีภาพถ่ายอีกนับร้อย นับพัน ที่สวยงามกว่าที่ผมบันทึกมา</p>
<p>แต่หากใครก็ตามที่ดูภาพถ่ายเหล่านี้แล้วอยากแวะไปเยือนเกาะสุรินทร์บ้าง &#8211; ในฐานะคนที่รักที่นี่คนหนึ่ง &#8211; ผมมีอะไรบางอย่างที่อยากบอกกับทุกคน</p>
<p><strong>- ให้ทำใจไว้ก่อนว่าไปเที่ยวเกาะสุรินทร์คล้ายกับการเที่ยวป่า</strong><br />
แม้จะเป็นการเที่ยวทะเลเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่การไปเกาะเสม็ด หรือเกาะสมุย ที่นี่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีผับบาร์ริมหาด ไม่มีดนตรี ไม่มีร้านเหล้า และไม่มีเก้าอี้ผ้าใบชายหาด</p>
<p>นักท่องเที่ยวต้องนอนเต้นท์ กินข้าวเช้า 7 โมงครึ่ง​ (sharp) ข้าวกลางวันเวลาเที่ยง​(sharp) และข้าวเย็นเวลาหกโมงครึ่ง (sharp) และใช้ห้องน้ำร่วมกัน</p>
<p>เงินแทบไม่มีความหมายบนเกาะนี้ ร้านค้าสวัสดิการอาจมีของขายให้คุณบ้าง​ (น้ำอัดลม ขนม เบียร์) แต่ไม่ใช่ 7-11 ที่มีทุกอย่างและเปิิดตลอดเวลา</p>
<p><strong>- กรุณารักษาความสงบ</strong><br />
เท่าที่ลองพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทุกคนบนเกาะ ไม่เคยเห็นใครรู้สึกดีเลยกับวัฒนธรรม “ท่องเที่ยว ครึกครื้น” ที่คนไทยชอบพกขึ้นไปที่นั่น</p>
<p>ถ้าอยากครึกครื้น แนะนำให้ไปสมุย เสม็ด ภูเก็ต พีพี หรือไม่ก็อยู่กรุงเทพกินเหล้าแถวเอกมัย น่าจะตรงประเด็นกว่า</p>
<p><strong>- ลองเหลียวมองสิ่งเล็กๆบ้าง</strong><br />
พึงระลึกไว้เสมอว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวของที่นี่ คุณจะแปลกใจเมื่อเห็น​ <strong>“ปูเสฉวน”</strong> จำนวนมากมายมหาศาลบนชายหาด หรือกระทั่งตามพื้นทรายทุกแห่งที่คุณเหยียบย่ำไป</p>
<p>พวกเขาเหล่านั้นอยู่ในเปลีอกหอย และจะหยุดนิ่งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเดินของคุณ ดังนั้นหากไม่ทราบก่อน หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่ามีพวกเขาอยู่ที่พื้น (แม้ว่าจะตัวใหญ่มากๆ) และหลายครั้งอาจเผลอ  “เหยียบ” พวกเขาได้โดยไม่ได้ตั้งใจ</p>
<p>นอกจากปูเสฉวน ที่นี่ยังมีปูลม ลูกกุ้ง และสัตว์ทะเลอีกมามาย พบเห็นได้โดยง่ายตามชายฝั่ง</p>
<p><strong>- รักษาความสะอาดและแยกขยะ</strong><br />
คงจะ naive เกินไปแน่ถ้าผมจะบอกว่าอยากให้ทุกคนช่วยขนขยะที่ตนเองสร้างขึ้นกลับไปทิ้งบนฝั่ง  (เพราะใช่ว่าผมเองจะทำได้) แต่อย่างน้อยก็อยากให้ทุกคน “แยกขยะ” เวลาทิ้่งลงถัง</p>
<p>บนเกาะสุรินทร์ จะมีถังขยะไว้ให้หลายที่มาก (ผมว่ามีถังขยะให้ทิ้งเยอะกว่าเวลาเดินห้างในกรุงเทพเสียอีก) และทุกจุดที่ทิ้งขยะ จะมีถังไว้ให้คุณ 3 ถังเสมอ</p>
<p>แน่นอน &#8211; ขยะจำนวนแก้ว พลาสติก และ กระป๋อง ควรแยกออกมาต่างหาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่เก็บทิ้งทำลายต่อไปได้ง่าย ไม่เป็นภาระเกินไปนัก</p>
<p>ส่วนเรื่องสำนึกพื้นๆอย่างการทิ้งขยะในทะเล หรือริมชายหาด คงไม่ต้องพูดถึง แต่ถ้าใครเดินเล่นแล้วเห็นขยะริมหาดผ่านหูผ่านตา ก็อยากให้ช่วยกันหยิบเก็บมาทิ้งที่ถังขยะด้วย เพราะคงไม่มีใครสามารถเดินตามเก็บได้หมดแน่ๆ</p>
<p>ฯลฯ และ ฯลฯ</p>
<p>โดยสรุป &#8211; แม้ผมจะไม่เชื่อว่าเกาะสุรินทร์จะอยู่ยงคงกระพัน ไม่มีวันเสื่อมโทรม (เพราะน้ำมือมนุษย์พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จเสมอ) แต่อย่างน้อย การช่วยกันคนละนิด ละหน่อย ก็คงจะดีต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และนักท่องเที่ยวคนต่อไปบ้าง</p>
<p>อันที่จริง ขอเพียงนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะคนไทย) <strong>เดินทางท่องเที่ยวกันอย่าง “มีสำนึก” ของการไปเยือนท้องถิ่นอื่นเสียบ้างก็อาจเพียงพอแล้ว</strong> เพราะนั่นหมายถึงการไปเยือนอย่าง “ผู้มาเยือน” ที่แท้จริง </p>
<p>ไปเยือนบ้านคนอื่น ย่อมต้องอ่อนน้อม ถ่อมตน เรียนรู้ และเปิดกว้างต่อสิ่งที่ไม่คุ้นเคย</p>
<p><strong>ไม่ใช่ท่องเที่ยวแบบ​ “เด็กสปอล์ย” ที่คาดหวังความสะดวก สบาย ครื้นเครง อิ่มเอม อยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าอยู่ที่บ้านตัวเอง</strong></p>

<div class="ngg-galleryoverview" id="ngg-gallery-11-1085">


	
	<!-- Thumbnails -->
		
	<div id="ngg-image-267" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0609.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0609" alt="sIMG_0609" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0609.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-268" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0611.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0611" alt="sIMG_0611" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0611.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-269" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0617.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0617" alt="sIMG_0617" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0617.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-270" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0630.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0630" alt="sIMG_0630" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0630.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-271" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0656.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0656" alt="sIMG_0656" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0656.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-272" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0666.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0666" alt="sIMG_0666" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0666.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-273" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0670.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0670" alt="sIMG_0670" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0670.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-274" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0673.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0673" alt="sIMG_0673" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0673.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-275" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0677.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0677" alt="sIMG_0677" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0677.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-276" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0678.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0678" alt="sIMG_0678" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0678.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-277" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0702.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0702" alt="sIMG_0702" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0702.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-278" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0718.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0718" alt="sIMG_0718" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0718.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-279" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0729.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0729" alt="sIMG_0729" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0729.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-280" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0764.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0764" alt="sIMG_0764" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0764.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-281" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0804.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0804" alt="sIMG_0804" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0804.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-282" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0836.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0836" alt="sIMG_0836" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0836.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-283" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0884.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0884" alt="sIMG_0884" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0884.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-284" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0914.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0914" alt="sIMG_0914" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0914.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-285" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0925.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0925" alt="sIMG_0925" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0925.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-286" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0939.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0939" alt="sIMG_0939" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0939.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-287" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0943.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0943" alt="sIMG_0943" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0943.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-288" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_0976.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_0976" alt="sIMG_0976" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_0976.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-289" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_1031.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_1031" alt="sIMG_1031" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_1031.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-290" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_1085.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_1085" alt="sIMG_1085" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_1085.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-291" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_1193.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_1193" alt="sIMG_1193" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_1193.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-292" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_1202.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_1202" alt="sIMG_1202" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_1202.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-293" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_1203.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_1203" alt="sIMG_1203" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_1203.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-294" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_1239.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_1239" alt="sIMG_1239" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_1239.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-295" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9279.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9279" alt="sIMG_9279" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9279.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-296" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9282.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9282" alt="sIMG_9282" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9282.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-297" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9296.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9296" alt="sIMG_9296" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9296.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-298" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9347.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9347" alt="sIMG_9347" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9347.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-299" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9371.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9371" alt="sIMG_9371" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9371.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-300" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9424.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9424" alt="sIMG_9424" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9424.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-301" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9434.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9434" alt="sIMG_9434" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9434.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-302" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9442.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9442" alt="sIMG_9442" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9442.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-303" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9454.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9454" alt="sIMG_9454" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9454.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-304" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9483.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9483" alt="sIMG_9483" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9483.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-305" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9491.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9491" alt="sIMG_9491" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9491.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-306" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9502.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9502" alt="sIMG_9502" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9502.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-307" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9516.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9516" alt="sIMG_9516" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9516.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-308" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/sIMG_9538.jpg" title=" " class="shutterset_surin-island" >
				<img title="sIMG_9538" alt="sIMG_9538" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/surin-island/thumbs/thumbs_sIMG_9538.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 	 	
	<!-- Pagination -->
 	<div class="ngg-clear">&nbsp;</div> 	
</div>


]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.0bserver.com/?feed=rss2&amp;p=1085</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไทยโพสต์ แทบลอยด์ สัมภาษณ์ ส.ศิวรักษ์ : “ต้องรักษาสถาบัน”</title>
		<link>http://www.0bserver.com/?p=1081</link>
		<comments>http://www.0bserver.com/?p=1081#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 01 Nov 2009 20:54:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>An Observer</dc:creator>
				<category><![CDATA[In Other's Words]]></category>
		<category><![CDATA[Social & Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.0bserver.com/?p=1081</guid>
		<description><![CDATA[ที่มา : ประชาไท
นักเคลื่อนไหวทางสังคมอาวุโส ผู้ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็น Royalist แต่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ จนกระทั่งต้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยต้องโทษสักครั้ง อาจจะเพราะหลายฝ่ายรู้แก่ใจว่า ส.ศิวรักษ์ วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความจงรักภักดีอย่างจริงใจ
ในสถานการณ์ปัจจุบัน พูดกันอย่างไม่อ้อมค้อม ส.ศิวรักษ์เป็นคนน่าสนทนาที่สุด แม้ตอนแรกจะแหยงๆ แต่ได้แรงเชียร์จากพี่พิภพ ธงไชย ที่กดเบอร์โทรนัดหมายให้ ซึ่งเมื่อสนทนาแล้วก็พบว่ามีสาระหลากหลายให้คิด ขึ้นอยู่กับผู้คนทั้งหลายจะเปิดใจกว้าง เปิดความคิดให้กว้างหรือไม่
รัฐบาลตั้งรับ
เราเริ่มจากขอให้อาจารย์มองสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้
&#8220;พูดตรงไปตรงมานะครับ รัฐบาลนี้ก็มีองค์ประกอบซึ่งไม่เป็นเอกภาพ สอง-รัฐบาลประชาธิปัตย์มีความสามารถในการตีฝีปาก และก็เชื่อแต่ราชการประจำ คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ มาเกือบปีแล้ว ก็ยังไม่เคยทำอะไรเลยนอกจากตีฝีปาก เป็นคนน่ารักนะครับ คนก็ชอบ แต่ยกตัวอย่างภาคใต้ก็เลวร้ายลงเรื่อยๆ ทุกเรื่อง คดีผมเองคามาตั้งจะ 2 ปีแล้ว คุณอภิสิทธิ์ก็โทรศัพท์ถึงผมเลยนะ จะสั่งตำรวจให้ยุติคดีผม ซึ่งเขาทำได้เลย แต่เขาก็ไม่ได้ทำ ทีแรกก็อ้างว่าคุณพัชรวาทเขาสั่งไม่ได้ ตอนนี้พัชรวาทก็ไปแล้ว อีกนัยหนึ่งก็ไม่มีกึ๋นที่จะทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว&#8221;
&#8220;และฝ่ายคุณทักษิณเขาก็รุกอยู่ตลอด เวลา ทางนี้ก็ตั้งรับไม่เป็นท่าเลย ตั้งแต่ คมช.แล้ว ปฏิวัติปลดเขาไป ไม่เคยทำอะไรให้ดีกว่าเขา และตอนนี้ก็พยายามเอานโยบายเขาหลายอย่างมาใช้ รถเมล์ฟรี เงินผัน แต่วิธีของรัฐบาลนี้มันไม่ได้เรื่อง คุณทักษิณเงินถึงชาวบ้าน มันถึงโดยตรงเลย คุณอาจจะว่าฉ้อฉลก็ได้ อาจจะว่าเป็นเล่ห์เหลี่ยมให้ไปซื้อมือถือ แต่ชาวบ้านเขาพอใจเพราะเขาได้ตัดสินใจเอง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ที่มา : <a href="http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26422" target="_blank">ประชาไท</a></p>
<p>นักเคลื่อนไหวทางสังคมอาวุโส ผู้ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็น Royalist แต่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ จนกระทั่งต้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่เคยต้องโทษสักครั้ง อาจจะเพราะหลายฝ่ายรู้แก่ใจว่า ส.ศิวรักษ์ วิพากษ์วิจารณ์ด้วยความจงรักภักดีอย่างจริงใจ</p>
<p>ในสถานการณ์ปัจจุบัน พูดกันอย่างไม่อ้อมค้อม ส.ศิวรักษ์เป็นคนน่าสนทนาที่สุด แม้ตอนแรกจะแหยงๆ แต่ได้แรงเชียร์จากพี่พิภพ ธงไชย ที่กดเบอร์โทรนัดหมายให้ ซึ่งเมื่อสนทนาแล้วก็พบว่ามีสาระหลากหลายให้คิด ขึ้นอยู่กับผู้คนทั้งหลายจะเปิดใจกว้าง เปิดความคิดให้กว้างหรือไม่</p>
<p><strong>รัฐบาลตั้งรับ</strong></p>
<p><strong>เราเริ่มจากขอให้อาจารย์มองสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้</strong></p>
<p>&#8220;พูดตรงไปตรงมานะครับ รัฐบาลนี้ก็มีองค์ประกอบซึ่งไม่เป็นเอกภาพ สอง-รัฐบาลประชาธิปัตย์มีความสามารถในการตีฝีปาก และก็เชื่อแต่ราชการประจำ คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ มาเกือบปีแล้ว ก็ยังไม่เคยทำอะไรเลยนอกจากตีฝีปาก เป็นคนน่ารักนะครับ คนก็ชอบ แต่ยกตัวอย่างภาคใต้ก็เลวร้ายลงเรื่อยๆ ทุกเรื่อง คดีผมเองคามาตั้งจะ 2 ปีแล้ว คุณอภิสิทธิ์ก็โทรศัพท์ถึงผมเลยนะ จะสั่งตำรวจให้ยุติคดีผม ซึ่งเขาทำได้เลย แต่เขาก็ไม่ได้ทำ ทีแรกก็อ้างว่าคุณพัชรวาทเขาสั่งไม่ได้ ตอนนี้พัชรวาทก็ไปแล้ว อีกนัยหนึ่งก็ไม่มีกึ๋นที่จะทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว&#8221;</p>
<p>&#8220;และฝ่ายคุณทักษิณเขาก็รุกอยู่ตลอด เวลา ทางนี้ก็ตั้งรับไม่เป็นท่าเลย ตั้งแต่ คมช.แล้ว ปฏิวัติปลดเขาไป ไม่เคยทำอะไรให้ดีกว่าเขา และตอนนี้ก็พยายามเอานโยบายเขาหลายอย่างมาใช้ รถเมล์ฟรี เงินผัน แต่วิธีของรัฐบาลนี้มันไม่ได้เรื่อง คุณทักษิณเงินถึงชาวบ้าน มันถึงโดยตรงเลย คุณอาจจะว่าฉ้อฉลก็ได้ อาจจะว่าเป็นเล่ห์เหลี่ยมให้ไปซื้อมือถือ แต่ชาวบ้านเขาพอใจเพราะเขาได้ตัดสินใจเอง นี่กว่าจะเอาเงินต้องผ่านอำเภอผ่านอะไรต่างๆ กินกันอะไรกัน ชาวบ้านเขาไม่พอใจได้แต่เศษแต่เลย นี่คือง่ายๆ ประเด็นพวกนี้เขาจับไม่ได้ เพราะฉะนั้นผมว่าโอกาสที่จะสู้กับทักษิณยาก ข้อเสียของทักษิณก็คือเขางกเกินไป เขาเป็นคนไม่มีเพื่อน จะเอาอะไรเอาดั่งใจตัว เสียด้วยเหตุนี้ แต่ขณะเดียวกันทักษิณเขาก็มีเส้นสนกลในนะครับ เขายังติดต่อกับเทมาเส็กโดยตรง เทมาเส็กเข้ามามีอิทธิพลนะครับ รวมทั้งมีอิทธิพลต่อสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อันนี้เราดูได้จากตัวเลขออกมา บุคคลบางคนก็ยังไปติดต่อกับทักษิณอยู่&#8221;</p>
<p>&#8220;คือผมว่าเมืองไทยมันเป็นเมืองซึ่งไม่ เปิดเผยและไม่โปร่งใส เพราะฉะนั้นก็ยากที่จะแก้ไขปัญหาได้ หรือกรณีของมาบตาพุด ซึ่งเป็นนิมิตดีนะครับที่ชาวบ้านเขาลุกมาต่อสู้ จนศาลปกครองตัดสินให้เขา เสร็จแล้วคุณอภิสิทธิ์ก็ไปกลัวบริษัทข้ามชาติต่างๆ จะอุทธรณ์ แต่ถ้าคุณอภิสิทธิ์มีกุนซือที่ใช้สติปัญญา โครงการมาบตาพุดมันไม่จำเป็นต้องล้มเลิก แต่สามารถทำได้ให้ชาวบ้านเขามีความสุข ไม่ให้เขาอยู่ในมลพิษ สามารถคุยกับชาวบ้านได้ และนักลงทุนทั้งหลายที่เอาเปรียบชาวบ้าน นักลงทุนที่สร้างมลพิษ การลงทุนต่อไปนี้ต้องเลิกสร้างมลพิษ นายทุนก็ลงทุนให้แพงขึ้นไปหน่อย และก็ยังได้กำไรอยู่นั่นแหละ แต่ว่ามันระยะยาว และเราพูดกันเรื่องปัญหาโลกร้อน นี่จะแก้ปัญหาเลย ซึ่งมันไม่ใช่มาบตาพุดเพียงแห่งเดียว ทั้งประจวบคีรีขันธ์ ยายหน่อย ยายกระรอก ที่สงขลา อุดรฯ รัฐบาลไม่เคยสนใจอะไรเลย แน่นอนครับรัฐบาลฟังชาวบ้าน ไม่ได้ปฏิเสธนายทุน แต่ควรจะพูดกับนายทุนว่านายทุนควรจะลงทุนโดยไม่เอาเปรียบชาวบ้าน ผมว่ารัฐบาลควรจะเป็นตัวแทนแบบนี้ถึงจะมีศักดิ์มีศรี เพราะว่าคุณทักษิณเขาอยู่ฝ่ายนายทุนเต็มที่ และเขาก็หลอกลวงชาวบ้าน แต่ชาวบ้านมองไม่เห็น ผมว่าถ้าจับจุดนี้ได้รัฐบาลอย่างนี้ก็จะมีจุดยืนเป็นที่น่าชื่นชม แต่ทุกเรื่องรัฐบาลกลับไม่ทำอะไรเลย&#8221;</p>
<p><strong>อาจารย์ ส.บอกว่า เรื่องภาคใต้รัฐบาลก็ยังจับประเด็นหลักไม่ถูก</strong></p>
<p>&#8220;หนึ่ง-เราต้องยอมรับความจริงนะครับ ว่าเรารังแกเขามา 200 ปี และเรารังแกครั้งล่าสุดเมื่อรัชกาลที่ 5 เลิกตำแหน่งรายาปัตตานี จับเขามาขังไว้ที่นครสวรรค์ เขาต้องการศักดิ์ไม่น้อยไปกว่าเรา ปัตตานีเขาเคยเป็นเอกราช (ปืนใหญ่) นางพญาตานีที่เราเอาเขามา เหมือนที่เราเอาพระแก้วมรกตมาจากเมืองลาวเลยนะครับ เราต้องรู้สึกว่าเราทำผิด และเราสามารถพูดกับเขาได้ อ.ปรีดีพูดกับหะยีสุหรงแล้วว่า รัฐบาลประชาธิปไตยจะให้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นตัวของตัวเอง ให้ใช้ภาษายาวีเป็นภาษาหลักเท่าภาษาไทย ให้เรียนศาสนาอิสลาม ไม่จำเป็นต้องเรียนศาสนาพุทธ และกฎหมายครอบครัวให้ใช้กฎหมายอิสลาม พอ อ.ปรีดีไป หะยีสุหรงถูกฆ่าเลย เลือกวิธีนี้ก็ยังไม่ช้าเกินไป เจรจาได้เลย&#8221;</p>
<p>&#8220;สอง-3 จังหวัดภาคใต้เขาเป็นมุสลิม แล้วพวกมุสลิมเขาจะไม่ช่วยกันหรือครับ อย่าไปนึกนะครับว่ามาเลเซียเขาต้องการเอาไปเป็นของเขา เขาไม่ต้องการ และพวกนั้นก็ไม่ต้องการไปอยู่ใต้มาเลเซีย เพราะไปก็เป็นลูกเมียน้อยเขา ฝรั่งมีภาษิตว่า the devil we know better than the devil we do not know. เขายินดีอยู่กับเราถ้าเราให้เกียรติเขา ไม่รังแกเขา แต่การแก้ปัญหาก็ต้องคุยกับมาเลเซียด้วย คุยกับอินโดนีเซียด้วย คุยกับปากีสถานด้วย คูเวต เรารู้ใช่ไหมว่าเขาฝึกกันที่ปากีสถาน ที่ชวา และคุณนึกหรือว่ามาเลเซียจะไม่อุดหนุน ก็ต้องไปคุยกับพวกนี้สิครับ เมื่อ คมช.อยู่เขาเคยวานให้ผมไปคุย ทั้งอดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย อดีตรองนายกรัฐมนตรี เขาพร้อมจะร่วมกับเราถ้าเราพร้อม และคนทางนั้นเขาก็พร้อม ใครจะอยากตายทุกวัน ใครอยากจะวางระเบิดทุกวัน แต่เราไม่รู้สึกเลยที่เราเอาเขามาถมๆ กัน 80 กว่าคนตาย คุณรังแกเขาตลอดเวลาคุณไม่รู้สึกหรือ ยอมรับแล้วมาคุยเจรจากัน&#8221;</p>
<p>&#8220;แต่คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่จับประเด็นนี้ เลย เพราะประชาธิปัตย์ก็ถือตัวว่ารู้เรื่องภาคใต้ดี เรื่องนี้สำคัญนะครับ เรื่องภาคใต้เป็นหลักหนึ่ง และเรื่องมาบตาพุดก็เป็นหลักหนึ่ง เพราะตอนนี้ชาวบ้านเขาเริ่มฟื้นขึ้นมาหมดแล้ว คุณอภิสิทธิ์จี๋จ๋อกับยายไฮเป็นของเล่น คุณต้องฟังคนเหล่านี้จริงๆ จังๆ สิครับ ต้องเรียนรู้&#8221;</p>
<p>&#8220;เมืองไทยมันเปลี่ยนเยอะเลยนะครับ นัยหนึ่งผมเห็นพวกเสื้อเหลืองเสื้อแดง มองในแง่ดีนี่มันเป็นคนที่มีกึ๋นมากขึ้นทั้งสองฝ่าย มันต้องการประชาธิปไตยขั้นรากเหง้าทั้งสองฝ่าย เขาอาจจะมีข้อบกพร่องทั้งสองฝ่ายนะครับ ไม่ได้วิเศษหมด แต่มันมีเป้าหมายที่ดีมากเลย อย่าง ASTV ก็ให้บางอย่าง แน่นอนมันมีอคติหลายอย่าง แต่ฟังมันก็ได้ประโยชน์ ผมไม่รู้ว่าเสื้อแดงมีทีวีหรือยัง คือฟังพวกนี้จะได้ประโยชน์ แต่อย่าเชื่อทั้งหมด จะช่วยให้เราเปิดกว้างขึ้น และผมว่าเมืองไทยตอนนี้มันเปิดกว้างแล้ว ปิดไว้ไม่ได้อีกแล้ว&#8221;</p>
<p>&#8220;ผมยังเคยพูดเลย องคมนตรีควรจะชวนคนพวกนี้ไปคุยด้วย เรียนจากเขาสิครับ คุยกับพวกนี้สิครับแล้วก็ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง คุยกับยายไฮ ยายกระรอก คือไม่ต้องไปเชื่อเขาหรอก แต่ฟังเขาไว้จะช่วยได้เยอะเลย&#8221;</p>
<p><strong>อาจารย์มองว่าคนของสถาบันควรลงไปคุยกับเสื้อเหลืองเสื้อแดง</strong><br />
&#8220;ไม่ต้องลงไปหรอก เงี่ยหูฟังเขา ถ้ากล้าจริงๆ ก็ชวนเขามาเลย พวกองคมนตรี ใครก็ได้ มนุษย์เราการแก้ปัญหาข้อแรกคือ dialogue ผมได้ข่าวเวลานี้เสื้อเหลืองเสื้อแดงเขากำลังจะคุยกันแล้ว เป็นของดีครับ ผมบอกเขาเลยคุยกันดีกว่าฆ่ากัน ด่าแม่กันก็ได้ และผมว่าด่ากันต่อหน้าดีกว่าด่าลับหลัง ไม่ใช่ของง่ายแต่ทำได้ เช่นเดียวกันปักษ์ใต้ คุยกัน บ้านผมสมัยรัฐบาลนอมินีของทักษิณขอมาพบพวกเสื้อเหลืองที่บ้านผม 2-3 ครั้ง แต่มันแหยไม่มีอำนาจ อำนาจอยู่ที่ทักษิณ เสื้อเหลืองเขาเสนอบางอย่าง ทักษิณมันไม่กล้าตัดสินใจ&#8221;</p>
<p><strong>ปัญหาของอภิสิทธิ์คือเหมือนจะฟังคนอื่นกว่าทักษิณ แต่ไม่ทำอะไรใช่ไหม</strong><br />
&#8220;ผมว่าคุณอภิสิทธิ์เป็นคนน่ารัก ข้อเสียของเมืองไทยคือมันเต็มไปด้วยคนน่ารัก สอง-เป็นคนที่ไม่มีเพื่อน ไม่มีกัลยาณมิตร ไปอยู่เมืองฝรั่งนาน มีความภูมิใจที่เรียนอีตัน โรงเรียนที่ดีที่สุด พวกนี้เป็นมายากลทั้งนั้นเลย ผมไม่แน่ใจในพรรคประชาธิปัตย์เขามีเพื่อนหรือเปล่า คุณจะปกครองบ้านปกครองเมืองอย่างน้อยคุณต้องมีกุนซือสัก 4-5 คน เล่าปี่ทำไมทำอะไรได้ เพราะมีกุนซือ แม้กระทั่งก่อนขงเบ้งมาก็ต้องปรึกษาหารือกัน&#8221;</p>
<p>&#8220;ตรงนี้สำคัญนะ กุนซือ ปักษ์ใต้ใครทำได้ทำ แสวงหาคนดีมีฝีมือ แต่คุณไม่ได้แสวงหา พวกประชาธิปัตย์เขาจะเชื่อราชการประจำอย่างเดียว กินเศษกินเลยกัน แต่ปกครองบ้านเมืองมันใช้ไม่ได้ มันต้องเจาะ คุณทักษิณระยะแรกเขาก็เจาะแบบนี้ ผมก็อุ้มทักษิณมาปีหนึ่งเลย ไอ้ก้านยาว (ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์) นี่มีนโยบายดีมาก ระยะแรก 30 บาทเป็นความคิดของพวกหมอหัวก้าวหน้าเขา พักหนี้ และตอนนั้นผมบอกเขาเลย 30 บาทของดีนะคุณทักษิณ แต่คุณอย่าฉวยโอกาสเอามาเป็นของพรรคไทยรักไทยนะ หมอพวกนี้เขาคิดมานานมาก ให้เกียรติพวกเขานะ ตั้งเป็นทีมขึ้นแล้วคุณจะสำเร็จใน 3 ปี 5 ปี เราจะเหมือนอังกฤษ social welfare ทำให้ได้นะคุณทักษิณ เพราะเมืองไทยเราทุนนิยมมันเข้ามาคุมมาก และหมออยู่ฝ่ายทุนนิยมก็มาก หมอพวกนี้เป็นหมอเสียสละ คิดเรื่องนี้มาฟูมฟักพวกนี้ไว้ นโยบายการเกษตรไอ้ก้านยาวมันไปขายให้พรรคประชาธิปัตย์ก่อน แต่เขาไม่ฟังเลย มันมาขายทักษิณเอาทันทีเลย เสร็จแล้วมันก็ถีบไอ้ก้านยาว ข้อเสียทักษิณอยู่ตรงนี้ เห็นแก่ตัว ระยะสั้น และงก&#8221;</p>
<p><strong>แต่ประชาธิปัตย์แย่กว่าตรงที่ไม่เอาเลย</strong><br />
&#8220;คือรักษาสถาบันเดิม ผมเคยประชุมกับคุณชวน คุณชวนจะถามก่อนเลยว่าปลัดว่าอย่างไร ท่านอธิบดีว่าอย่างไร มันอำมาตยาธิปไตยแท้ๆ เลย พวกสมัชชาคนจนล้อมอยู่ทำเนียบฯ คุณชวนไม่เคยแวะไปเยี่ยมเลย ทักษิณมันมาวันแรกมันไปเยี่ยมเลยเห็นไหม เสียดายมันไม่ได้เอาจริง&#8221;</p>
<p><strong>อภิสิทธิ์ก็ลงไปหายายไฮ</strong><br />
&#8220;ของเล่นครับ&#8221;</p>
<p><strong>อภิสิทธิ์ฟัง แต่การปฏิบัติไม่ค่อยออกมา</strong><br />
&#8220;กับผมเขายังโทรศัพท์มาหาเลย-ครับๆ ยุติคดี คุณอย่าพูดอย่างนี้สิ-ครับๆ ผมจะหาทาง ยังค่อยยังชั่ว นักการเมืองถ้อยคำต้องระวัง อย่าพูดในสิ่งที่คุณทำไม่ได้ อย่าไปรับปากในสิ่งที่คุณจะไม่ทำ&#8221;</p>
<p><strong>ตอนนี้ทักษิณพยายามตีโต้ คนก็กลัวว่าจะเกิดอะไรรุนแรง</strong><br />
&#8220;คือฝ่ายตรงข้ามทักษิณ ฝ่ายสถาบัน ฝ่ายอำมาตย์ก็ต้องปรับปรุงตัวเองให้มากขึ้นเท่านั้นเอง และก็ใช้ความถูกต้องให้แม่นยำมากขึ้น ทักษิณเขาสามารถพูดได้เลย เสื้อเหลืองทำอะไรก็ไม่ผิด เสื้อแดงทำอะไรผิดหมด ซึ่งมันเป็นความจริงไม่ใช่น้อยนะ กระบวนการมันต้องแม่นยำมากกว่านี้ ไม่ใช่จะเอาผลการเมืองระยะสั้น ทุกอย่างนอกจากโปร่งใสแล้วต้องซื่อสัตย์สุจริต มีมาตรฐานที่วัดได้ แต่อย่างน้อยก็มีคดี 7 ตุลา กรรมการสิทธิฯ เขาเข้มแข็ง ต้องชมคุณวิชา มหาคุณ พวกเขากล้าหาญเข้มแข็ง ถ้าระบบมีคนอย่างนี้มากขึ้นเรื่อยๆ มันถึงจะไปรอด ตอนนี้ส่วนใหญ่หน่วยงานไม่ยอมรับความจริงเลย พวกผู้พิพากษาก็นึกว่ามันเป็นพระราชา ระบบของเรามันผิด เด็กวานซืนได้เนฯ สอบเป็นผู้พิพากษาแล้ว ผู้พิพากษาต้องฝึกมาให้รักความยุติธรรมก่อน เห็นอะไรผิดอะไรถูกก่อน ไม่ได้ฝึกเลย โห-แต่ละคนยิ่งใหญ่มากเลย เงินเดือนก็แพง ไม่ได้ว่าโกงนะ แต่มันแคบเหมือนม้า&#8221;</p>
<p><strong>ตอนนี้ก็ถอดยศทักษิณ แล้วเป็นชนวนให้เสื้อแดงมีข้ออ้างอีก</strong><br />
&#8220;มันไม่คงเส้นคงวา ผมว่าไม่ถูก ปกครองบ้านเมืองคุณจะต้องรอบคอบนะ ที่จริงจะถอดไม่ถอดมันก็ไม่สำคัญหรอก แต่ขอให้คงเส้นคงวา ถ้าไม่ถอดก็ทำไม่รู้ไม่ชี้ซะ มันพลาดตรงนี้ ไม่รอบคอบ การเมืองมันต้องรอบคอบ&#8221;</p>
<p>&#8220;พระองค์ธานี ท่านเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ สมัยรัชกาลที่ 7 กระทรวงธรรมการคุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วย ท่านมาเจอ ม.ล.ปิ่นมาสอนที่จุฬาฯ-เออปิ่น เธอมาสอนจุฬาฯ ได้ค่าสอนหรือเปล่า บอกไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นข้าราชการกระทรวงธรรมการอยู่แล้ว ท่านก็ว่าต้องได้นะมาสอนพิเศษต้องได้ เดี๋ยวฉันจะดูให้ กลับไปท่านก็เรียกบัญชีมาดู ปรากฏข้าราชการกระทรวงธรรมการไปสอนจุฬาฯ มี 2 คน ม.ล.ปิ่น กับ ม.จ.รัษฎาภิเษก น้องชายท่าน ก็เลยไม่ให้เลย ม.ล.ปิ่นเลยอดเลย เพราะให้ ม.ล.ปิ่นก็ต้องให้น้องชายท่านด้วย ม.ล.ปิ่นบอกผมเลยอดเลย (หัวเราะ) ต้องระวังมากเรื่องพวกนี้&#8221;</p>
<p><strong>การปกป้องสถาบัน</strong></p>
<p>&#8220;กลับมาเรื่องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นักวิชาการจากทั่วโลก 50 คน ทำจดหมายถึงคุณอภิสิทธิ์ นอม ชอมสกี ซึ่งเป็นคนที่มีชื่อเสียงที่สุดในสหรัฐอมริกา ลอร์ดเอฟเบอรี ประธานกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของสภาขุนนางอังกฤษ ยังไม่เอ่ยถึงนักวิชาการที่รู้เรื่องเมืองไทยดี 50 คน เขาบอกว่าต้องเปลี่ยน พระเจ้าอยู่หัวเองก็รับสั่ง คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น ถ้าใครทำเท่ากับรังแกพระองค์ท่าน และก็ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ เคยรับสั่งกับคุณสนั่น ขจรประศาสน์ ตอนคุณสนั่นเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ให้คุณสนั่นบอกตำรวจทั้งหมดให้ห้ามจับ ตอนนี้ตำรวจเป็นเป็นรัฐภายในรัฐ ตำรวจเป็นคนของทักษิณเป็นส่วนใหญ่ มันก็จับเพื่อจะรังแกในหลวง เพื่อที่จะทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ คุณอภิสิทธิ์ก็อ้างว่าจงรักภักดี ทำไมไม่มีกึ๋นทำอะไรให้เป็นเรื่องเป็นราว ทำได้เลยครับ และนายกรัฐมนตรีในระบบที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข สามารถกราบบังคมทูลได้โดยตรงเป็นการภายใน ขอแนะนำพระบรมราโชวาทว่าทำอย่างไร ทำอะไรต่ออะไรดี ฉะนั้นผมเชื่อว่าท่านก็จะให้โอกาส เพราะผมเชื่อว่าท่านก็อยากให้การผลัดแผ่นดินเป็นไปโดยไม่มีการนองเลือด แม้สถาบันเองก็ต้องการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แต่ว่าไม่มีใครทำอะไรเลย และในหลวงพระองค์เดียวพระชนม์ก็มากแล้ว&#8221;</p>
<p><strong>ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็โดนทั้งอาจารย์และดา ตอร์ปิโด บางคนเขาก็ต้องการใช้จัดการพวกทักษิณ</strong><br />
&#8220;ผมว่าต้องแยก ทุกเรื่องมันไม่ใช่ดำ-ขาว อย่างกรณีของผมก็เป็นที่รู้กันแทบทั่วโลก ว่าผมนี่อยู่ฝ่ายต้องการรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ แต่สถาบันพระมหากษัตริย์จะอยู่ได้ก็ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้โปร่งใส ให้วิพากษ์วิจารณ์ได้ ดังที่พระมหากษัตริย์ทั่วโลกเป็นเช่นนั้น คุณจะมาขืนเอาไว้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ดีเลิศประเสริฐสุด มีความศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ ทุกพระองค์ฉลาดเฉลียว ดีวิเศษ คนสมัยนี้มันรับไม่ได้แล้วครับ พระมหากษัตริย์เป็นเพียงสัญลักษณ์ของบ้านเมือง เป็นศูนย์กลางแห่งจริยธรรม วัฒนธรรม ก็ต้องมีระบบ ให้ราชวงศ์นั้นอยู่ในอำนาจของกฎหมาย ให้ทุกคนเปิดเผยโปร่งใส แต่พอปิดอย่างนี้แน่นอนมันก็มีเว็บไซต์ออก ถ้าคุณเปิดเผยมากเท่าไหร่ ที่มันจะด่าอย่างลับๆ มันก็น้อยลง และที่ด่าลับๆ คนก็ไม่รู้มันจริงหรือเท็จ ถ้าเราเปิดให้รู้ข้อเท็จจริงและคนเขาเชื่อสิ่งที่เปิดเผยมันมีน้ำหนักที่สุด เลย ในหลวงประชวรก็ไม่เปิดเผยจนกระทั่งลือกัน มันไม่ถูก ข่าวสำนักพระราชวังออกมาแม้แต่ชื่อหมอไม่บอกว่ามีใครบ้าง ทำเป็นเรื่องอึมครึมไปหมด น่าเสียดาย อันนี้ต้องโทษรัฐบาลนะครับ เพราะในระบบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสำนักพระราชวัง แต่ตั้งแต่สฤษดิ์เป็นต้นมา เราไม่ทำหน้าที่นี้กันเลย สำนักพระราชวังก็เลยเป็นเอกเทศไป สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นเอกเทศไป อันนี้ผมเห็นว่าเสียหายถึงในหลวง&#8221;</p>
<p>&#8220;สำนักงานทรัพย์สินฯ มีที่ดินถึง 30 เปอร์เซ็นต์กรุงเทพฯ ผู้อำนวยการก็ไม่ใช่คนเลวร้ายนะครับ เป็นคนจงรักภักดีซื่อสัตย์ แต่แกเชื่อว่าจะต้องพัฒนา ที่ทรัพย์สินฯ ไล่คนจนให้คนรวยมาอยู่ ที่ทรัพย์สินฯ คนเขาอยู่เขานึกว่าได้รับพระบารมีปกเกล้าฯ เขาอาจจะเอาเปรียบในหลวงบ้างเป็นไรไป เขาอยู่มาตั้งกี่ชั่วคนแล้ว ทำแบบนี้ใช้ไม่ได้ และตอนนี้พระก็เอาอย่าง บางวัดไล่คนรอบวัดหมดเลย และก็เอากรรมการจากทรัพย์สินฯ เอยอะไรเลยมาเป็นกรรมการวัด แล้วใครจะไปสู้ได้ วิธีนี้มันผิดหมด แต่เมื่อไม่กล้าพูดกันซึ่งๆ หน้าก็อึมครึมกันแบบนี้ มันไม่ช่วยครับ ไม่ช่วยทุกสถาบัน ไม่ช่วยบ้านเมือง เพราะบ้านเมืองจะเป็นสุขได้ คนข้างล่างต้องมีความพอใจว่าคนข้างบนไม่เอาเปรียบเขา มันต้องลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เว็บไซต์เอาตัวเลขมาลงเลยครับ คุณสุเมธ ตันติเวชกุล หัวหน้าใหญ่เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง รถที่คุณสุเมธนั่งราคากี่ล้าน คุณสุเมธได้โบนัสได้อะไรจากปูนซิเมนต์ไทยกี่ล้าน แต่มาพูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง คุณสุเมธแกเป็นคนดีนะ เป็นคนน่ารัก แต่นิมิตดีคือตอนนี้สื่อเอาตัวเลขพวกนี้มาเปิดเผย ต้องให้มีการเปิดเผยและปรับปรุงเปลี่ยนแปลง มันถึงจะไปได้&#8221;</p>
<p><strong>อาจารย์เห็นด้วยกับการยกข้อหาหมิ่น แต่กรณีของอาจารย์กับดา ตอร์ปิโด ไม่เหมือนกัน บางคนเขาก็เห็นว่าดาสมควรมีความผิด</strong><br />
&#8220;ดา ตอร์ปิโด เพียงกฎหมายหมิ่นประมาทเขาก็โดนแล้ว ก็เล่นเขาในเรื่องหมิ่นประมาทสิครับ เขาใช้คำที่รุนแรงด่าว่า แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว&#8221;</p>
<p><strong>แปลว่าติดคุกเหมือนกัน</strong><br />
&#8220;ติดคุกอยู่ดีเพราะเขาล่วงล้ำกฎหมาย การล่วงล้ำกฎหมายนั้นไม่จำเป็นต้องกำหนดว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ หรือในหลวง ใครก็ตามล่วงล้ำกฎหมายต้องโดน อันนี้มันจะลดช่องว่าง มิฉะนั้นแล้ว โอ้โห อย่างน้อย 3 ปี อย่างมาก 15 ปี อะไรกันครับ เมื่อเป็นประมุขที่ทุกคนรักก็ไม่จำเป็นต้องไปลงโทษคนที่เล่นงานองค์ประมุข ร้ายแรงถึงเพียงนั้น ก็ให้องค์พระประมุขเป็นเหมือนคนธรรมดาสามัญ จะเป็นการแผ่พระบรมราชกฤษดาภินิหารกว่าใดๆ ทั้งหมด คุณงามความดีนั้น คุณเอาพระเดชมาใช้ เอาคุกมาใช้ มันไม่ถูก โดยเฉพาะพระเจ้าแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยนั้น ท่านต้องมีเพียงพระคุณ ไม่มีพระเดช พระเจ้าอยู่หัวก็รับสั่ง The King can do no wrong หมายความว่าทุกอย่างที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจก็ต้องมีผู้รับสนองพระบรม ราชโองการ เล่นงานไอ้คนนั้นสิ คนรับสนองพระบรมราชโองการ ไม่ใช่ไปเล่นงานท่าน แต่เล่นไม่ทำหน้าที่นี้กัน หน้าที่พื้นฐานเลยนะครับ&#8221;</p>
<p>&#8220;ควีนอังกฤษเวลาเปิดรัฐสภา The Queen&#8217;s speech นั้น รัฐบาลร่างถวายนะครับ และเขาก็โจมตี เป็นที่รู้กัน เพราะเป็นการแถลงนโยบาย วันคริสต์มาสท่านจะพูดทางวิทยุ ออกโทรทัศน์ด้วย รัฐบาลต้องเซ็นเซอร์ก่อนนะ ทำไมถึงทำเช่นนั้น พระราชินีท่านเสวยราชย์มา 60 ปี ท่านรู้ดีกว่ารัฐบาลทั้งหมด แต่เพื่อปกป้องสถาบันไว้ ไม่ให้มีผิดพลาดแม้แต่คำเดียว นี่เราไม่เข้าใจประเด็นนี้กัน เราหาว่าไปก้าวก่ายท่าน เขาไม่ได้ก้าวก่ายท่าน เขาปกป้องสถาบัน ต้องทำเช่นนี้ครับ&#8221;</p>
<p><strong>พระราชินีอังกฤษพระราชาทานพระบรมราโชวาทตอนเปิดสภาฯ คือการแถลงนโยบายหรือ</strong><br />
&#8220;ชัดเจน พอเสด็จฯ กลับแล้วเล่นงานรัฐบาลเลย&#8221;</p>
<p><strong>ฝ่ายค้านลุกขึ้นพูดเลย?</strong><br />
&#8220;ทันทีครับ เป็นที่รู้กัน ต้องเข้าใจนะครับ ญี่ปุ่นก็เอาอย่าง Emperor ญี่ปุ่นก็พูดตามที่รัฐบาลเขียนให้ทั้งนั้น อันนี้เป็นเรื่องปกป้องสถาบัน ต้องเข้าใจ เพราะจักรพรรดิญี่ปุ่นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีหลายพวกต้องการจะล้ม แต่พวกที่รู้เรื่องญี่ปุ่นดีเห็นว่าควรจะรักษาไว้มากกว่า เพราะฉะนั้นแมคอาเธอร์ถึงมาเขียนรัฐธรรมนูญให้ญี่ปุ่น ให้พระเจ้าแผ่นดินมีหน้าที่เป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้นเอง แม้กระทั่งในญี่ปุ่นก็ยังมีคนเกลียดพระเจ้าจักรพรรดิอยู่นะ ไม่ใช่ไม่มี แสดงออกได้ด้วย แต่ก็อยู่ได้เพราะทุกคนทุกสถาบันจะไม่ให้มีคนเกลียดเลยเป็นไปไม่ได้ ภาษาไทยเราบอกว่า แม้กระทั่งพระปฏิมายังราคิน พระพุทธเจ้ายังถูกนินทา ต้องเปิดโอกาสถึงจะอยู่ได้ ไปปิดไม่ได้หรอกครับ ยิ่งเว็บไซต์ยิ่งปิดยิ่งไปกันใหญ่เลย&#8221;</p>
<p><strong>จักรพรรดิญี่ปุ่นตอนนั้นคนไม่ชอบเยอะ เพราะนำเข้าสู่สงครามโลกใช่ไหม</strong><br />
&#8220;แน่นอน แพ้สงคราม หลายคนเลยเห็นว่าควรจะต้องเลิก แต่พวกฝรั่งที่เชี่ยวชาญเรื่องญี่ปุ่นให้รักษาไว้จะดีกว่าไม่รักษา&#8221;</p>
<p>&#8220;เช่นเดียวกันผมเองก็อยู่ฝ่ายนี้ ผมเห็นว่ารักษาไว้ดีกว่าไม่รักษา หลายคนเลยมาโจมตีผม ว่าอาจารย์เสียเวลามา 40 ปีพยายามจะรักษาสถาบันนี้ไว้ มีประโยชน์อะไร ผมบอกคุณไม่รู้สึกหรือครับ สถาบันไม่ใช่วิเศษที่สุด ยังมีอะไรบกพร่อง แต่ต้องรักษาเอาไว้ เหมือนต้นไม้บ้านผม ผมรักษาเอาไว้ เราได้ร่มได้เย็น คุณดูอินโดนีเซียสิ ดูประเทศที่มีประธานาธิบดีสิ เป็นอย่างไรบ้าง มันเลวร้ายกว่าทั้งนั้น เราไม่เข้าใจประเด็นนี้&#8221;</p>
<p>&#8220;แต่ทุกอย่างต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ไปตามกาลเทศะ สมัยหนึ่งคนเชื่อว่าพระเจ้าแผ่นดินฉลาดกว่าชาวบ้าน ได้รับการศึกษามาดีกว่า แต่ที่พระเจ้าแผ่นดินฉลาดกว่าชาวบ้านเพิ่งมารัชกาลที่ 4-5 นะครับ แต่ก่อนนี้พวกขุนนางเขาถือว่าฉลาดกว่าพระเจ้าแผ่นดินทั้งนั้น พวกบุนนาคเขาถือว่าเขาฉลาดกว่าทั้งนั้น รัชกาลที่ 3 เองท่านก็ยอมรับว่าลูกท่านไม่รู้หนังสือ พระจอมเกล้าฯ ท่านไปบวชอยู่นาน เพราะฉะนั้นท่านให้ลูกท่านเรียนหนังสือทั้งนั้น เป็นคนแรกเลยที่ให้ลูกท่านเรียนภาษาอังกฤษ พวกเจ้าถึงมาได้เปรียบรัชกาลที่ 4-5 นี่เอง และการได้เปรียบอันนี้ก็พลาด ก็เลยนึกว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่นเขา เกิดการเปลี่ยนแปลง 2475 ก็เหตุนี้ พวกเจ้าคิดว่าตัวเองฉลาดกว่าคนอื่นเขา โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ถึงต้องพัง สมัยนี้คุณจะไปบอกว่าเจ้าฉลาดกว่าชาวบ้านเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะเจ้านั้นมีคนอยู่ในสกุลเดียว ชาวบ้านอาจจะมีคนโง่มากกว่าก็ได้ แต่ก็ต้องมีคนฉลาดมากกว่า&#8221;</p>
<p>&#8220;เมืองไทยที่สถาบันเจ้าอยู่ได้ที่แล้ว มา เพราะเขายกย่องคนที่สามารถนอกเหนือจากเจ้า เจ้าพระยายมราชก็ลูกชาวนา ขึ้นไปสูงที่สุดเลยครับ และเมื่อเลือกคนไปเรียน ตอนที่ส่งทูลกระหม่อมเล็ก เป็นลูกคนโปรดที่สุดของรัชกาลที่ 5 เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ส่งไปเรียนรัสเซีย เพราะท่านรักกับพระเจ้าแผ่นดินรัสเซียมาก ท่านก็ส่งคนไปเรียนแข่งกับลูกท่านเลยนะ แล้วเลือกนายพุ่ม ราชทูตทำรายงาน นายพุ่มคนนี้เป็นคนดี มีความประพฤติดี ฉลาดเฉลียว เสียอย่างเดียวเป็นคนไม่มีกำพืด ไม่มีสกุลรุนชาติ แต่ศาสนาพุทธช่วย ศาสนาพุทธบอกว่าช้างเผือกก็ต้องมาจากป่า เพราะฉะนั้นคนไม่มีสกุลรุนชาติอาจจะเป็นอัจฉริยะ เลือกนายพุ่ม นายพุ่มไปก็ไปเรียนแข่งกับทูลกระหม่อมเล็ก แพ้ชนะกันเลยนะครับ แต่เรียนจบนายพุ่มเขาก็รู้ตัว เขาไม่กลับเมืองไทย เป็นรัสเซียไปเลย พุ่มสกี้ และอยู่ทหารมหาดเล็ก เปลี่ยนแปลงการปกครองในรัสเซีย มันฆ่าพระเจ้าแผ่นดิน แต่พุ่มสกี้นี่ทหารรักมาก ขอให้อยู่ต่อ ให้เป็นนายพันเอกต่อ แต่ก็จงรักภักดี สุดท้ายก็ลาออก ผมยกตัวอย่างนายพุ่มคนธรรมดาสามัญที่สุดเลย เมืองไทยยังมีศาสนาพุทธ เน้นคนนอกเหนือชาติวุฒิ เน้นคนที่มีความดีความสามารถ แต่ผมว่าตอนนี้เรากำลังพลาด เราไปซูฮกคนที่ชาติวุฒิหมด&#8221;</p>
<p><strong>ศึกษาอดีต</strong></p>
<p><strong>พูดได้ไหมว่าปัจจุบันสถาบันกำลังถูกโจมตีจากวิกฤติการเมือง</strong><br />
&#8220;ก็เป็นที่ชัดเจน เว็บไซต์ก็โจมตี และตอนนี้รัฐบาลไทยก็ใช้วิธีไม่แตกต่างจากรัฐบาลจีนไล่ปิดเว็บไซต์ ซึ่งวิธีที่ถูกที่จะแก้ปัญหาเว็บไซต์คือให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เดี๋ยวเว็บไซต์มันก็หมดไป พระปกเกล้าฯ ท่านเคยรับสั่งเมื่อท่านเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์องค์สุดท้าย ท่านบอกว่าคนเขียนด่ารัฐบาลต้องฟัง ถ้ามันเขียนบัดซบ 2 วันคนก็ลืม ถ้ามันเขียนมาดีเราต้องแก้ไขปรับปรุง นี่พระเจ้าแผ่นดินสมบูรณาญาสิทธิราชย์นะ&#8221;</p>
<p><strong>นี่ก่อน 2475</strong><br />
&#8220;ก่อนเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย หม่อมเจ้าสิทธิพร (กฤดากร) ลาออกจากอธิบดีกรมที่ใหญ่ที่สุดไปเป็นชาวนา แล้วท่านออกหนังสือพิมพ์ชื่อกสิกร โจมตีนโยบายรัฐบาลว่าต่อไปนี้จะขายข้าวอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องมีพืชอย่างอื่น และปีนั้นขายข้าวไม่ออก เรียกหม่อมเจ้าสิทธิพรกลับมารับราชการ จะให้เป็นปลัดกระทรวงเกษตรท่านก็ไม่รับ ท่านขอตั้งกรมใหม่ กรมทดลองการกสิกรรม ถึงได้เกิดแม่โจ้ขึ้นมา เกิดสถานีทดลอง จนกระทั่งสามารถผลิตเวอร์จิเนียโทแบกโกให้โรงงานยาสูบได้ ก่อนหน้านั้นต้องซื้อจากฝรั่งทั้งนั้น ท่านทดลองปลูกที่เชียงใหม่ คนเชียงใหม่รวยกันเป็นแถวเลย แตงโมบางเบิดทุกวันนี้ กะหล่ำปลี สารพัดท่านทดลอง เขียนโจมตีรัฐบาล รัฐบาลให้มาทำเลย&#8221;</p>
<p><strong>แปลว่าก่อน 2475 คนวิจารณ์รัฐบาลของพระมหากษัตริย์ได้</strong><br />
&#8220;แน่นอน เยอะด้วย&#8221;</p>
<p><strong>วิจารณ์ตัวบุคคลไหม อย่างตัวรัฐมนตรี ตัวในหลวง ร.7</strong><br />
&#8220;ตัวในหลวงเองก็โจมตี มีคนไปทูลท่าน ไม่รู้สึกหรอก ท่านบอกว่าธรรมเนียมไทยมันด่าพระเจ้าแผ่นดินทั้งนั้น ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลมันก็ด่าพระเจ้าแผ่นดิน คนไม่ด่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นไปไม่ได้ ทำไมเมืองไทยถึงมีพระยาแรกนา เพราะแต่ก่อนพระเจ้าแผ่นดินแรกนาเอง ฝนไม่ตกปีนั้นมันด่าพระเจ้าแผ่นดินเลย ทีหลังเลยมีพระยาแรกนา จะได้ด่าพระยาแรกนาแทนท่าน นี่เปลี่ยนในรัชกาลที่ 4 ต้องเข้าใจนะครับ พระเจ้าแผ่นดินฟังเสียงราษฎรมาก และโดยเฉพาะเรารักษาเอกราชได้ก็จริง แต่เราเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต เพราะฉะนั้นหนังสือพิมพ์ต่างๆ เจ้าของมันจะถือสัญชาติอังกฤษบ้าง สัญชาติฝรั่งเศสบ้าง อย่างจีโนสยาม ด่าพระเจ้าแผ่นดิน จับมันไม่ได้ มันไปขึ้นศาลกงสุล ทำอะไรมันไม่ได้ ในหลวงก็ใช้พิมพ์ไทยเป็นกระบอกเสียงของท่าน สู้กับไอ้พวกนี้ ในหลวงมาเขียนเองเลยโคลนติดล้อล้อติดโคลน ซัดกันเลย&#8221;</p>
<p><strong>รัชกาลที่ 6?</strong><br />
&#8220;ใช่ รัชกาลที่ 7 ก็ใช้พิมพ์ไทย ให้หลวงมหาสิทธิโวหารมาเขียน สอ เศรษฐบุตร ซื้อมาทำหนังสือพิมพ์สู้กับพวกหัวก้าวหน้า แต่ก่อนเขาใช้วิธีสู้กันทางหนังสือ ใช้วิธีปิดไม่ได้ผลหรอกครับ คุณปิดมันก็ลงใต้ดิน&#8221;</p>
<p><strong>กระแสตอนนี้มีการโจมตีค่อนข้างมากที่สุด</strong><br />
&#8220;ช่วงนี้ ช่วงทักษิณ พูดง่ายๆ ทักษิณเขาก็ใช้ด้วย สำหรับผมในแง่หนึ่งเป็นนิมิตที่ดีนะ บางคนอาจจะพูดจารุนแรงไป แต่คนมันเริ่มกล้าขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าคุณจะสู้กับพวกนี้ก็ต้องเปิดเผยเลยว่ามันไม่จริง ต้องเอาตัวเลขมาให้เขาเห็นชัดเจน ถ้าคุณอึมครึมก็เสร็จ&#8221;</p>
<p><strong>ทักษิณก็ใช้ตัวนี้เป็นเครื่องมือ</strong><br />
&#8220;ใช้สิครับ เขาจะใช้ทุกอย่างเป็นเครื่องมือ เขาอาจจะเปลี่ยนมาใช้คำว่าอำมาตยาธิปไตย เปลี่ยนเป้ามาตีที่เปรม มันก็คืออันเดียวกัน&#8221;</p>
<p><strong>อาจารย์มองว่ามีกระแสโจมตีสถาบัน แต่ฝั่งสถาบันก็ต้องปรับ</strong><br />
&#8220;ถูกต้อง พระพุทธเจ้าก็สอนอันนี้ด้วย สมัยโบราณมีคนมาโจมตีเรา คถาคตก็ดี พระธรรมก็ดี พระสงฆ์ก็ดี ก็ฟังไว้ ที่เขาโจมตีมาจริงไม่จริง ถ้าจริงก็ต้องปรับปรุง ถ้าไม่จริงมันก็เหลวไหลอย่าไปเดือดร้อน อีกนัยหนึ่งชีวิตมนุษย์เราต้องปรับปรุงตัวเองตลอดเวลา ทุกสถาบันต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สถาบันพระมหากษัตริย์ปรับปรุงครั้งสำคัญที่สุดคือ 2475 พอถึง 2490 ไม่ได้ปรับปรุงเท่าไหร่ แต่จอมพล ป.คุมไว้ในอำนาจ 10 ปี จนกระทั่ง 2500 เป็นต้นมาก็มีแต่เชียร์ สำนักงานทรัพย์สินฯ ก็ไม่ต้องแถลงอะไร เป็นรัฐภายในรัฐ อะไรก็วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ แต่ถ้าคุณให้คนพูดได้มากขึ้น เว็บไซต์ไปด่ามันก็น้อยลง&#8221;</p>
<p><strong>ย้อนไปสมัย ร.7 ที่อาจารย์เล่า รัฐบาลของในหลวง ร.7 ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากใช่ไหม</strong><br />
&#8220;คนเขาผิดหวังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ก็คิดว่ารัชกาลที่ 7 จะดีขึ้น&#8221;</p>
<p><strong>หนังสือพิมพ์ยุคนั้นโจมตีเลยหรือ</strong><br />
&#8220;โห โจมตีในหลวงโดยตรงเลย สารพัดเลย ผมบอกแล้วไงบรรณาธิการมันอยู่ใต้ร่มธงอังกฤษบ้าง ฝรั่งเศสบ้าง และเราต้องการให้ฝรั่งยอมรับว่าเราเป็นเมืองที่มีสิทธิเสรีภาพ ฟัดกันสารพัด แน่นอนที่ไม่ใช่ subject ฝรั่งก็เข้าคุกนะ ขึ้นศาลไทยก็เข้าคุก อย่างคุณสถิตย์ เสมานิล ก็ติดคุกหลายปี&#8221;</p>
<p>&#8220;ข้อผิดพลาดของรัชกาลที่ 7 คือท่านรู้ว่าสมัยรัชกาลที่ 6 พวกเจ้าถูกกดมาก รัชกาลที่ 6 ท่านยกขุนนาง รัชกาลที่ 7 ก็เลยมายกย่องเจ้า อันนี้ท่านพลาด พวกหม่อมเจ้าไปเรียนเมืองนอกกลับมาก็เบ่งกันอะไรกัน พวกขุนนางก็หมั่นไส้&#8221;</p>
<p>&#8220;ยกตัวอย่างง่ายๆ ฟางเส้นสุดท้ายที่เปลี่ยนแปลง ตกลงกันว่าเศรษฐกิจตกต่ำ ทหารทั้งหมดจะไม่ได้รับเงินเดือนขึ้น พระองค์บวรเดชลาออกเลยนะ เสนาบดีกระทรวงกลาโหมลาออก พระยาโกมารกุลมนตรีเป็นเสนาบดีกระทรวงพระคลังบอก เอ้า-ทหารเหมือนแขกยาม ตอนนี้ยังไม่มีใครมาบุกปล้นบ้านเรา ไปขึ้นเงินเดือนให้แขกยามได้ไง พระองค์บวรเดชลาออกเลย เสร็จแล้วก็ไกล่เกลี่ย ขึ้นให้คนเดียว คือท่านนักขัตร พอดีท่านเป็นนักเรียนนอกรุ่นเดียวกับพระปกเกล้าฯ พวกทหารด่าไหนบอกไม่ขึ้น&#8221;</p>
<p>&#8220;หลัง 2475 ท่านนักขัตรยังถูกสะกดรอยตามตลอดเลย เพราะเขาถือเป็นสัญลักษณ์ฝ่ายเจ้า ได้ขึ้นเงินเดือนคนเดียว คุณสุภา (ศิริมานนท์) เล่าให้ผมฟัง ท่านนักขัตรเรียนฝรั่งเศสรุ่นเดียวกับ อ.ปรีดี คุณสุภาก็เป็นคนสนิท อ.ปรีดี ทุกอาทิตย์ อ.ปรีดีจะมากินข้าวที่ธรรมศาสตร์ มีอะไรคุณสุภาก็รายงาน ท่านนักขัตรก็บอก เฮ้ย-สุภา ไปบอกอาจารย์หน่อยได้ไหม หลวงอดุลย์มันตามอั๊วตลอดเลยนะ อั๊วก็หลุดมาตั้งนานแล้ว มาตามทำไม อาจารย์ปรีดีไปบอกหลวงอดุลย์ ก็เลยเลิกตาม หลังสงคราม อ.ปรีดีท่านส่งไปเป็นทูตที่อังกฤษ ในหลวงเลยไปเจอสมเด็จฯ ที่อังกฤษ ก็หมั้นกัน&#8221;</p>
<p>นี่เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่น่าเซอร์ไพรส์ว่า สุภา ศิรมานนท์ ผู้เขียน Capitalist สนิทสนมกับ ม.จ.นักขัตรมงคล หรือพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ พระบิดาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อาจารย์ ส.บอกว่าทั้งสองท่านชอบศึกษาเรื่องโหราศาสตร์เหมือนกัน</p>
<p>&#8220;อ.ปรีดีมาปรับปรุงอย่างสำคัญที่สุด เลย ถ้าไม่มี อ.ปรีดี สถาบันไปแล้วครับ 2475 จอมพล ป.บอกให้ล้มเลยนะ ความจริงเหล่านี้คนไม่รู้เรื่อง และเมื่อพระปกเกล้าฯ หนีจากหัวหินไปสงขลา ชัดเจนนะครับพระปกเกล้าฯ ช่วยพระองค์เจ้าบวรเดชฯ อันนี้เอกสารออกมาชัดเจน ท่านอ้างว่าท่านเป็นกลาง รัฐบาลบอกถ้าเป็นกลางก็ต้องกลับมาอยู่ในกรุงเทพฯ ท่านไม่กลับ เงินทรัพย์สินฯ หายไป เงินมหามกุฏฯ หายไป พระยาเสนาสงครามเป็นลูกพี่ลูกน้องกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า เอาเงินมหามกุฏฯ ไป เจ้านายนั่งรถไฟหนีจากหัวหินไปสงขลา ท่านชิ้นเป็นคนไปขโมยรถไฟมาจากเมืองเพชรฯ มีคนสั่งให้ระเบิดรถไฟเลย ถ้าระเบิดรถไฟคราวนั้นก็หมด สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ สมเด็จกรมพระยานริศฯ อยู่ในรถไฟนั้น ก็เป็นบอลเชวิกเลย เคราะห์ดี ผู้ว่าราชการจังหวัดโทรเลขมาถามรัฐมนตรีมหาดไทย คือพระอุดมพงศ์เพ็ญสวัสดิ์ รัฐมนตรีมหาดไทยก็เอาโทรเลขให้เจ้าคุณพหลฯ ดู เจ้าคุณพหลฯ ห้ามไว้&#8221;</p>
<p>&#8220;คุณไปอ่านดูสิ แถลงการณ์คณะราษฎรฉบับที่หนึ่ง ที่จริงก็มีฉบับเดียว ออกเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ถ้ายอมกลับมาอยู่ใต้ธรรมนูญการปกครอง เราก็ยินดี ถ้าไม่กลับมาหรือไม่ตอบภายใน 3 วัน เราจะเปลี่ยนการปกครองให้เป็นประชาธิปไตย คำว่าประชาธิปไตยอธิบายเลยนะครับ หมายความว่าเราจะเลือกผู้ใดผู้หนึ่งในบรรดาราษฎรให้เป็นประมุขประเทศ republic ในหลวงท่านยอมกลับมา ก็ตกลงรักษาสถาบันไว้ แต่จอมพล ป.ไม่เห็นความสำคัญของสถาบันนี้เลย พูดอย่างตรงไปตรงมา ตอนที่ อ.ปรีดีมาเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ท่านได้ปกป้องสถาบันนี้อย่างดีที่สุด สมเด็จพระพันวษาฯ นี่คุณหญิงแก้วเขียนเล่าไว้ชัดเจนเลย สมเด็จพระพันวษาฯ จะขออะไร จอมพล ป.ไม่เคยให้เลย ป้าในหลวง เจ้าฟ้ากรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธรสิ้นพระชนม์ พระพันวษาฯ ให้คุณหญิงแก้วไปหาจอมพล ป. ไปขอทำเมรุกลางสนามหลวงเผาศพทหารที่ชนะพระองค์เจ้าบวรเดชฯ มีเมรุสนามหลวงแล้วเผาทหารเลวแล้วก็ให้เผาเจ้าฟ้าต่อจากเผาทหารเลว จอมพล ป.บอกว่าสมเด็จพระพันวษาฯ ท่านรวยแล้วให้ท่านสร้างเมรุเอง และก็ไม่ให้สร้างสนามหลวงด้วย ต้องมาสร้างที่วัดเทพศิรินทร์ จอมพล ป.ขนาดนี้นะ ทีหลังให้ไปขอ อ.ปรีดี อ.ปรีดีให้ทุกอย่าง&#8221;</p>
<p><strong>อาจารย์ ส.ยังเล่าย้อนถึงการเชิญในหลวงรัชกาลที่ 8 ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์</strong></p>
<p>&#8220;ประเด็นอยู่ตรงนี้นะครับ รัชกาลที่ 7 ตอนเสวยราชย์ท่านเห็นว่ากรมพระนครสวรรค์ฯ ควรจะเสวยราชย์เพราะแก่กว่าท่าน 1 รอบ และก็รับใช้พ่อท่านมา มีประสบการณ์มากและเป็นเจ้าฟ้าเหมือนกันหมด รัชกาลที่ 7 เป็นกรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ก็ปรึกษากับพระบิดาในหลวงองค์ปัจจุบัน ตอนนั้นเป็นกรมขุนสงขลานครินทร์ ว่าจะถวายทูลกระหม่อมชาย แต่ทูลกระหม่อมชายท่านไม่รับ ท่านบอกว่ารัชกาลที่ 6 เขียนไว้แล้ว ถ้าลูกเป็นผู้หญิงให้น้องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน สมัยก่อนเขาถือมาก นอกจากนั้นแล้วรัชกาลที่ 5 ยังให้พรพิเศษกับสมเด็จพระพันปีหลวงด้วย ว่าลูกท่านทั้งหมดทุกองค์จะต้องได้เสวยราชย์ มีตั้ง 5 องค์ พระปกเกล้าฯ นี่สุดท้องเลย ทูลกระหม่อมพระองค์ชายก็ลงคุกเข่ากราบน้อง เจ้าเขาถือมากนะพี่กราบน้อง แสดงว่าต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระปกเกล้าฯ ก็รับ ทูลกระหม่อมชายบอกว่ามีข้อแม้อย่างเดียว อย่าให้พ่อตามายุ่ง พ่อตากรมพระสวัสดิ์ท่านชอบยุ่ง และท่านเฮี้ยว เพราะฉะนั้นพระปกเกล้าฯ ก็เตรียมเลยครับ ท่านไม่มีลูก ท่านก็จะให้พระองค์จุมภฏ ซึ่งเป็นลูกทูลกระหม่อมบริพัตรเสวยราชย์ เป็นที่รู้กันทั่วไปครับ เจ้าคุณอนุมานฯ ก็เขียนไว้ ว่าท่านไปที่กระทรวงการคลัง พระยาโกมารกุลมนตรีขู่พระองค์จุมภฏ สารพัดเลย ต่อไปจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินต้องถูกขู่ ให้อยู่ในอำนาจขุนนาง ฝึกเอาไว้ นี่พอเปลี่ยนแปลงการปกครองตูม พวกทหารเขากลัวทูลกระหม่อมพระองค์ชายทั้งนั้น เพราะท่านเคยคุมทหารมา ท่านต้องไปอยู่ชวาเลย ยกวังให้เขา&#8221;</p>
<p>&#8220;ทูลกระหม่อมชายคือเจ้าฟ้าบริพัตร สุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ปู่ของคุณชายสุขุมพันธุ์นี่แหละ ผมเคยพูดนะ เมื่อตอนเขาสอนอยู่ที่รัฐศาสตร์ เด็กให้ผมไปพูดเรื่อง 24 มิถุนา ผมบอกเนี่ยนะถ้าไม่เกิด 24 มิถุนา คุณชายเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ แล้ว ถ้าพ่อตายก็ต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดิน อันนี้เรื่องจริง&#8221;</p>
<p>&#8220;เมื่อเขาไม่ต้องการสายบริพัตร ในทางกฎมนเทียรบาลก็ต้องมาผ่านสายของทูลกระหม่อมแดง สมเด็จพระพันวษาฯ ท่านก็สิ้นแล้ว ก็มีลูกคือพระองค์เจ้าอานันท์ 10 ขวบ ถ้าเป็นสมัยโบราณก็ไม่มีทางขึ้นเพราะแม่เป็นไพร่ ที่พระปกเกล้าฯ ขึ้นเพราะพี่ท่าน ทูลกระหม่อมติ๋ว เจ้าฟ้ากรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัยท่านมีลูก แต่แม่เป็นไพร่ ก็ต้องข้าม อ.ปรีดีบอกตอนนี้ประชาธิปไตยแล้ว ถึงแม่เป็นไพร่ก็เป็นของดี ทูลกระหม่อมแดงท่านก็ประชาธิปไตย ท่านมีชีวิตเพื่อคนยากคนจน ไม่เสียหาย ก็เชิญพระองค์อานันท์เสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ 8 อ.ปรีดีเป็นคนสำคัญ อยู่เบื้องหลัง คนที่รู้เรื่องเจ้าดีที่สุดคือ อ.ปรีดี ท่านผู้หญิง (พูนศุข) ก็รู้เรื่องเจ้าดี เพราะท่านผู้หญิงมาจากตระกูล ณ ป้อมเพ็ชร เขาถือว่าเป็นข้าหลวงเดิมมาตั้งแต่กรุงเก่า ทางเจ้าพระยายมราชก็มาได้พวก ณ ป้อมเพ็ชร ก็ใกล้ชิดในวังมาก ราชวงศ์จักรีเป็น ณ อยุธยา พวก ณ ป้อมเพ็ชรก็อยู่อยุธยามานาน&#8221;</p>
<p>&#8220;ทูลกระหม่อมแดงเป็นนักประชาธิปไตย ด้วย เพราะว่าทีแรกท่านจะไปเรียนทหารเรือที่เยอรมัน พอเราประกาศสงครามกับเยอรมันเรียกหาทหารอาสาสมัคร ไปรบกับเยอรมัน ท่านอาสาไปรบเลยนะครับ ท่านบอกทหารส่วนมากที่ไปตายในสงครามลูกชาวนาทั้งนั้น มันตายเพื่อเจ้ามาตลอด ถึงเวลาเจ้าต้องไปตายเพื่อชาวนาบ้าง เขาไม่ให้ท่านไปเพราะท่านเป็นเจ้าฟ้า ท่านโกรธเลยไปเรียนแพทย์ กลับมาศิริราชเขาก็ไม่ให้ท่านรักษาคนไข้อนาถา ท่านเลยขึ้นไปรักษาคนขี้เรื้อนที่เชียงใหม่ ไปอยู่กับพวกมิชชันเนอรีเลย ท่านก็ไปสิ้นที่นั่น พระชนม์ยังน้อยอยู่เลย เป็นคนคิดนอกกรอบ อ.ปรีดีนับถือมาก เป็นเจ้าที่อยู่กับราษฎร”</p>
<p>&#8220;ต้องเข้าใจนะครับ คณะรัฐประหาร 2490 โจมตี อ.ปรีดี หาว่าวางแผนฆ่าในหลวงรัชกาลที่ 8 ซึ่งเป็นความเท็จที่เขารู้กันทั่วไปแล้ว และก็ยกในหลวงขึ้นเพื่อจะอ้างว่าบ้านเมืองนี้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ แต่จอมพล ป.แกกดพระมหากษัตริย์หมดเลยนะครับ แกเอามาอ้างเท่านั้นเอง แต่แกกด เป็นที่รู้กัน ในหลวงเสด็จฯ ไปต่างจังหวัดก็ไม่ได้นะครับ ไปได้เพียงหัวหินเท่านั้นเอง&#8221;</p>
<p>&#8220;ทีนี้จอมพลสฤษดิ์เอาชนะจอมพล ป. จอมพลสฤษดิ์ไม่มีข้ออ้างอะไรเลยนี่ครับ จอมพล ป.ยังอ้างว่าเล่นงาน อ.ปรีดีเพื่อรักษาสถาบัน สถาบันก็รักษาไปแล้ว และจอมพลสฤษดิ์ก็ไม่ต้องการประชาธิปไตย ฉะนั้นบอกอย่างเดียวเลย ต้องยกสถาบันศักดิ์สิทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์แล้วคอมมิวนิสต์จะแพ้ มันสมองคือหลวงวิจิตรวาทการ ยกกันสุดๆ เลย เรื่องกราบนี่ก็สมัยจอมพลสฤษดิ์ทั้งนั้น เรื่องกราบนี่เลิกสมัยรัชกาลที่ 5 เสวยราชย์บรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ประกาศเลยให้เลิกกราบเลิกหมอบทั้งหมด เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความป่าเถื่อน เป็นสัญลักษณ์ผู้ใหญ่เอาเปรียบผู้น้อย สุจินดามันฟ้องผมคราวที่แล้วเรื่องนี้ จะเอาผมเข้าคุก ผมอ้างพระราชดำรัสรัชกาลที่ 5 ยังเป็นกฎหมายอยู่ครับ ผมชนะคดีด้วยเหตุนี้&#8221;</p>
<p>&#8220;กฎหมายนี้ยังไม่ได้แก้เลยนะ จอมพลสฤษดิ์เป็นเผด็จการมันทำผิดกฎหมาย ความจงรักภักดีอยู่ที่กราบหรือ-ไม่ใช่ ความจงรักภักดีอยู่ที่ความซื่อสัตย์สุจริต อยู่ที่ปกป้องสถาบันวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน นี่ความจงรักภักดีที่แท้&#8221;</p>
<p>&#8220;หลัง 6 ตุลา ธานินทร์มาเปลี่ยนกฎหมายเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ขั้นต่ำสุด 3 ปีเข้าคุก ขั้นสูงสุด 15 ปี แต่ก่อนไม่มีขั้นต่ำสุดนะครับ และอย่างมาก 7 ปี การออกกฎหมายรุนแรงคนไม่สามารถแสดงความคิดเห็นต่างได้ อันตรายนะครับ เหมือนอย่างระบบของเราครูสอนหนังสือในชั้นเรียน เด็กมันเถียงไม่ได้ คุณก็นึกว่ามันรักคุณ พอถึงวันครูก็มีดอกมะเขือ หญ้าแพรกมาไหว้ครู เด็กมันด่าครูกันทั้งนั้นแหละครับ แต่มันด่าในใจ ผมก็ทำโรงเรียนมา เสมสิกขาลัย ผมสอนพิภพมาตั้งแต่สมัยโน้น ไอ้พวกนี้มันด่าผมต่อหน้าได้ทั้งนั้น นี่คือประชาธิปไตย เราจะได้รู้เวลามันด่าอะไรเรา เราจะได้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง&#8221;</p>
<p>คำว่าสถาบันเป็นสัญลักษณ์คนไทยยอมรับไม่ได้ คนไทยยังรู้สึกว่าพระเจ้าแผ่นดินยังควรมีพระราชอำนาจและเป็นที่พึ่ง<br />
&#8220;ปัญหาว่าคนที่เข้าใจอย่างนี้เป็นคน ซึ่งมีความสำคัญขนาดไหน ประเทศอังกฤษ พระราชินีอังกฤษองค์นี้ท่านแก่กว่าในหลวงแต่ท่านเสวยราชย์ทีหลัง เราคิดว่าคนอังกฤษมีการศึกษาดีกว่าบ้านเรา เขาทำสำรวจความคิดเห็นออกมา 30% ยังเชื่อว่าพระราชินีอังกฤษพระผู้เป็นเจ้าตั้งมา ความเชื่อแบบโบราณยังมีเยอะแยะ ผมไม่อยากให้คำนึงเรื่องนี้มาก คำนึงว่าบ้านเมืองวันนี้ต้องการมีในหลวงเป็นสัญลักษณ์ไหม ถ้าเราไม่ต้องการมีก็พูดกันตรงไปตรงมานะ ทำลายน่ะไม่ยากเลย รักษาไว้นี่ยากกว่า ผมอยากจะถามพวกเสื้อแดง หลายฝ่ายในนั้นต้องการทำลาย ผมก็ถามพวกเสื้อแดง ถ้าคุณไปคิดทำลายล้างคุณก็เกิดอคติ เมื่อคุณมีอคติแล้วปัญญาไม่เกิด ผมถามคุณถ้าทำลายล้างคุณจะเอาอะไรมาแทนที่ จะดีเท่าเก่าไหม ดีกว่าเก่าไหม ต้นไม้ตัดแป๊บเดียวก็หมด แต่ปลูกต้องใช้เวลา 4-5 ปี รักษาไว้ไม่ดีกว่าเหรอ มีปลวกกินก็เอาปลวกออกซะ เพลี้ยกินก็เอาเพลี้ยออกซะ ตอนนี้ของเราทุกอย่างเลยนะ สถาบันสงฆ์ก็ผุกร่อนมาก ศาสนาพุทธในเมืองไทยตอนนี้เกือบจะเรียกได้ว่าไม่มีความหมายเลย เป็นแค่พิธีกรรม เป็นเพียงไสยเวทวิทยา เป็นพุทธพาณิชย์ มีแต่เรื่องสมณศักดิ์ วัดก็มีแต่ลานคอนกรีต สิ่งเดียวที่พระไม่เคยสร้างคือปลูกสร้างคน หาเณรใหม่ๆ มีความรู้ได้ไหม มีความสามารถได้ไหม เดิมเขามีกันมาทั้งนั้น&#8221;</p>
<p><strong>คนอีกส่วนก็ต้องการให้สถาบันคงความศักดิ์สิทธิ์อยู่</strong><br />
&#8220;ศักดิ์สิทธิ์ ผมว่าหมดสมัยแล้วนะ คนบางคนอาจจะเชื่อ อย่างในอังกฤษ 30% ยังเชื่ออยู่ ซึ่งสมัยหนึ่งคนก็เชื่อพระเจ้าจอร์จที่ 3 เหยียบผ้าเช็ดผ้ามาทาตา ตาหายบอดเลย แต่สิ่งเหล่านี้ควรจะต้องเลิกได้แล้ว หม่อมเจ้าสิทธิพรสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ท่านท้าทายเลยว่าการแรกนามันผิด คุณเอาข้าวกี่ชนิดมารวมกันไปปลูกมันเสียหมด แล้วก็เลิกนะพิธีแรกนา กลับมาในสมัยจอมพลสฤษดิ์นี่เอง เชื่อได้อย่างไรพระโคกินหญ้า พระโคกินน้ำ เป็นสัญลักษณ์ได้ทำเป็นพิธีกรรมได้ แต่มีอะไรที่มันดีกว่านี้ แจกข้าว มีการประกวดกัน นี่เป็นสัญลักษณ์&#8221;</p>
<p><strong>บางคนก็อยากให้สถาบันยังมีอำนาจ</strong><br />
&#8220;ถ้าเราต้องการให้สถาบันอยู่ ต้องไม่มีอำนาจหรือมีอำนาจน้อยที่สุด เพราะฉะนั้นผมถึงเสนอต้องไม่เกี่ยวข้องสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ต้องไม่เกี่ยวข้องกับธนาคารไทยพาณิชย์ ไม่เกี่ยวข้องกับปูนซิเมนต์ไทย พวกนี้ค้าขายมันก็ต้องมีเอาเปรียบบ้างอะไรบ้าง อย่าไปยุ่ง อย่าไปเกี่ยวข้องกับพวกทหาร ตำรวจ เรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ ต้องมีอำนาจน้อยที่สุด มีเงินน้อยที่สุด คนก็จะเกลียดน้อยที่สุด รัชกาลที่ 4 เสวยราชย์ ท่านบอกท่านมีเงินอยู่พันชั่ง ชาวบ้านพูดพันชั่งนึกว่ารวย พันชั่งจริงๆ นะครับ แต่พวกบุนนาคเขามีไม่รู้กี่หมื่นชั่งกี่แสนชั่ง อำนาจอยู่ที่พวกบุนนาคเขาคุมทั้งนั้น ในหลวงมีอะไร รัชกาลที่ 5 ดึงอำนาจมาๆ และมาชนะพวกบุนนาคเมื่อกลางรัชกาลที่ 5 แล้ว พอท่านเริ่มมีอำนาจเต็มที่ ลูกท่านเสวยราชย์ปีเดียวกบฏครั้งแรกเลย รัชกาลที่ 6 เสวยราชย์ปีเดียวกบฏเลย อีก 20 ปี รัชกาลที่ 7 ล้มเหลว&#8221;</p>
<p>&#8220;เวลานี้อันตราย ทักษิณเขาพูดชัดเจนเลยนะเขาไม่ต้องการองคมนตรี ที่จริงองคมนตรีมันไม่เป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย องคมนตรีมาพร้อมกับการล้มรัฐธรรมนูญ 2490 ทีแรกเรียกอภิรัฐมนตรีด้วย และบทบาทไม่ชัดเจนเลยครับ ตอนนี้ถ้าดูโดยรูปแบบเหมือนเป็นตัวแทนพระองค์ในทางพิธีกรรมเท่านั้นเอง และประชุมกันทุกวันศุกร์ ก็แล้วแต่ในหลวงส่งเรื่องมาให้วินิจฉัย ตอนหลังท่านไม่ส่งมาเลย ก็เลยเป็นเครื่องประดับเท่านั้น เพราะแต่ก่อนท่านยังไม่มีประสบการณ์ ท่านจะฟังองคมนตรีตลอดเวลา องคมนตรีแต่ก่อนเขามีประสบการณ์ อย่างเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร์ เคยเป็นเสนาบดีในรัชกาลที่ 7 ท่านฟังเขา ตอนนี้ท่านอยู่มา 60 ปีแล้ว พวกนี้สู้ท่านไม่ได้หรอก ก็เป็นเพียงไม้ประดับ&#8221;</p>
<p>&#8220;เรื่องพวกนี้มันต้องคุยกันทั้งนั้น แต่เราไม่เคยคุยกันเลย&#8221;</p>
<p><strong>พระวิหาร</strong></p>
<p>&#8220;มันไม่มีอะไรหรอกเรื่องพระวิหาร เรา ต้องยอมรับความจริง เราเสียเขาพระวิหารไปพร้อมๆ กับเสียนครวัด เพียงเพราะ เราไปยิงเรือรบฝรั่งเศสผิด ทีแรกมันปรับเอาประเทศลาวทั้งประเทศ แต่เพื่อ ความมั่นใจมันขอยึดครองจันทบูรณ์กับตราดไว้ 10 ปี และเราจะมีกองทัพอยู่ริม แม่น้ำโขงไม่ได้ ต้องถอยมา 25 กม. และแม่น้ำโขงทั้งหมดเป็นของ ฝรั่งเศส 10 ปี มันบอกจะคืนให้ แต่เพื่อความถูกต้องดีงาม มันขอพระตะบอง เสียมราฐ ทั้งหมด เขาพระวิหารมันขีดเส้นเลย มันยังเคยพูดกับผม บอกมันพลาดไปมันควรจะ เอาถึงพิมาย เพราะสัญญาลับฝรั่งเศสทำกับอังกฤษไว้มันเคารพอธิปไตยของสยามตาม ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา โคราชเลยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา มันอยากจะเอาถึงพิมาย ดัง นั้นเขาพระวิหารเป็นของมัน ไม่มีทางเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น จะเถียงกันนิด เดียวว่าทางขึ้นฝั่งไทยสะดวกกว่า&#8221;</p>
<p>&#8220;ทีนี้ตอนนี้จะเอาอย่างไร หนึ่งก็ต้อง ยอมรับความจริง เจรจากับเขมรให้รู้เรื่อง เราทำเรื่องเล็กเป็นเรื่อง ใหญ่ เสื้อเหลืองก็พลาด คุณเสนีย์ไปฟ้องคดีก็แพ้คดีมาหลุดรุ่ย แน่นอนเราไม่ ฟังมติศาลโลกก็ได้ แต่ทีแรกเรายังไม่คืนนะครับ สฤษดิ์ยังไม่คืน แต่ต่อมาก็ อ้างพระบรมราชโองการให้คืน เพื่อรักษาเกียรติยศของประเทศ เพราะพวกองคมนตรี เขาให้ความเห็น นักกฎหมายทั้งนั้น&#8221;</p>
<p><strong>มันเป็นเกมการเมืองกันแล้ว ทักษิณก็ไปเล่นกับฮุน เซน ประชาธิปัตย์ก็เล่นกับการปลุกชาตินิยม</strong><br />
&#8220;อันตราย ทักษิณก็เล่นชาตินิยม ปลุกพวกอีสานขึ้นมาเกลียดแขก ระวัง ผมบอกเดี๋ยวมันเล่นชาตินิยม มันเกลียดพวกมึงเป็นลาวยุ่งตายเลย อันตรายครับชาตินิยม&#8221;</p>
<p><strong>ตอนนี้ก็ปลุกกันว่าเขมรเคยเป็นเมืองขึ้นเรามาก่อน</strong><br />
&#8220;และเราเคยเป็นเมืองขึ้นเขามาก่อนไหม ล่ะ วัดราชาธิวาสเดิมคือวัดอะไรครับ วัดสมอราย วัดสมอ แครง สำเหร่ นางเลิ้ง ภาษาเขมรทั้งนั้น บ้านทำโอ่ง พูดได้ อย่างไร อันตราย เขาเป็นเมืองขึ้นเรา เราก็เป็นเมืองขึ้นเขา มันอยู่ติด กัน ผลัดกันเป็นเมืองขึ้น เราต้องถือว่าเขาเป็นเพื่อนกับเรา เขาไม่ได้ด้อย ไปกว่าเรา เช่นเดียวกัน ปัตตานีเป็นเมืองขึ้นเรา โหไปรังแกเขา&#8221;</p>
<p> <strong>มีอีเมล์พวกชาตินิยมย้อนไปถึงสมัยพระยาละแวกว่าเขมรไม่ซื่อกับเรามาตลอด พระนเรศวรไปตัดหัวพระยาละแวก</strong><br />
&#8220;ตัดหัวเอาเลือดเขามาล้างตีน ต้องเปลี่ยนครับ มันต้องเป็นไปในทางสันติวิธีให้มากขึ้น&#8221;</p>
<p><strong>คนมันปลุกเป็นความภูมิใจ</strong><br />
&#8220;ระยะสั้น ตอนนี้พม่าก็ใช้วิธี เดียวกัน เอารูปบุเรงนองมาตั้ง ชี้มาที่เมืองไทย ท่านมุ้ยทำเรื่องพระ นเรศวร พระศรีสุริโยทัย เคราะห์ดีไม่ทำเรื่องเจ้าอนุฯ เจ้าอนุวงศ์เขาก็ ชาตินิยม ลาวเขาไม่อยากอยู่ใต้เรา ลาวเขาเคยเป็นอาณาจักรเท่ากับเรา เลิกสัก ที ต้องให้เกียรติกัน&#8221;</p>
<p><strong>ถามเผื่อ ส.ว.หน่อยว่า สำเหร่เป็นภาษาเขมรแท้ๆ เลยหรือ แปลว่าอะไร</strong><br />
&#8220;บ้านทำตุ่ม ทั้งนั้นแหละ-ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขามาก่อนเรา เราเพิ่งลงมา 900 ปีนี่เอง วัด ราชาธิวาสแต่ก่อนชื่อวัดสมอราย รัชกาลที่ 4 เคยบวชที่นั่น ท่านเสวยราชย์ก็เปลี่ยนชื่อเป็นวัดราชาธิวาส วัดสมอแครงก็ เปลี่ยนชื่อเป็นวัดเทวราชกุญชร&#8221;.</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.0bserver.com/?feed=rss2&amp;p=1081</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จากรัฐวิสาหกิจ ความมั่นคงของชาติ ไปถึงประชาธิปไตย</title>
		<link>http://www.0bserver.com/?p=1074</link>
		<comments>http://www.0bserver.com/?p=1074#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Oct 2009 13:04:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>An Observer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social & Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.0bserver.com/?p=1074</guid>
		<description><![CDATA[
ข่าวรถไฟชนกับรถกระบะของชาวบ้านตามต่างจังหวัดที่มีให้เห็นรายวัน (จนแทบไม่มีใครสนใจ)
ข่าวรถไฟตกรางที่หัวหิน มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย เพราะความผิดพลาดของคนขับ และความผิดของรัฐบาลที่ให้ทำงานหนัก
สามวันจากนั้น รถไฟตกรางอีกครั้งที่ราชบุรี
ไม่กี่วันจากนั้น รถไฟชนรถกระบะ (อีกแล้ว) ที่โคราช
ไม่กี่สัปดาห์จากนั้น สหภาพการรถไฟประท้วง หยุดเดินรถทั่วประเทศ
แม้จะมีคำสั่งศาล แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบ (น่าคิดว่ายังมีใครเชื่อฟังคำสั่งศาลกันอยู่บ้างไหมในประเทศนี้)
จนการรถไฟต้องใช้กำลังเข้า &#8220;ยึด&#8221; หัวรถจักรจากพนักงานขององค์กรตนเอง
แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบ เพราะล่าสุดวันนี้ก็ยังไม่มีรถไฟวิ่งไปจนสุดสายที่ยะลา
แถมคนขับมือใหม่ยังวิ่งเลยสัญญาณไฟ จนเกือบเฉี่ยวชนรถขบวนอื่น
เพื่อนฝรั่งถามว่า
&#8220;ไอถามจริงๆ ตกลงเขาไม่พอใจกันเรื่องอะไรหรือ&#8221;
&#8220;ไอ ด๊อน โนว์&#8221;
ฯลฯ และ ฯลฯ
มีประเด็นน่าคิดจากเรื่องขำขันจากข่าวประจำวันอยู่เล็กน้อย พอให้มาบ่นต่อได้
เรามัก(อ้าง)กันอยู่เสมอว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือการขายชาติ
การให้เอกชนเข้ามาทำธุรกิจซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของชาติ คือประเด็น &#8220;อ่อนไหว&#8221; และสุ่มเสี่ยงต่อเรื่อง &#8220;ความมั่นคง&#8221;
แต่ถ้าลองหันมาดูกรณีรถไฟไทยเป็นตัวอย่าง
อย่างที่ทราบกันดี &#8211; การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่มี &#8220;ต้นทุน&#8221; ที่ดีกว่าองค์กรอื่นมาก (ๆๆ)
การรถไฟฯมีที่ดิน &#8220;พระราชทาน&#8221; ตกทอดมาตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้งในสมัย ร.๕
ที่ดินของการรถไฟมีมากมาย หลายแห่งอยู่ในย่านที่สามารถ &#8220;ทำเงิน&#8221; ได้มหาศาล
มีสหภาพพนักงานที่เข้มแข็ง จนน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ใช้แรงงานได้ทั่วประเทศ
เรียกได้ว่าเป็นองค์กรที่น่าจะ &#8220;เข้มแข็ง&#8221; ได้ไม่ยาก
และน่าจะสร้าง &#8220;ความมั่นคง&#8221; ทางการขนส่งระบบรางให้กับประเทศได้สมกับความตั้งใจ
แต่ความจริงกลับเป็นว่า
ความยาวของรางรถไฟไทย แทบไม่เพิ่มขึ้นเลยตั้งแต่สมัย ร.๕ ทรงก่อตั้ง
มีจังหวัดในประเทศนี้อีกมากมายนับไม่ถ้วน ที่ไม่มีรถไฟวิ่งผ่าน
จังหวัดไหนที่รถไฟวิ่งผ่าน ก็จะใช้เวลาเดินทางมากกว่าใช้บริการรถตู้เถื่อน 3 เท่า
เรามีหัวรถจักรที่ซื้อมาใช้งานตั้งแต่สมัย ร.๖ และยังคงใช้อยู่ทุกวันนี้
เรามีระบบราง &#8220;ขนาดเล็ก&#8221; ทำให้ไม่สามารถมีรถไฟความเร็วสูงได้อย่างประเทศอื่นทั่วไป
เซ็นทรัล [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center;"><img class="alignnone size-full wp-image-1077" title="bkk-station" src="http://www.0bserver.com/wp-content/uploads/2009/10/bkk-station.jpg" alt="bkk-station" width="401" height="311" /></p>
<p>ข่าวรถไฟชนกับรถกระบะของชาวบ้านตามต่างจังหวัดที่มีให้เห็นรายวัน (จนแทบไม่มีใครสนใจ)<br />
ข่าวรถไฟตกรางที่หัวหิน มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย เพราะความผิดพลาดของคนขับ และความผิดของรัฐบาลที่ให้ทำงานหนัก<br />
สามวันจากนั้น รถไฟตกรางอีกครั้งที่ราชบุรี<br />
ไม่กี่วันจากนั้น รถไฟชนรถกระบะ (อีกแล้ว) ที่โคราช</p>
<p>ไม่กี่สัปดาห์จากนั้น สหภาพการรถไฟประท้วง หยุดเดินรถทั่วประเทศ</p>
<p>แม้จะมีคำสั่งศาล แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบ (น่าคิดว่ายังมีใครเชื่อฟังคำสั่งศาลกันอยู่บ้างไหมในประเทศนี้)<br />
จนการรถไฟต้องใช้กำลังเข้า &#8220;ยึด&#8221; หัวรถจักรจากพนักงานขององค์กรตนเอง<br />
แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบ เพราะล่าสุดวันนี้ก็ยังไม่มีรถไฟวิ่งไปจนสุดสายที่ยะลา<br />
แถมคนขับมือใหม่ยังวิ่งเลยสัญญาณไฟ จนเกือบเฉี่ยวชนรถขบวนอื่น</p>
<p>เพื่อนฝรั่งถามว่า</p>
<p>&#8220;ไอถามจริงๆ ตกลงเขาไม่พอใจกันเรื่องอะไรหรือ&#8221;<br />
&#8220;ไอ ด๊อน โนว์&#8221;</p>
<p>ฯลฯ และ ฯลฯ</p>
<p>มีประเด็นน่าคิดจากเรื่องขำขันจากข่าวประจำวันอยู่เล็กน้อย พอให้มาบ่นต่อได้</p>
<p>เรามัก(อ้าง)กันอยู่เสมอว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือการขายชาติ<br />
การให้เอกชนเข้ามาทำธุรกิจซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของชาติ คือประเด็น &#8220;อ่อนไหว&#8221; และสุ่มเสี่ยงต่อเรื่อง &#8220;ความมั่นคง&#8221;</p>
<p>แต่ถ้าลองหันมาดูกรณีรถไฟไทยเป็นตัวอย่าง</p>
<p>อย่างที่ทราบกันดี &#8211; การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่มี &#8220;ต้นทุน&#8221; ที่ดีกว่าองค์กรอื่นมาก (ๆๆ)<br />
การรถไฟฯมีที่ดิน &#8220;พระราชทาน&#8221; ตกทอดมาตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้งในสมัย ร.๕<br />
ที่ดินของการรถไฟมีมากมาย หลายแห่งอยู่ในย่านที่สามารถ &#8220;ทำเงิน&#8221; ได้มหาศาล<br />
มีสหภาพพนักงานที่เข้มแข็ง จนน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ใช้แรงงานได้ทั่วประเทศ</p>
<p>เรียกได้ว่าเป็นองค์กรที่น่าจะ &#8220;เข้มแข็ง&#8221; ได้ไม่ยาก<br />
และน่าจะสร้าง &#8220;ความมั่นคง&#8221; ทางการขนส่งระบบรางให้กับประเทศได้สมกับความตั้งใจ</p>
<p>แต่ความจริงกลับเป็นว่า</p>
<p>ความยาวของรางรถไฟไทย แทบไม่เพิ่มขึ้นเลยตั้งแต่สมัย ร.๕ ทรงก่อตั้ง<br />
มีจังหวัดในประเทศนี้อีกมากมายนับไม่ถ้วน ที่ไม่มีรถไฟวิ่งผ่าน<br />
จังหวัดไหนที่รถไฟวิ่งผ่าน ก็จะใช้เวลาเดินทางมากกว่าใช้บริการรถตู้เถื่อน 3 เท่า<br />
เรามีหัวรถจักรที่ซื้อมาใช้งานตั้งแต่สมัย ร.๖ และยังคงใช้อยู่ทุกวันนี้<br />
เรามีระบบราง &#8220;ขนาดเล็ก&#8221; ทำให้ไม่สามารถมีรถไฟความเร็วสูงได้อย่างประเทศอื่นทั่วไป<br />
เซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นหนึ่งในองค์กรที่ &#8220;เช่า&#8221; ที่ดินของการรถไฟ และจ่ายค่าเช่าให้การรถไฟในระดับที่เรียกได้ว่า &#8220;เศษเงิน&#8221;</p>
<p>ความ &#8220;เข้มแข็ง&#8221; ของสหภาพฯมีสูงมาก จนกลายสภาพเป็น &#8220;กลุ่มการเมืองนอกระบบ&#8221; อีกกลุ่มหนึ่ง<br />
ความเข้มแข็งที่ว่านี้มักถูกใช้เป็นกลไกต่อรองอำนาจทางการเมืองที่ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง ไม่ต้องถูกตรวจสอบจากสังคม<br />
แต่ต้องใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศอุ้มไว้เรื่อยๆ และใช้การขนส่งระบบรางของประเทศเป็นตัวประกันอยู่บ่อยๆ ภายใต้คำกล่าวอ้างสารพัดแบบมูลวัว เช่น เรื่องความมั่นคงของประเทศชาติ การรักษาสมบัติชาติ หรือความปลอดภัยของประชาชนบ้าง ฯลฯ และ ฯลฯ</p>
<p>นี่คือผลพวงของการ &#8220;แช่แข็ง&#8221; รัฐวิสาหกิจแห่งนี้เอาไว้กับระบบอุปถัมภ์ ระบบราชการ และระบบอีกสารพัดจะเรียกชื่อ<br />
ภายใต้คำอ้างในเรื่อง ชาตินิยม ความมั่นคงของชาติ ผลประโยชน์ของชาติ ฯลฯ และ ฯลฯ</p>
<p>มั่นคงกันมาก &#8211; จนปัจจุบันเราไม่แน่ใจกันแล้วว่าพรุ่งนี้รถไฟจะวิ่งหรือไม่ วิ่งแล้วพรุ่งนี้จะเปลี่ยนใจอีกไหม<br />
แล้วตกลงหัวรถจักรมันไม่ปลอดภัยจริงหรือ<br />
แล้วถ้าจริง มันไม่ปลอดภัยมานานแค่ไหนแล้ว (WA)</p>
<p>ไม่ต้องคิดไกลไปว่าเมื่อไหร่เราจะได้นั่งรถไฟความเร็วสูง แล้วเมื่อไหร่จะนั่งรถไฟไปได้ทั่วประเทศ ฯลฯ</p>
<p>เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงนี้ อาจทำให้เราต้องหันกลับมาย้อนคิดถึงความ &#8220;ความมั่นคงของชาติ&#8221; กันให้ดีอีกครั้ง<br />
อะไรคือความมั่นคง ?<br />
ความมั่นใจว่าการตัดสินใจใดๆที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่จะต้องตัดสินใจโดยตัวแทนของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ขึ้นกับผลประโยชน์ของคนไม่กี่คน ?<br />
ความมั่นใจว่า &#8220;ทางเลือก&#8221; ของคนในสังคมจะไม่มีวันหมดไป &#8211; วันนี้สหภาพไม่ขับรถไฟ ก็ควรมีคนอื่นมาขับแทน ?<br />
อะไรคือชาติ ? รัฐบาล นายทุน คนกรุงเทพ ฝ่ายค้าน ทหาร นักการเมือง ผู้ดี นักวิชาการ สื่อมวลชน ?</p>
<p>ไม่ว่าเราจะตีความคำว่า &#8220;ความมั่นคง&#8221; อย่างไร เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการรถไฟ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาบ่อยๆนี้ น่าจะทำให้ทุกคนเห็นได้ไม่ยากว่า เรามี &#8220;ความมั่นคง&#8221; ของการขนส่งระบบรางหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน</p>
<p>อย่างที่เคยเขียนถึงมาหลายครั้ง โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าเรื่องรางของ &#8220;รัฐวิสาหกิจไทย&#8221; ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน ล้วนอยู่ในวงวันเดียวกัน แถมเป็นวังวนที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และหลักการบริหารทรัพยากรของบ้านเราได้ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปดูให้ไกลถึงรัฐธรรมนูญ บารมี สีเหลือง หรือ สีแดง</p>
<p>ทำไมจึงเป็นวังวันเดียวกัน ?<br />
ใครบางคนบอกว่า &#8211; เด็กประถมมันยังรู้เลยว่าเพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์มหาศาลน่ะสิ (WOY)</p>
<p>เราทุกคนทราบกันดีตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ว่าการปล่อยให้ &#8220;รัฐวิสาหกิจ&#8221; เป็นอย่างที่เป็นมานี้ มีแต่แย่กับแย่<br />
ใครที่จำไม่ได้ ให้นึกถึงสมัยที่ยังต้อง &#8220;ทำเรื่อง&#8221; ขอใช้โทรศัพท์ที่บ้าน<br />
ต้องรอคอยอีกแรมเดือนกว่าจะได้โทรศัพท์มาใช้สักเครื่อง<br />
หรือนึกถึงวันที่ฝนตกทีไร ไฟฟ้าจะดับเสมอ และน้ำประปาก็จะขุ่นเสมอพร้อมกัน<br />
หรือถ้านึกไม่ออกจริงๆ ลองมองไปที่รถเมล์ หรือ รถไฟในวันนี้ ก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก</p>
<p>ถ้าไม่โกหกตัวเองกันเกินไปนัก &#8211; <strong>เราทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างกับรัฐวิสาหกิจ</strong><br />
สิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกเขาทำกัน คือการ &#8220;แปรรูป&#8221; และ &#8220;เปิดเสรี&#8221;<br />
นั่นคือการปรับองค์กรให้บริหารงานอย่างโลกธุรกิจ และเปิดให้มีคนอื่นเข้ามา &#8220;แข่งขัน&#8221; กับรัฐวิสาหกิจเหล่านี้<br />
ด้วยหวังพึ่ง &#8220;แรงกดดันจากตลาด&#8221; จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น</p>
<p>แต่ก็เช่นเดียวกับทุกเรื่อง การแปรรูป และ เปิดเสรี ด้วยตัวของมันเองก็มีช่องโหว่<br />
การจะทำให้ออกมาได้ดี ย่อมต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ การควบคุม และแรงผลักดันจากสังคมอีกมากมาย<br />
เช่นเดียวกับคำว่า &#8230; ประชาธิปไตย</p>
<p>เมื่อสังคมไทยได้ &#8220;ลอง&#8221; กลิ่นทางเลือกโลกใหม่แล้วพบกับช่องโหว่<br />
เราได้พบว่ารัฐวิสาหกิจกลายเป็น &#8220;ของเล่น&#8221; ของนายทุน ต่างชาติพาเหรดกันเข้ามา &#8220;ฮุบ&#8221; ทรัพยากรชาติ<br />
น่าเศร้าที่เราก็สรุปกันทันทีว่ามันคือสิ่งเลว มันคือความเป็น &#8220;ตะวันตก&#8221; มันคือการ &#8220;ขายชาติ&#8221;<br />
โดยไม่หันมามองตัวเราจากมุมมองที่แท้จริงบ้างเลย ว่าเงื่อนไขอะไรที่ทำให้เกิดเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิด<br />
หรือเงื่อนไขอะไรที่อาจทำให้เรารู้สึก &#8220;ไม่มั่นคง&#8221;</p>
<p>ไม่เอาละ มันไม่ดี กลับไปทำอย่างเดิม อยู่อย่างพอเพียง ค่อยเป็น ค่อยไป น่ะดีแล้ว</p>
<p>สุดท้ายวันนี้ทุกคนก็พากันลืมไปแล้วว่ารัฐวิสาหกิจไทย &#8220;มีปัญหาหนัก&#8221; ในทุกอุตสาหกรรม<br />
และไม่มีใครคิดอย่างเปิดใจ เรียนรู้ เสาะหาหนทาง ความรู้ ประสบการณ์จากที่อื่น ฯลฯ เพื่อมุ่งใช้พลังของทุนนิยม มาผลักดันให้องค์กรเทอะทะเหล่านี้เปลี่ยนแปลง</p>
<p>เพราะใครที่คิดเช่นนั้นในวันนี้ ย่อมโดนข้อหา &#8220;ขายชาติ&#8221; ไปทันที ชนิดที่ยังไม่ทันพูดจบประโยคเลยด้วยซ้ำ</p>
<p>แรงเฉื่อยมาจากไหน ?</p>
<p>คนกลุ่มใหม่ ย่อมอยากให้ความเปลี่ยนแปลงใดๆ &#8220;เข้าทาง&#8221; ตนเองกันทั้งนั้น<br />
คนกลุ่มเดิม ย่อมไม่อยากให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพราะการพักเที่ยงตอน ๑๑ โมง เลิกงานบ่าย ๓ ครึ่ง ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา<br />
ไหนจะบรรดาเหลือบ ริ้น ทั้งหลาย ที่หากินกับ &#8220;ระบบ&#8221; ที่ดำรงอยู่มายาวนานขนาดนี้อีก</p>
<p>ท้ายสุดแล้ว มันคือการปะทะกันของเครือข่ายผลประโยชน์ที่โยงใยสลับซับซ้อน<br />
ที่หาทางจบไม่ได้ง่ายๆ เพราะทุกคนดูจะมีส่วนเกี่ยวข้องไปเสียหมด</p>
<p>เช่นเดียวกับเรื่องระบบการเมือง ซึ่งเป็นการจัดแบ่งผลประโยชน์ในภาพกว้างกว่ารัฐวิสาหกิจ</p>
<p>&#8220;อะไรบางอย่าง&#8221; ที่เราอยู่กันมานานแล้ว เริ่มใช้งานไม่ได้<br />
&#8220;ประชาธิปไตย&#8221; ที่เราได้ลิ้มรสมาสักพัก ทำให้เรารู้ว่ามันมีช่องโหว่ มันไม่สมบูรณ์พร้อม มันยังต้องแก้ไข<br />
แต่ท้ายสุดแล้ว เราก็เลือกที่ &#8220;หันหน้า&#8221; กลับมาหาสิ่งเดิมๆ<br />
ด้วยความหวังว่าสิ่งเดิมๆเหล่านี้ จะเปลี่ยนไปเป็นสิ่งสวยงามในความฝันได้สักวันหนึ่ง</p>
<p>ไม่เอาละ มันไม่ดี กลับไปทำอย่างเดิม อยู่อย่างพอเพียง ค่อยเป็น ค่อยไป น่ะดีแล้ว</p>
<p>เพื่อความมั่นคง สมานฉันท์ ความสงบสุข อยู่ดีกินดี ร่มเย็น ถาวร สถาพร สืบไป</p>
<p><strong>Welcome to Thailand</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.0bserver.com/?feed=rss2&amp;p=1074</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Blog Action Day 2009 &#124; Climate Change – สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนคือความคิด</title>
		<link>http://www.0bserver.com/?p=1041</link>
		<comments>http://www.0bserver.com/?p=1041#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 14 Oct 2009 17:30:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>An Observer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Life & Thoughts]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.0bserver.com/?p=1041</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้เป็นวัน Blog Action Day (www.blogactionday.org)
เป้าหมายของ Blog Action Day คือต้องการสร้างความตื่นตัวให้กับคนทั่วโลกผ่านการเขียน / อ่านบล็อก โดยกำหนดให้แต่ละปี บล็อกเกอร์ทั่วโลกพร้อมใจกันเขียนถึงเรื่องเดียวกันครั้งหนึ่ง และประเด็นที่กำหนดกันในปีนี้คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลก หรือ Climate Change ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนในส่วนต่างๆทั่วทุกมุมโลก
ตัวเลขล่าสุดในเวบ www.blogactionday.org  ใน 24 ชั่วโมงนี้จะมีคนเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่อง climate change มากถึง 7,000+ บล็อก จาก 136 ประเทศทั่วโลก และคาดว่าจะมีคนอ่านกว่า 11,000,000+ คน
ซึ่งผมก็ (กระแดะ) อยากเป็นหนึ่งในนั้น

โลกร้อน / สิ่งแวดล้อม / Climate Change &#8211; ในฐานะคนที่สนใจติดตามเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างน้อยนิด และชอบคิดอะไรประหลาดๆไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านอยู่บ่อยๆ ผมเชื่อว่า “แก่น” ของประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม แทบจะไม่ต่างจากประเด็นระดับโครงสร้างเรื่องอื่นๆเท่าไหร่
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การแบ่งแยกสีผิว ประเด็นสิทธิสตรี ระบอบประชาธิปไตย โครงสร้างทุนนิยมในยุคโลกาภิวัฒน์ หรือกระทั่งปัญหาวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ที่เรากำลังเผชิญอยู่
ผมเชื่อว่า “แก่น” [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วันนี้เป็นวัน <strong>Blog Action Day</strong> (<a href="http://www.blogactionday.org" target="_blank">www.blogactionday.org</a>)</p>
<p>เป้าหมายของ Blog Action Day คือต้องการสร้างความตื่นตัวให้กับคนทั่วโลกผ่านการเขียน / อ่านบล็อก โดยกำหนดให้แต่ละปี บล็อกเกอร์ทั่วโลกพร้อมใจกันเขียนถึงเรื่องเดียวกันครั้งหนึ่ง และประเด็นที่กำหนดกันในปีนี้คือเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมของโลก หรือ Climate Change ที่กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คนในส่วนต่างๆทั่วทุกมุมโลก</p>
<p>ตัวเลขล่าสุดในเวบ www.blogactionday.org  ใน 24 ชั่วโมงนี้จะมีคนเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่อง climate change มากถึง 7,000+ บล็อก จาก 136 ประเทศทั่วโลก และคาดว่าจะมีคนอ่านกว่า 11,000,000+ คน</p>
<p>ซึ่งผมก็ (กระแดะ) อยากเป็นหนึ่งในนั้น</p>
<p style="text-align: center;"><a href="http://www.blogactionday.org"><img class="aligncenter" src="http://www.blogactionday.org/imgs/badges/bad-300-250.jpg" border="0" alt="" /></a></p>
<p>โลกร้อน / สิ่งแวดล้อม / Climate Change &#8211; ในฐานะคนที่สนใจติดตามเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างน้อยนิด และชอบคิดอะไรประหลาดๆไม่ค่อยเหมือนชาวบ้านอยู่บ่อยๆ ผมเชื่อว่า “แก่น” ของประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม แทบจะไม่ต่างจากประเด็นระดับโครงสร้างเรื่องอื่นๆเท่าไหร่</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การแบ่งแยกสีผิว ประเด็นสิทธิสตรี ระบอบประชาธิปไตย โครงสร้างทุนนิยมในยุคโลกาภิวัฒน์ หรือกระทั่งปัญหาวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ที่เรากำลังเผชิญอยู่</p>
<p><strong>ผมเชื่อว่า “แก่น” ของทุกเรื่องคือการ &#8220;เห็นตัวเองเป็นที่ตั้ง&#8221; อยู่เสมอของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน หรือจะเรียกว่าเป็น &#8220;ลัทธิปัจเจกนิยม” สุดโต่งก็เห็นจะได้</strong></p>
<p>แนวคิด “ปัจเจกนิยม” เติบโตขึ้นเรื่อยมาจากโลกตะวันตกและแพร่หลายไปทั่วโลกเช่นในปัจจุบัน ปัจเจกนิยมสมัยก่อนเน้นความเชื่อมั่นในความดีงามของตัวบุคคล เชื่อมั่นในสิทธิพื้นฐานและ “เจตจำนงเสรี” ของมนุษย์ทุกคนบนโลกอย่างเท่าเทียม</p>
<p>ในปัจจุบันแนวคิดปัจเจกนิยมพัฒนาไปไกลกว่าสมัยก่อนมากภายใต้โครงสร้าง “ระบบทุนนิยม” ที่มุ่งเน้นผลประโยชน์ของปัจเจก ด้วยเชื่อว่าสังคมประกอบขึ้นจากปัจเจกมากมาย ดังนั้นหากทุกคนมุ่ง “เอาตัวรอด” ได้สำเร็จ ย่อมหมายถึงสังคมโดยรวมที่ “พัฒนา” ไปด้วยในเวลาเดียวกัน</p>
<p>แนวคิดปัจเจกนิยมภายใต้โครงสร้างทุนนิยมเช่นนี้ จึงทำให้เกิดการ “สปอล์ย” ผู้คนในโลกครั้งยิ่งใหญ่ภายใต้ปรัชญาการมุ่ง “สร้างความพึงพอใจ” ให้กับผู้บริโภค</p>
<p>ความสุขและความมั่นคงในชีวิต ถูกนำเข้าตลาดแปรสภาพให้เป็นสินค้าและบริการซึ่งสามารถซื้อหามาสร้างความพึงพอใจได้อย่างไรขีดจำกัด ลูกค้าคือพระเจ้า และเราต้องแข่งขันกันทำทุกอย่างให้ลูกค้าพึงพอใจที่จะจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทน</p>
<p>ปัจเจกนิยม + ทุนนิยม = บริโภคนิยม</p>
<p>โลกปัจจุบันจึงเป็นโลกแห่งการแข่งขันของ​ “ปัจเจก” นับพันล้านคน ทุกคนจำต้องเอาตัวรอดในตลาดแห่งการบริโภคให้ได้ก่อนที่จะหันหน้าไปสนใจสิ่งอื่น ทำให้หลายครั้งที่เราจำต้อง “หลับตาข้างนึง” เพื่อเอาตัวเองให้รอดได้เสียก่อน</p>
<p>ตัวกูต้องมาก่อน จากนั้นจึงเป็น เพื่อนกู ทีมกู บริษัทกู เมืองกู ประเทศกู &#8211; สุดท้ายจึงเป็นโลกของกู</p>
<p>ซึ่งหลักการ “หลับตาข้างนึงเสียก่อน” นั่นเอง ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย ที่ดูจะใหญ่โตเกินกว่า “ปัจเจก” ตัวเล็กๆอย่างเราๆท่านๆจะสามารถแก้ไขหรือรับมือกับมันได้</p>
<p>ดังนั้นในความเชื่อ(ที่อาจไม่เข้าท่า)ของผม การจะแก้ปัญหา หรือเปลี่ยนแปลงประเด็นใหญ่อย่าง Climate Change ให้สำเร็จได้นั้น จะเป็นไปได้ยากมาก หรืออาจเป็นไปไม่ได้เลย ถ้ามนุษย์ทุกคนบนโลกไม่เรียนรู้ที่จะ “เปลี่ยน” ความคิดของตัวเองเสียก่อน</p>
<p>เราต้องเรียนรู้ที่จะคิดถึง “สิ่งอื่น” ที่ไกลกว่า “ตัวเรา” บ้าง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>หลายวันก่อน ผมมีโอกาสได้ดู slide ที่ได้รางวัลจากการประกวด World’s Best Presentation Contest 2009 ที่จัดโดยเวบ slideshare.net</p>
<p>หนึ่งในสไลด์ที่ชอบมากคือ Eco-nomics, The hidden costs of consumption สาเหตุที่ชอบเพราะทำออกมาได้ดี สวย ดูง่าย และที่สำคัญที่สุดคือหยิบเอาประเด็นที่ผมชอบมากมานำเสนอ</p>
<p style="padding-left: 90px;">
<div id="__ss_1968845" style="width: 425px; text-align: left;"><a style="font:14px Helvetica,Arial,Sans-serif;display:block;margin:12px 0 3px 0;text-decoration:underline;" title="Eco-nomics, The hidden costs of consumption" href="http://www.slideshare.net/joshuabeatty/economics-the-hidden-costs-of-consumption">Eco-nomics, The hidden costs of consumption</a><object style="margin:0px" classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="425" height="355" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowScriptAccess" value="always" /><param name="src" value="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=economicsfinal-090908132348-phpapp01&amp;stripped_title=economics-the-hidden-costs-of-consumption" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed style="margin:0px" type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="355" src="http://static.slidesharecdn.com/swf/ssplayer2.swf?doc=economicsfinal-090908132348-phpapp01&amp;stripped_title=economics-the-hidden-costs-of-consumption" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true"></embed></object></p>
<div style="font-size: 11px; font-family: tahoma,arial; height: 26px; padding-top: 2px;">View more <a style="text-decoration:underline;" href="http://www.slideshare.net/">documents</a> from <a style="text-decoration:underline;" href="http://www.slideshare.net/joshuabeatty">Josh Beatty</a>.</div>
</div>
<p>ประเด็นที่สไลด์นี้นำเสนอคือเรื่อง “ต้นทุนซ่อนเร้น” ของการบริโภค เพื่อแสดงให้เราเห็นว่า &#8220;ราคา&#8221; ที่เราจ่ายสำหรับการบริโภคสินค้า และบริการอันสะดวกสบายทั้งหลายนั้น ไม่ใช่ราคาที่แท้จริง แต่ยังมีกลไกอีกมากมายที่พร้อมใจกันช่วย subsidize ต้นทุนเหล่านั้นทั้งทางตรง และทางอ้อม </p>
<p>คำถามที่ชวนคิดต่อไปคือ &#8211; ทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น ใครเป็นคน subsidize และทำไปทำไม </p>
<p>ทำไมน้ำมันจึงถูก ทำไมผลไม้จึงถูกและสดใหม่อยู่เสมอ อะไรทำให้เรามีความสะดวกสบายมากมายในชีวิตประจำวัน</p>
<p>คำตอบของคำถามข้างต้นอาจอยู่ที่หลักคิดซึ่งมุ่ง “เอาใจ” ผู้บริโภคเช่นในปัจจุบัน ทุกคนต้องนแข่งกันสร้าง “ความพอใจ” กับผู้บริโภคซึ่งสามารถเดินไปซื้อความพอใจมาได้จากตลาด เพราะใครที่ทำให้ลูกค้า &#8220;พอใจ&#8221; ได้มากกว่า ย่อมได้ผลตอบแทนสูงกว่า ส่วนใครที่ไม่เอาใจลูกค้า ก็ไม่อาจมีที่ยืนอยู่ได้ในตลาดบริโภคนิยม</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงล้วนต้องหาช่องทาง &#8220;เบียดเบียน&#8221; อะไรบางอย่างเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น จะเบียดเบียนสิ่งแวดล้อมสักนิด อาจต้องเบียดเบียนสิทธิพื้นฐานของแรงงานสักหน่อย มันเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากยังต้องการรักษา &#8220;ความสามารถในการแข่งขัน&#8221; บนโลกกลมๆใบนี้</p>
<p>กระทั่งรัฐบาล ยังต้องมีภาระในการ &#8220;เบียดเบียน&#8221; สิ่งละอันพันละน้อยมากมาย เพื่อทำให้ &#8220;ประชาชน&#8221; อยู่ดี กินอิ่ม ไปได้ในแต่ละวัน เพราะไม่มีรัฐบาลไหนในโลกนี้ที่ดำรงอยู่ได้ โดยไม่ได้รับเสียงสนับสนุน (อย่างเพียงพอ) จากผู้คนในประเทศ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ &#8220;ผู้บริโภค&#8221; จึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่แสนสุขสบาย ถนนทุกสายวิ่งเข้าหา และทุกคนดาหน้าเข้ามาแข่งกัน &#8220;เอาใจ&#8221; ผู้บริโภคด้วยกันทั้งนั้น &#8211; ตราบใดที่คุณมีเงินจ่าย</p>
<p>น้ำมันราคาถูก เพราะมันกระทบเงินในกระเป๋าเราที่ไม่อยากให้มันลดลง หากต้องเลือกระหว่างน้ำมันราคาแพง กับการกินอาหารญี่ปุ่นชั้นดี (ซึ่งไม่ได้เป็นอาหารพื้นถิ่นของคนแถบนี้) น้อยลงสักมื้อ แน่นอนว่าเราย่อมเลือกอย่างแรกโดยมีเหตุผลมากมายมาสนับสนุนความคิดนี้ และทำทุกทางตั้งแต่ด่าบริษัทน้ำมัน จนถึงเลือกนายกฯคนใหม่ เพื่อให้ราคาน้ำมันถูกลงจนสมใจ</p>
<p>เรามีอุปกรณ์ &#8220;บลูทูธ&#8221; เพียงเพื่อตอบสนองความต้องการ &#8220;ไร้สาย&#8221; ของผู้บริโภค โดยไม่สนใจว่ามันจะทำให้โลกนี้ต้องมีแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นอีกมากมายแค่ไหน และแน่นอนว่าไม่มีใครสนใจจะรู้ด้วยว่าโลกเราสามารถกำจัดแบตเตอรี่เสื่อมสภาพได้รวดเร็วเพียงใด</p>
<p>เราชอบกินลูกพีช อยากกินลูกแพร ชอบเนื้อสเต็กชั้นเยี่ยมจากโกเบ – แต่เราก็อยากมีผลไม้ถุงละ 10 บาทให้ซื้อริมถนนทุกวันหลังอาหารเที่ยง ทางแก้ก็คือใครสักคนหาทางไป &#8220;กด&#8221; สิ่งเหล่านั้นไว้ ไม่ว่าจะด้วยกลไกทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรม หรือการไปเบียดเบียนสิ่งแวดล้อมของการเกษตรในประเทศให้มากขึ้น</p>
<p>คนสมัยก่อนนิยม &#8220;สัก&#8221; เพื่อโชว์ &#8220;ตัวตน&#8221; – คนสมัยนี้ซื้อโทรศัพท์มือถือ นาฬิกา แฟชั่น รถยนต์ คอนโดมิเนียมริมแม่น้ำ เพื่อโชว์ตัวตน เราจึงมีธุรกิจเพื่อ &#8220;ตัวตน&#8221; เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะผลิตขึ้นโดยเบียดเบียนสภาพแวดล้อมแค่ไหน หรือจะไปแย่งชิงทรัพยากรที่สามารถทำให้เด็กชาวเขามีอาหารกินอ่ิมท้องได้อีกกี่พันคน</p>
<p>ฯลฯ</p>
<p>ฯลฯ</p>
<p>เมื่อไหร่ที่ผู้บริโภคต้องการของ “ราคาถูก” ก็ย่อมได้ราคาถูก &#8211; ส่วนทำอย่างไรให้ถูกนั้น เป็นปัญหาของผู้ผลิต ไม่ใช่เรื่องที่ฉันต้องสนใจ ฉันมีเงินและก็หามันมาด้วยความเหนื่อยยากเหมือนคุณนั่นแหละ</p>
<p>เมื่อไหร่ที่ผู้บริโภคต้องการความ “สะดวกสบาย” ก็ย่อมมีคนนำมาเสนอให้ ตราบใดที่มีคนพร้อมจะจ่าย</p>
<p>โลกทุกวันนี้จึงเต็มไปด้วยความสะดวกสบายอย่างเหลือเชื่อมากมาย ปลาทะเลที่สดเสมอแม้จะไปซื้อที่ตลาดกลางหุบเขา กล้วยที่เหลืองน่ากินราวกับเพิ่งเก็บมาจากต้นที่หาซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง น้ำดื่มใสบริสุทธิ์ที่หาซื้อได้โดยง่ายแม้จะอยู่บนเกาะเล็กๆกลางทะเล</p>
<p><strong>สะดวกสบายจนหลายคนลืมไปแล้วว่าเอาเข้าจริงๆมีอะไรบ้างที่มันเป็นความสะดวกสบายที่ “เหมาะสม” </strong></p>
<p><strong>และอะไรที่มัน “ล้นเกิน”</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
<p style="text-align: center;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ผมเชื่อ​(ของผมคนเดียว) ว่าไม่ว่าเราจะมีสุดยอดนวัตกรรมด้าน Green Technology แค่ไหน หรือจะมี Super Business Model ด้าน Green Business ออกมาอีกกี่แบบ ตราบใดที่มนุษย์ทุกคนยังไม่เปลี่ยน “ความคิด” สิ่งต่างๆเหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นได้ยากมาก หรือหากเกิดมาได้ก็จะเติบโตขึ้นมาแก้ปัญหาได้ช้า หรืออาจไม่สำเร็จเลยก็เป็นได้</p>
<p>Green Business ไม่มีทาง Sustain ไปได้หากไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมผู้บริโภคส่วนใหญ่<br />
Green Technology ทั้งหลาย ก็ไม่มีทางเติบโตขึ้นมาได้ถ้าไม่มีพลังของ &#8220;ตลาดเสรี&#8221; มารองรับ</p>
<blockquote><p><strong>ดังนั้นก่อนจะไปนึกถึงการเปลี่ยนแปลงอะไรที่ซับซ้อน<br />
สิ่งแรกที่ต้องเปลี่ยนคือ &#8220;ความคิด&#8221; ในหัวของเราทุกคน</strong></p>
<p><strong>เราทุกคนต้องอยาก &#8220;สบาย&#8221; ให้น้อยลงกว่านี้<br />
ต้องไม่เอา “ความพึงพอใจของตนเอง” เป็นที่ตั้งอย่างสุดโต่งเช่นในโลกปัจจุบัน </strong></p></blockquote>
<p>เพราะลำพังระบบบริโภคนิยมก็สนับสนุนให้เราสบายกันมากมายอยู่แล้ว เราต้องรู้เท่าทัน และเลิกเป็นเด็กสปอล์ยของระบบบริโภคนิยมกันเสียที</p>
<p>หรือหากต้องการจะ สะดวก และ สบาย กันจริงๆเช่นนี้ ก็ต้องพร้อมจะ “จ่าย” ให้มากขึ้น ไม่ใช่ผลักภาระให้กับสิ่งแวดล้อม รัฐบาล หรือใครอื่นก็ตามที่ไม่ใช่​“ตัวกู”</p>
<p>การที่เราสนใจว่าจีนจะกำจัดแบตเตอรี่เสื่อมได้ดีแค่ไหน ไม่ได้เป็นเพียงความหวังดีแบบเพ้อฝันต่อคนจีนในหมู่บ้านห่างไกลที่เราอาจไม่ได้เห็นหน้าพวกเขาเลยตลอดชีวิต แต่มันหมายถึงอะไรที่ยาวไกลกว่านั้นมาก มันหมายถึงความใส่ใจว่าราคาที่แท้จริงของอุปกรณ์ไร้สายนั้นมีมากกว่าที่เราจ่าย และเรารู้ว่ามีคนอื่นที่ต้องแบกรับภาระ &#8220;ความสบาย&#8221; ของเราอย่างไม่มีทางเลือกมากนัก คนอื่นเหล่านั้นไม่ใช่แค่คนจีนยากจน แต่เป็นสิ่งแวดล้อมของโลกทั้งใบ และค่าเสียโอกาสที่จะเอาทรัพยากรเหล่านี้ไปแบ่งปันให้คนอื่นได้ &#8220;อิ่มท้อง&#8221; มากขึ้น</p>
<p>รอยสักเสือเผ่นในสมัยก่อน อาจหมายถึงหยดเหงื่อของพระอาจารย์และความ &#8220;เท่&#8221; แบบคงกระพัน ฟัน แทง ไม่เข้าของชายหนุ่ม &#8211; แต่ในปัจจุบัน นาฬิกาสวิสหนึ่งเรือน อาจหมายถึงรายได้ทั้งปีของชาวนาไทยหนึ่งหมู่บ้าน</p>
<p>เราต้องเห็นตัวเองให้น้อยลง มองโลกให้กว้างขึ้นกว่าตัวเอง เมื่อไหร่ที่เป็นผู้ซื้อ ก็ต้องนึกถึงผู้ขาย เมื่อไหร่ที่เป็นผู้ขาย ก็จงนึกถึงผู้ซื้อ</p>
<p>เอาใจเขา ใจเรา มาใส่ใน หัวใจ ให้มากกว่านี้</p>
<p>เพราะท้ายสุดแล้ว ไม่ว่าเราจะผลักภาระไปที่ใคร หรือจะ &#8220;ติดสบาย&#8221; และ &#8220;หลับตาข้างเดียว&#8221; ไปอีกนานเท่าใด</p>
<p><strong>คนที่ต้องแบกรับภาระต่อไปก็คือคนรุ่นลูกหลานของพวกเราทุกคน</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.0bserver.com/?feed=rss2&amp;p=1041</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาบตาพุดจากอีกมุมหนึ่ง โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์</title>
		<link>http://www.0bserver.com/?p=1061</link>
		<comments>http://www.0bserver.com/?p=1061#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Oct 2009 03:47:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>An Observer</dc:creator>
				<category><![CDATA[In Other's Words]]></category>
		<category><![CDATA[Social & Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.0bserver.com/?p=1061</guid>
		<description><![CDATA[
ที่มา​: มติชนออนไลน์ 
ผมเชื่ออย่างจริงใจว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เขียนบทความเรื่อง &#8220;แนะทางออก 76 โครงการมาบตาพุด&#8221; (มติชน, 5 ต.ค. 2552) ด้วยความปรารถนาดีต่อทุกฝ่าย แต่ด้วยความเคารพต่อท่านผู้เขียน ผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะคิดว่าเต็มไปด้วยอคติซึ่งเกิดขึ้นจากแนวทางการพัฒนาที่ไทยใช้สืบเนื่อง กันมาหลายทศวรรษ อคตินี้ไม่ได้เป็นของท่านผู้เขียนเพียงคนเดียว แต่เป็นอคติที่รัฐบาลไทย, ชนชั้นนำไทย, และสถาบันการศึกษาไทยดำรงสืบเนื่องมาอย่างมั่นคงเป็นเวลานาน
และนี่คือเหตุผลที่ผมต้องแสดงความเห็นแย้ง
คุณชาย ปรีดิยาธร เทวกุล ชี้ให้เห็นความเสียหายทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการระงับโครงการ และความเสียหายแรกที่กล่าวถึงคือตำแหน่งงานจ้าง ที่คนไทยจะต้องเสียไป 100,000 ตำแหน่ง ตามการคาดการณ์ว่า 76 โครงการที่ถูกระงับนั้น จะก่อให้เกิดการจ้างงานได้ อันที่จริงประธานสภาอุตสาหกรรมให้ตัวเลขไว้ &#8220;หลายแสน&#8221; ด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม เราสามารถมองเรื่องนี้ได้จากสองด้าน การสูญเสียตำแหน่งงานจ้างถึง 100,000 ตำแหน่งก็ถือว่าสูงอยู่ โดยเฉพาะในยามเศรษฐกิจตกต่ำอย่างในทุกวันนี้ แต่อีกด้านหนึ่ง คำสั่งศาลปกครองให้ระงับโครงการเหล่านี้ไว้ก่อน ก็คือการช่วยให้คนไทยอีก 100,000 คนไม่ต้องเสียชีวิตหรือพิการ อันจะเป็นภาระทั้งแก่ครอบครัวของเขา และประเทศชาติอย่างมหาศาล
ทุกครั้งที่มีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการคุกคามสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนโดย โรงงานอุตสาหกรรม อคติที่ครอบงำมักบีบให้เราจำกัดผลกระทบของปัญหาให้เหลือแคบเพียงประชาชนใน พื้นที่ ซึ่งมักมีจำนวนน้อยกว่าหรือมีผลิตภาพทางเศรษฐกิจมีมูลค่าต่ำกว่าโรงงาน อุตสาหกรรมอย่างเทียบไม่ได้ แต่เรามักไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่มีต่อแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นๆ ประหนึ่งชีวิตของเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องจักร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote>
<p>ที่มา​: <a href="http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01121052&#038;sectionid=0130&#038;day=2009-10-12" target="blank">มติชนออนไลน์</a> </p>
<p>ผมเชื่ออย่างจริงใจว่า ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เขียนบทความเรื่อง &#8220;แนะทางออก 76 โครงการมาบตาพุด&#8221; (มติชน, 5 ต.ค. 2552) ด้วยความปรารถนาดีต่อทุกฝ่าย แต่ด้วยความเคารพต่อท่านผู้เขียน ผมไม่เห็นด้วยเลย เพราะคิดว่าเต็มไปด้วยอคติซึ่งเกิดขึ้นจากแนวทางการพัฒนาที่ไทยใช้สืบเนื่อง กันมาหลายทศวรรษ อคตินี้ไม่ได้เป็นของท่านผู้เขียนเพียงคนเดียว แต่เป็นอคติที่รัฐบาลไทย, ชนชั้นนำไทย, และสถาบันการศึกษาไทยดำรงสืบเนื่องมาอย่างมั่นคงเป็นเวลานาน</p>
<p>และนี่คือเหตุผลที่ผมต้องแสดงความเห็นแย้ง</p>
<p>คุณชาย ปรีดิยาธร เทวกุล ชี้ให้เห็นความเสียหายทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากการระงับโครงการ และความเสียหายแรกที่กล่าวถึงคือตำแหน่งงานจ้าง ที่คนไทยจะต้องเสียไป 100,000 ตำแหน่ง ตามการคาดการณ์ว่า 76 โครงการที่ถูกระงับนั้น จะก่อให้เกิดการจ้างงานได้ อันที่จริงประธานสภาอุตสาหกรรมให้ตัวเลขไว้ &#8220;หลายแสน&#8221; ด้วยซ้ำ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เราสามารถมองเรื่องนี้ได้จากสองด้าน การสูญเสียตำแหน่งงานจ้างถึง 100,000 ตำแหน่งก็ถือว่าสูงอยู่ โดยเฉพาะในยามเศรษฐกิจตกต่ำอย่างในทุกวันนี้ แต่อีกด้านหนึ่ง คำสั่งศาลปกครองให้ระงับโครงการเหล่านี้ไว้ก่อน ก็คือการช่วยให้คนไทยอีก 100,000 คนไม่ต้องเสียชีวิตหรือพิการ อันจะเป็นภาระทั้งแก่ครอบครัวของเขา และประเทศชาติอย่างมหาศาล</p>
<p>ทุกครั้งที่มีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับการคุกคามสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนโดย โรงงานอุตสาหกรรม อคติที่ครอบงำมักบีบให้เราจำกัดผลกระทบของปัญหาให้เหลือแคบเพียงประชาชนใน พื้นที่ ซึ่งมักมีจำนวนน้อยกว่าหรือมีผลิตภาพทางเศรษฐกิจมีมูลค่าต่ำกว่าโรงงาน อุตสาหกรรมอย่างเทียบไม่ได้ แต่เรามักไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่มีต่อแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมนั้นๆ ประหนึ่งชีวิตของเขาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องจักร ที่อาจถอดทิ้งและหาอะไหล่ได้ง่ายอยู่แล้ว</p>
<p>อย่าลืมว่าแรงงานเหล่านี้ คือคนที่ต้องอยู่ในละแวก และทำงานใกล้ชิดกับมลพิษ สถิติผู้ป่วยจากการทำงานของไทยที่สูงมากเป็นประจักษ์พยานอยู่ ชีวิตของคน 100,000 คนที่จะได้งานทำในโรงงานของบริษัทที่ล้วนมีประวัติการปล่อยมลพิษขนาดที่ต้อง ประกาศเป็นพื้นที่ควบคุม มีคุณค่าในตัวของมันเองเท่าหรือไม่กับ นายทุนและผู้ถือหุ้นที่แทบไม่เคยไปปรากฏตัวที่โรงงานเลย</p>
<p>เรื่องนี้ตรงกับที่ท่านนายกฯ ให้สัมภาษณ์สื่อว่า ท่านต้องหาจุดสมดุลระหว่างคุณภาพของสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนา ผมไม่ทราบว่าจุดสมดุลนั้นคืออะไร จะเรียกการทำลายชีวิตและสุขภาพของคนเป็นแสนว่าการพัฒนาได้อย่างไร ผมเข้าใจตลอดมาว่า<strong>การพัฒนาคือทำให้ชีวิตของแต่ละคนดีขึ้นไม่ใช่หรือ การพัฒนาจึงไม่ใช่การปล่อยให้สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนเลวลงแน่ และไม่มีจุดสมดุลตรงไหนที่จะต่อรองว่า ให้เลวลงแค่นี้เพื่อจะได้มีจีดีพีเพิ่มแค่นั้น คือจุดสมดุล</strong></p>
<p>ความเสียหายอย่างที่สองซึ่งคุณชายปรีดิยาธรย้ำถึงก็คือ ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยของนักลงทุน &#8220;กลุ่มสุดท้าย&#8221; การระงับโครงการจะทำลายความเชื่อมั่นนั้น นัยยะก็คือจะไม่มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีก</p>
<p>แปลว่าอะไรครับ</p>
<p>ผมคิดว่าความหมายที่เร้นอยู่เบื้องหลังก็คือ ข้อดีในการลงทุนในประเทศไทยมีอยู่เพียง เราปล่อยให้นักลงทุนทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมได้ตามใจชอบ เรามีแรงงานซึ่งถึงได้ค่าแรงแพงกว่าเพื่อนบ้าน แต่รัฐไทยไม่คุ้มครองคนเหล่านี้มากนัก ในขณะที่ไม่คุ้มครองประชาชนในพื้นที่ซึ่งไม่ได้อยู่ในโรงงานด้วย ฉะนั้นนักลงทุนจะฟันกำไรไปได้มากอย่างง่ายดาย</p>
<p>และด้วยเหตุดังนั้น ส่วนใหญ่ของอุตสาหกรรมไทยจึงทำได้แค่รับจ้างทำของอย่างที่ทราบกันอยู่แล้ว พัฒนาต่อไปไม่ได้เพราะเราไปทำลาย &#8220;ฐาน&#8221; ที่แท้จริงของการพัฒนา คือคุณภาพของสิ่งแวดล้อมและคน</p>
<p>แต่ผมไม่เชื่อหรอกครับว่า นักลงทุนในโลกนี้มีแต่คนประเภทนี้ แม้แต่ในเมืองไทยนี้เองก็มีนักลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมนอกแผนก ประชาสัมพันธ์บริษัทอยู่เหมือนกัน ทั้งที่เป็นคนไทยและต่างชาติ <strong>ปัญหาอยู่ที่ว่า เราเปิดให้นักลงทุนเข้ามาด้วยเงื่อนไขอะไร เงื่อนไขอย่างหนึ่งก็ดึงโจรเข้ามา อีกเงื่อนไขหนึ่งก็ดึงคนหากินสุจริตเข้ามา เราไปสร้างเงื่อนไขที่เหมาะกับโจร เราก็ได้โจรมาก เท่านั้นเอง</strong></p>
<p>ไทยมีแรงงานที่มีผลิตภาพสูงกว่าอีกหลายประเทศเพื่อนบ้าน และอาจมีสูงกว่านี้อีกหากรัฐลงทุนกับการศึกษาอย่างฉลาดกว่านี้ ระบบขนส่งของไทยซึ่งดูเหมือนสิ้นเปลืองเพราะความไร้ประสิทธิภาพ แต่อย่างน้อยเรามีโครงสร้างพื้นฐานด้านนี้ดีกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ หากปรับปรุงให้ถูกทางก็จะทำให้ค่าขนส่งของไทยถูกลงได้มาก เรามีสังคมที่เป็นมิตรกับผู้ลงทุนโดยวัฒนธรรม เรามีระบบการคมนาคมที่ดีพอสมควรและเหนือกว่าเพื่อนบ้านหลายประเทศ แม้เสรีภาพอาจถูกบั่นรอนลงหลายด้านในทศวรรษท้ายนี้ แต่ก็ต้องถือว่าไทยเป็นสังคมที่ให้เสรีภาพค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเพื่อน บ้านหลายประเทศ เสน่ห์ของไทยในฐานะแหล่งลงทุนนั้นมีไม่น้อย ไม่ใช่อยู่ที่การปล่อยให้ผู้คนในประเทศตกเป็นทาสของนักลงทุนเพียงอย่างเดียว ซ้ำยังมีศักยภาพที่จะพัฒนาเสน่ห์นี้ของไทยให้มากขึ้นไปได้อีกมโหฬาร หากมีรัฐที่เข้าใจเรื่องนี้เข้ามาหนุนให้ถูกทาง</p>
<p>คำสั่งศาลปกครองในเรื่องนี้จึงเป็นหนึ่งในสัญญาณว่าสังคมไทย (ขอย้ำว่าสังคมไทยไม่ใช่รัฐ) กำลังปรับเปลี่ยนเงื่อนไขการลงทุน โดยเน้นคุณภาพของการลงทุนมากขึ้น เราต้องการโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ได้อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, ชาวบ้านในพื้นที่, แรงงาน และสังคมไทยโดยรวม ที่คิดแต่จะตักตวงกำไรอย่างหน้ามืดนั้น จะเบนหัวไปทางจีนแทน เราก็ไม่หวั่นวิตก</p>
<p><strong>ไม่แต่เพียงเป็นมิตร แต่ช่องทางหากำไรของนายทุนเหล่านี้จะปรับเปลี่ยนอุตสาหกรรมไทยไปสู่การผลิต ที่ใช้ฐานความรู้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีแก่อุตสาหกรรมไทยเอง </strong>การเปลี่ยนเงื่อนไขการลงทุนซึ่งศาลปกครองริเริ่มขึ้นก่อนนี้ จึงนับเป็นการมองการณ์ไกลที่น่ายกย่อง</p>
<p>ทางออกที่คุณชายปรีดิยาธรเสนอนั้น ตั้งบนสมมติฐานว่า 76 โครงการนี้ต้องดำเนินต่อไปให้ได้ นับตั้งแต่รัฐเองก็ต้องขยับทำให้มีคณะกรรมการที่จะตรวจสอบ HIA หรือการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ, ไปอ้อนวอนศาลปกครองให้ผ่อนปรน, และจนถึงที่สุดหากไม่ได้ก็ &#8220;ต้องหาช่องทางรองรับในกรณีที่ศาลผ่อนปรนไม่ได้&#8221; &#8220;มีหนทางจะเดินต่อไปได้จนสำเร็จ แม้จะช้าไปบ้าง&#8221; น่าเสียดายที่คุณชายไม่ได้แจงไว้ว่าช่องทางหรือหนทางที่ว่านั้นคืออะไร</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่มีสักช่องทางเดียวที่จะแนะให้นายทุนซึ่งหวาดผวาต่อการประเมินผลกระทบด้าน สุขภาพเหล่านี้ปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของสังคมซึ่งสะท้อนออกมาใน กฎหมายรัฐธรรมนูญและคำสั่งศาลปกครอง</p>
<p>อันที่จริงรัฐบาลก็ทำอะไรใกล้ เคียงกับคำแนะนำของคุณชายอยู่แล้ว คือ &#8220;แอบ&#8221; ไปยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาล ซึ่งก็ดีเหมือนกัน เพราะแสดงให้เห็นชัดเจนว่า<strong>รัฐบาลนี้ถือว่า &#8220;นายทุนมาก่อน&#8221; (&#8221;ประชาชนมาก่อน&#8221; เป็นเพียงขี้ฟันของพรรคการเมืองเท่านั้น) เพราะที่จริงแล้วถึงรัฐบาลไม่ยื่น นายทุนเอกชนก็มีสิทธิจะยื่นเองได้อยู่แล้ว จะยื่นแยกเป็นรายหรือยื่นร่วมกันทั้งหมดก็ได้ เป็นกรณีพิพาทระหว่างนายทุนกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรัฐบาลที่ดีต้องวางตัวเป็นกลาง ที่พร้อมจะเป็นที่พึ่งของสองฝ่าย</strong></p>
<p>ส่วนข้อเสนอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจรับการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพนั้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพื่อให้ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญเป็นผลในทางปฏิบัติโดยราบรื่น แต่ผมไม่เห็นด้วยเลยที่จะใช้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่แทนคณะกรรมการ ชุดนั้น นอกจากเป็นความใส่ใจหรือความเชี่ยวชาญคนละด้านแล้ว ประวัติการอนุมัติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา เป็นที่น่าขยะแขยงแก่คนไทยจำนวนมาก จนกระทั่งไม่เป็นที่ไว้วางใจของใคร เกิดการต่อต้านถึงขั้นจลาจลกับโครงการที่ได้ผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการชุด นี้มาหลายครั้งหลายหนแล้ว</p>
<p>ผมไม่ต้องการโจมตีตัวบุคคลในคณะกรรมการ แต่ผมอยากชี้ว่ากระบวนการทางกฎหมายในเรื่องนี้มีข้อบกพร่องหลายอย่าง เช่น การทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เป็นหน้าที่ของผู้ลงทุน จะมีผู้ลงทุนที่ไหนต้องการศึกษาจริง เป็นธรรมดาที่ย่อมหา &#8220;มือปืน&#8221; ในมหาวิทยาลัยต่างๆ มาทำรายงานให้ผ่าน คณะกรรมการอาศัยข้อมูลจากรายงานที่บิดเบี้ยวนี้ในการตัดสินใจเป็นหลัก ฉะนั้นแม้แต่รายงานที่เป็นเท็จ เช่นไม่มีปะการังที่บ้านกรูด คณะกรรมการก็ผ่านให้ เพราะไม่เคยไปสำรวจจริง จะรู้ได้อย่างไรว่าข้อความนั้นเป็นเท็จ</p>
<p>ฉะนั้นหากจะมีกฎหมายลูกรองรับข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ก็ควรวางกระบวนการเสียใหม่ เพื่อให้คณะกรรมการเข้าถึงข้อมูลที่เห็นแย้งหรือเห็นต่าง อันมิได้มาจาก &#8220;มือปืน&#8221; ของบริษัทบ้าง มีเงินหรืองบประมาณพอที่จะส่งคนไปสำรวจเพิ่มเติมในประเด็นที่ขัดแย้งได้ คณะกรรมการจึงจะสามารถในการใช้วิจารณญาณได้จริง โดยไม่ต้องอ้างแต่ความเชี่ยวชาญของตนเอง (ซึ่งน่าคลื่นเหียนแก่คนอื่นไม่น้อย)</p>
<p>ทั้งหมดนี้คงต้องใช้เวลาพอ สมควร ไม่สามารถทำเร็วเพื่อให้ 76 โครงการดำเนินการได้ในพริบตา แต่ทำไมต้องเร็วล่ะครับ กับเรื่องคอขาดบาดตายอย่างนี้ (คอของคนในพื้นที่และแรงงาน ไม่ใช่คอของนายกฯ หรือนายทุน) หากต้องใช้เวลาบ้างก็ต้องใช้เวลา</p>
<p>ผมไม่เชื่อหรอกครับว่า หากโครงการเหล่านี้เริ่มดำเนินงานได้แล้วจะพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยในพริบตา ปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นนั้นมีมากและสลับซับซ้อน ส่วนใหญ่ยังเป็นปัจจัยภายนอกเสียอีก เหลวไหลที่จะชี้อะไรให้เป็นปัจจัยเดียวชี้ขาด น่าเชื่อถือพอๆ กับที่ผมจะชี้บ้างว่า ปัจจัยเดียวที่สำคัญที่สุดก็คือนายกฯ ต้องไม่ท้องผูก</p>
<p>ส่วนความเชื่อมั่นของนักลงทุน ถึงจะถูกทำลายลงไปบ้าง ก็เป็นนักลงทุนประเภทที่ไม่แคร์ว่าผลกระทบจากการผลิตของตนจะทำร้ายคนอื่น อย่างไร เรามีนักลงทุนประเภทนี้อยู่แยะแล้ว ทำลายความเชื่อมั่นของคนเหล่านี้ลงเสียบ้างก็ดี</p></blockquote>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.0bserver.com/?feed=rss2&amp;p=1061</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รัฐบาลควรหัดทำเรื่องง่ายๆอย่าง 3G เสียที</title>
		<link>http://www.0bserver.com/?p=1031</link>
		<comments>http://www.0bserver.com/?p=1031#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Oct 2009 20:09:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>An Observer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social & Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.0bserver.com/?p=1031</guid>
		<description><![CDATA[‘ระนองรักษ์’ เครื่องร้อนดึงเกมยื้อ 3 จี ขอพบ กทช. เพื่อชะลอเปิดประมูล ขณะที่ประธาน กทช.ยันหากรัฐบาลต้องการให้ชะลอต้องทำหนังสือมาอย่างเป็นทางการ&#8230;
พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าววันนี้ (6 ต.ค.) ว่า ทีมงานร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะขอเข้าพบและหารือ กทช. ถึงกรณีการเปิดประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์มือถือ 3 จี ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวันเวลาชัดเจน โดยในส่วนของ กทช. ได้สั่งให้ทีมงานเตรียมข้อมูลเพื่อตอบคำถามของ รมว.ไอซีทีทุกประเด็นที่สง สัย
ประธาน กทช. กล่าวต่อว่า กทช. มั่นใจจะสามารถชี้แจงได้ทุกปัญหาที่ รมว.ไอซีที สงสัย เพราะเรื่องนี้ กทช.ได้เตรียมข้อมูลและเตรียมตัวที่จะเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี มานานแล้ว ยืนยันว่า ไม่ได้เอาสมบัติชาติไปขายและไม่ได้ทรยศชาติ เพราะกทช.ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดและรอบคอบมากที่สุด ไม่เช่นนั้น อาจถูกฟ้องร้องได้เช่นกัน
“การประชุมบอร์ด กทช. วันที่ 7ต.ค.นี้ คงยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเงื่อนไขการประมูลใบอนุญาต 3 จี เพราะเพิ่งจะเปิดรับฟังความเห็นไปเมื่อวันที่ 28 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p><strong>‘ระนองรักษ์’ เครื่องร้อนดึงเกมยื้อ 3 จี ขอพบ กทช. เพื่อชะลอเปิดประมูล ขณะที่ประธาน กทช.ยันหากรัฐบาลต้องการให้ชะลอต้องทำหนังสือมาอย่างเป็นทางการ&#8230;</strong></p>
<p>พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าววันนี้ (6 ต.ค.) ว่า ทีมงานร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จะขอเข้าพบและหารือ กทช. ถึงกรณีการเปิดประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์มือถือ 3 จี ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้กำหนดวันเวลาชัดเจน โดยในส่วนของ กทช. ได้สั่งให้ทีมงานเตรียมข้อมูลเพื่อตอบคำถามของ รมว.ไอซีทีทุกประเด็นที่สง สัย</p>
<p>ประธาน กทช. กล่าวต่อว่า กทช. มั่นใจจะสามารถชี้แจงได้ทุกปัญหาที่ รมว.ไอซีที สงสัย เพราะเรื่องนี้ กทช.ได้เตรียมข้อมูลและเตรียมตัวที่จะเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี มานานแล้ว ยืนยันว่า ไม่ได้เอาสมบัติชาติไปขายและไม่ได้ทรยศชาติ เพราะกทช.ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดและรอบคอบมากที่สุด ไม่เช่นนั้น อาจถูกฟ้องร้องได้เช่นกัน</p>
<p>“การประชุมบอร์ด กทช. วันที่ 7ต.ค.นี้ คงยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเงื่อนไขการประมูลใบอนุญาต 3 จี เพราะเพิ่งจะเปิดรับฟังความเห็นไปเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ประกอบกับต้องนำความเห็นของนายกรัฐมนตรี รมว.ไอซีที มาประเมินและวิเคราะห์ด้วย เพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด กทช.ไม่ได้เร่งรีบทำ เพราะเรื่อง 3 จีเป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดอยู่แล้ว แต่หากรัฐบาลต้องการให้กทช.ชะลอการเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จีขอให้ทำหนังสือแจ้งต่อ กทช.อย่างเป็นทางการ เพราะหาก กทช.ตัดสินใจที่จะชะลอแล้วเกิดความเสียหายและเสียโอกาสทางธุร กิจ อาจถูกฟ้องร้องได้” พล.อ.ชูชาติ กล่าว</p>
<p>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้ทำหนังสือถึงรมว.ไอซีที เพื่อขอให้ช่วยชะลอการเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี เพราะทีโอที ได้รับผลกระทบ และเกรงว่า หากเอกชนผู้รับสัมปทานจากทีโอที เป็นผู้ชนะประมูล จะมีการโอนย้ายลูกค้าไปใช้โครงข่ายใหม่ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อส่วนแบ่งรายได้และรายได้นำส่งรัฐ อีกทั้งทีโอที ไม่สามารถควบคุมทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานที่ใช้งานอยู่ โดยเฉพาะโครงข่ายใหม่ ขณะ เดียวกันยังได้เสนอให้กทช.เปิดประมูลด้วยวิธีประกวดราคาโครงการที่ดีและ เหมาะสม (Beauty Conteat) เพราะการเปิดโอกาสให้เสนอราคาเป็นเกณฑ์ เกรงว่าเป็นการเปิดโอกาสให้กับเอกชนที่มีเงินลงทุนสูง และกำหนดให้จ่ายในครั้งเดียวนั้น ในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจ ไม่สามารถจ่ายเงินครั้งเดียวได้ เป็นต้น</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.thairath.co.th/content/eco/37815" target="_blank">ไทยรัฐ</a></p></blockquote>
<p>อ่านข่าวข้างต้นนี้แล้วอด &#8220;ปรี๊ด&#8221; ขึ้นไม่ไหวจริงๆครับ</p>
<p>ทั้งในฐานะคนที่เกี่ยวพันกับแวดวงนี้ และในฐานะผู้บริโภคคนหนึ่งที่เฝ้ารอคอย 3G ในเมืองไทยมาหลายปี อ่านแล้วก็ได้แต่หงุดหงิด และบอกตัวเองว่า &#8220;ปลงเสียเถิด&#8221; เช่นเดียวกับอีกหลายๆเรื่องในบ้านนี้เมืองนี้</p>
<p>ลองไล่เรียงประเด็นแบบกระชับได้ดังนี้;</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>3G คืออะไร</strong></span></p>
<p>3G คือชื่อเทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่</p>
<p>สรุปสั้นๆได้ว่ามันคือเทคโนโลยีที่จะทำให้เรารับส่งข้อมูลได้รวดเร็วบนเครือข่ายโทรศัพท์มือถือปัจจุบัน เหมือนใช้งานอินเตอร์เนตจากที่บ้านหรือจากออฟฟิศ</p>
<p>ปัจจุบันนี้เมืองไทย (ในเมืองใหญ่) ใช้ระบบ 2.5G ส่วน 3G ทั่วโลกเขาใช้กันนานหลายปีแล้ว เฉพาะในอาเซียนก็มีแต่เมืองไทยนี่เองที่ยังไม่ได้ใช้ เพราะล่าสุด &#8220;พม่า&#8221; เริ่มใช้อย่างเป็นทางการไปแล้วในกรุงย่างกุ้ง</p>
<p>โลกปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่กำลังจะเป็นมาตรฐานใหม่ในอีกไม่กี่ปีภายใต้ชื่อ 4G</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>อะไรกันนักหนากับ 3G</strong></span></p>
<p>สาเหตุที่ใครต่อใครก็อยากให้เมืองไทยใช้ 3G เป็นเพราะทุกคนรู้ดีว่ามันคือช่องทางพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม และพัฒนาระบบเศรษฐกิจไทย ได้อย่างง่ายดาย และรวดเร็ว</p>
<p>ในเชิงโครงสร้างพื้นฐาน ให้ลองนึกถึงโอกาสที่คนกรุงเทพจะใช้เนตความเร็วสูงจากที่ไหนก็ได้ แม้กระทั่งบนรถแท็กซี่ วิถีการทำงานของพวกเราจะเปลี่ยนไปมากมาย ยังไม่นับเรื่องไลฟ์สไตล์ แฟชั่น ข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ อีกสารพัด</p>
<p>คนต่างจังหวัดจะมีโอกาส &#8220;เข้าถึง&#8221; โลกอินเตอร์เนตได้ง่ายขึ้นมากๆ เติมเงินเพียงไม่กี่บาทพร้อมโทรศัพท์มือถือราคาไม่กี่พัน ก็สามารถมี &#8220;อีเมล์&#8221; ใช้ได้แล้ว – สิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นจริงในอินเดีย โดยโนเกียกำลังเอามือถือแบบ Smart Phone เข้าไปลดราคาขายในตลาดล่างของอินเดียทั่วประเทศ</p>
<p>ในแง่เศรษฐกิจ – บอกได้สั้นๆว่ารัฐบาลไม่ต้องเสียเวลา &#8220;ก่อหนี้&#8221; ให้ลูกหลานเราต้องมาชดใช้เป็นแสนล้านบาท เพื่อข้ออ้างในการ &#8220;กระตุ้นเศรษฐกิจ&#8221;</p>
<p>เพียงรัฐบาลปล่อยผ่านให้สัมปทาน 3G คลอดออกมาได้เสียที ปัจจุบันนี้เอกชน &#8220;ทุกราย&#8221; ล้วนเอาเงินมาจ่อ รอเพียงใบอนุญาต ทุกคนพร้อม &#8220;ลงทุน&#8221; นับหมื่นล้าน เพื่ออัพเกรดโครงข่ายของตนให้เสร็จในเวลาไม่กี่เดือน</p>
<p>หลังจากนั้นคนไทยทั่วประเทศก็จะได้ใช้ 3G การแข่งขันในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ โน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊ก และอีกสารพัดตลาดสินค้า บริการ การจ้างงาน ข้อมูลข่าวสาร ฯลฯ และ ฯลฯ ก็จะเติบโตและหมุนๆๆๆ ไปได้</p>
<p>เคยมีคนประเมินไว้ว่าเฉพาะเม็ดเงินที่ต้องอัพเกรดโครงข่ายโทรคมฯ ก็หลายหมื่นล้าน ถ้ารวมการเติบโตของตลาดอื่นๆ (มือถือ โน้ตบุ๊ก เว็บไซต์ จ้างงาน ฯลฯ) คาดว่าจะเป็นเม็ดเงินกว่าแสนล้านบาท ภายในเวลาไม่เกิน 15 เดือน</p>
<p><strong>ทั้งหมดนี้ทำได้โดยรัฐบาลไม่ต้องกู้เงินสักบาท เอกชนพร้อมลงทุนเอง และเงินลงทุนก็มาจากต่างชาติทั้งนั้น </strong>(ตามที่ใครต่อใครอยากได้นัก ไอ้เงินลงทุนจากต่างชาติเนี่ย)</p>
<p>ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลังที่กลัวนักกลัวหนา ว่า &#8220;กรณีมาบตาพุด&#8221; จะทำให้ GDP หดตัวเกือบ -1% นั้น ช่วยออกมาบอกให้ชัดๆหน่อยว่าหากเมืองไทยได้ใช้ 3G ในปีนี้ จะช่วย GDP ได้เท่าไหร่ แล้วทำไมไม่มีใครคิดทำ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>ล่าสุดกำลังเกิดอะไรขึ้น ?</strong></span></p>
<p>CAT และ TOT ซึ่งวันๆทำงานหาเงินเองไม่เคยได้ กำลังรู้สึกตัวว่าตนเองจะย่ำแย่ เนื่องจากจะสูญเสียรายได้ไปมากมาย เพราะรายได้หลักของทั้งสอง &#8220;บริษัทมหาชน&#8221; นี้มาจาก &#8220;ค่าสัมปทาน&#8221;</p>
<p>พูดภาษาชาวบ้านคือ<br />
เงิน 1 บาทที่เราจ่ายให้ AIS ในแต่ละเดือนนั้น ถูก TOT เก็บ &#8220;ค่าต๋ง&#8221; ไปจำนวนหนึ่ง<br />
ส่วนเงิน 1 บาทที่เราจ่ายให้ DTAC / TRUEMOVE ในแต่ละเดือน ก็ถูกจ่ายให้ CAT ไป</p>
<p>โดยที่ทั้งสองรายนี้ไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆให้กับเราเลย</p>
<p>ดังนั้นสองรายนี้จึงมีเหตุผลมากมายสารพัดที่จะยกขึ้นมา &#8220;อ้าง&#8221; เพื่อให้ตนเอง &#8220;ได้สิทธิ&#8221; จะเป็นผู้เล่นใน 3G ด้วย ทั้งที่ทั้งคู่ก็รู้ดีกว่า &#8220;ไม่มีความสามารถเพียงพอ&#8221; (คนในวงการก็รู้กันทั้งนั้นว่าสองรายนี้เป็นอย่างไร เช่นเดียวกับคนในอีกวงการก็รู้ดีว่าการไฟฟ้า การรถไฟ ฯลฯ เป็นอย่างไร) เพราะเมื่อไหร่ที่ 3G   เกิด สองรายนี้จะสูญเสียรายได้กินเปล่าไปมหาศาล</p>
<p>ใครมีเวลาว่างลองเอา annual report ของสองเจ้านี้มานั่งดู แล้วลองหักรายรับจากสัมปทานออก ก็จะเห็นได้ง่ายๆว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับทั้งคู่นี้</p>
<p>หลังจากโวยวายด้วยตัวเองอยู่นาน กทช. เองก็ทนแรงกดดันจากสังคมไม่ไหว ตอนนี้ก็เลยใช้ &#8220;ข้ออ้าง&#8221; มากมายในฐานะ &#8220;บริษัทที่รัฐถือหุ้นใหญ่&#8221; เพื่อให้รัฐเข้ามากดดัน กทช. ไม่ให้ออกใบอนุญาต หรือไม่ก็ให้จัดการแข่งขันแบบ &#8220;ให้ฉันได้เปรียบ&#8221;</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>วิเคราะห์ + จุดยืนของผู้เขียน</strong></span></p>
<p><strong>1. ผู้บริโภค ไม่ได้มีหน้าที่อุ้มบริษัทมหาชน</strong></p>
<p>สมมติว่าเรามอง CAT + TOT เป็นบริษัทมหาชน (ตามนิตินัย)</p>
<p>ถ้า 3G มาแล้วทั้งคู่จะเจ๊งไปจริงๆ ก็ควรเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้นและผู้บริหาร ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของผู้บริโภคที่ต้องมาสนใจหรือแบกรับ</p>
<p>3G จะมาช้า เพราะผู้เล่นสองคนไม่พร้อมเล่น มันถูกต้องเหมาะสมอย่างไร ?</p>
<p><strong>2. ประชาชน ไม่ได้มีหน้าที่อุ้มรัฐวิสาหกิจ</strong></p>
<p>ถ้ามอง CAT / TOT เป็นรัฐวิสาหกิจ (ตามพฤตินัย)</p>
<p>ถ้า CAT / TOT ส่งรายได้ให้ผู้ถือหุ้นใหญ่​(คือรัฐบาล) ได้น้อยลงจนไม่พอต่องบประมาณ ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลก็ต้องมาเก็บภาษีเพิ่มกับประชาชนอยู่ดี (มิใช่หรือ)</p>
<p>หากเป็นเช่นนั้นจริง ประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศก็ควรมีสิทธิ​“เลือก” ที่จะได้ใช้ 3G ก่อน แล้วเมื่อทั้งสองแห่งเจ๊งไปค่อยมา “เลือก” กันอีกทีว่าจะ “อุ้ม” หรือ “ไม่อุ้ม”</p>
<p>ไม่ใช่ assume ไปเลยว่าอุ้มแน่ๆแบบนี้</p>
<p>นอกจากนั้น สำหรับใครก็ตามที่คิดว่า privatization หมายถึงการขายชาติ ควรออกมาตอบคำถามต่อสังคมด้วยว่าจะแก้ไขกรณี​“ความไร้ประสิทธิภาพในการบริหาร” ขององค์กรกึ่งรัฐวิสาหกิจเหล่านี้อย่างไร<br />
รัฐ ควรทำอย่างไรกับ รัฐวิสาหกิจ ที่ไม่มีปัญญาหาเงินเลี้ยงตนเอง ?</p>
<p>เราพร้อมทำงานหนัก และก่อหนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อ “อุ้ม” รัฐวิสาหกิจเหล่านี้ไปตลอด ภายใต้เหตุผลแห่ง ความมั่นคง ความรักชาติ สมบัติแผ่นดิน ฯลฯ งั้นหรือ ?</p>
<p>ทุกวันนี้ประเทศไทยอยู่ได้ไหมถ้าไม่มี TOT และ CAT &#8211; รัฐประหารแต่ละครั้ง ทั้งสองแห่งนี้ไม่เคยเป็น​ “ที่พึ่ง” ทางการสื่อสารของ “ประชาชนไทย” ได้เลย มิใช่หรือ</p>
<p>รายได้หลักที่สองเจ้านี้ส่งให้รัฐในแต่ละปี จริงๆแล้วมาจาก “ความสามารถในการหาเงิน” ของทั้งสององค์กรจริงหรือ</p>
<p>ทุกคนรู้ดีว่ารายได้ที่นำส่งรัฐในแต่ละปีมาจากสัมปทาน คำถามถัดมาคือใครเป็นคนจ่ายเงินเหล่านั้น ไม่ใช่ AIS ไม่ใช่ DTAC ไม่ใช่ TRUEMOVE หากแต่เป็นผู้ใช้โทรศัพท์มือถืออย่างเราๆท่านๆ ซึ่งถึงวันนี้ก็พูดได้เต็มปากว่าประชาชนไทยมีโทรศัพท์มือถือกันทุกคนแล้ว (Penetration Rate เกิน 100%)</p>
<p>เงินสัมปทาน ก็คือ indirect tax นั่นเอง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น ต่อให้ไม่มี TOT / CAT พวกเราก็ยังคงต้องจ่ายภาษีเหมือนเดิมจริงไหม</p>
<p>ใครบางคนบอกว่าอาจจ่ายน้อยว่า “ค่าบริการแฝง” เสียด้วย เพราะไม่ต้องโดนหักไปเป็นเงินเดือน และค่าใช้จ่ายมากมายขององค์กรเหล่านั้น</p>
<p><strong>3. 3G คือเรื่องที่รัฐบาลควรสนใจ</strong></p>
<p>เช่นเดียวกับเรื่องการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ (ไฟฟ้า รถไฟ การจัดการน้ำ การศึกษา ฯลฯ) 3G คือเรื่องที่รัฐบาลควรพัฒนาประเทศให้ไปข้างหน้าเช่นเดียวกับคนอื่นเขา</p>
<p><span style="color: #ff0000;"><strong>และยิ่งไปกว่านั้น &#8211; อย่างที่กล่าวมาแล้ว &#8211; เมืองไทยสามารถมีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาท จาก 3G ซึ่งใช้ต้นทุนเพียงน้ำหมึกของปากกาผู้มีอำนาจ</strong></span></p>
<p><strong><span style="color: #ff0000;">สิ่งที่ต้องทำมีเพียงการ “ออกใบอนุญาต” และหลังจากนั้นไม่กี่เดือน เงินจากต่างชาติจะไหลเข้ามาลงทุนมากมาย พร้อมกับการขยายตัวของเศรษฐกิจครั้งใหญ่</span></strong></p>
<p>โดยไม่ต้องไปกดหัวชาวบ้านที่ไหนให้ก้มหน้ารับสารพิษ เพื่อแลกกับเงินลงทุนจากต่างชาติเช่นที่ มาบตาพุด</p>
<p>ถ้าอยากกระตุ้นเศรษฐกิจจริงๆ และตั้งใจจะทำเพื่อประเทศชาติจริงๆ 3G ทำให้เกิดได้ง่ายกว่ารถไฟฟ้า สุวรรณภูมิ หรือ เงินกู้แสนล้านที่เพิ่งผ่านสภาฯไปแน่นอน</p>
<p><strong>4. โทรคมนาคม คือวงการที่ควรแก้ไขเป็นอันดับต้นๆของรัฐวิสาหกิจ</strong></p>
<p>“ถ้า” เราอยากแก้ไขปัญหาเรื่องรัฐวิสาหกิจกันจริงๆ<br />
“ถ้า” เราอยากมีทางเลือกในการอยู่ร่วมกันที่ไม่เป็นทุนนิยมสุดโต่งอย่าง privatization แต่ก็ไม่โบราณคร่ำครึเหมือนสมัย 30 ปีก่อน</p>
<p>โทรคมนาคม คือวงการอันดับต้นๆที่ควรคิดหาหนทางจัดการเรื่องราวของรัฐวิสาหกิจ</p>
<p>เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่วงการที่รัฐวิสาหกิจ “สามารถ” ทำ​เงินเลี้ยงตัวเองได้ (ถ้ามีความสามารถกันจริงๆ) และสภาพตลาดมีการแข่งขันสูง มีแรงกดดันจากตลาดในการปรับตัวค่อนข้างมาก ต้นทุนในการปรับตัวค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับวงการอื่นๆ</p>
<p>เมื่อเทียบกับ กฟผ (ที่ต้องโยงใยกับเขื่อนแล้วที่ดินมหาศาล)<br />
หรือ รฟท. (ที่เพิ่งออกมาบอกว่าที่พนักงานทำงานผิดพลาดเป็นเหตุให้รถไฟตกราง  เป็นเพราะรัฐใจร้ายให้ทำงานหนักเกินไป คนไทยควรให้เงินสนับสนุนมามากกว่านี้)</p>
<p>การพยายาม “ปรับแก้” TOT / CAT น่าจะเป็นไปได้มากกว่าที่อื่นๆ</p>
<p>&#8220;ถ้า&#8221; คิดจะทำกันจริงๆ</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>อื่นๆ</strong></span></p>
<p>ทำไม กทช.​ ถึงทำงานช้าเหลือเกิน<br />
ทำไม ICT ถึงอยากเข้ามายุ่งกับ กทช. นัก<br />
ทำไม TOT / CAT ถึงสามารถดึงอำนาจ “รัฐ” ให้เข้ามากดดัน กทช. ได้อย่างโจ่งแจ้งขนาดนี้<br />
ทำไม ใครต่อใครก็อยากมีเอี่ยวกับ 3G กันทั้งนั้น<br />
ทำไม ผู้บริโภคในประเทศนี้ถึงเป็นคนสุดท้ายที่ผู้มีอำนาจจะมองเห็นหัว<br />
ทำไม ฯลฯ</p>
<p>คำถามเหล่านี้ผู้เขียนไม่อยากเสียเวลาบ่นให้มากความ</p>
<p>เพราะเชื่อว่าใครก็ตามที่อยู่ใน “วงการ” เดาออกได้ไม่ยาก<br />
และก็เชื่อว่าใครที่อยู่นอกวงการ ก็คงเดาได้ไม่ยากเช่นกัน</p>
<p>ใครเดาไม่ได้ ให้ดูกรณี “สุวรรณภูมิ” เป็นตัวอย่าง</p>
<p>อันที่จริงเรื่องราวเหล่านี้ ดูจะเป็นเพียง “ยอดภูเขาน้ำแข็ง” ของสภาพสังคมไทยเท่านั้น</p>
<p>เพราะมันเป็นเพียง “บทสะท้อน” ของโครงสร้าง “การจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์” ระหว่างกลุ่มคนในสังคมไทยได้เป็นอย่างดี</p>
<p>อำมาตยาธิปไตย &#8211; ประชาธิปไตยแบบไทยๆ &#8211; ชาตินิยม &#8211; ทุนนิยมสามานย์ &#8211; อนุรักษ์นิยม &#8211; ชนชั้นนำ ชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง &#8211; นักการเมือง &#8211; สื่อ &#8211; ศักดินา &#8211; ทหาร &#8211; นายทุน &#8211; ประชาชน &#8211; ค่านิยม &#8211; จริต &#8211; กระแส  &#8211; ระบบราชการ &#8211; อำนาจนอกระบบ &#8211; ทัศนคติการเอาตัวรอดแบบไทยๆ &#8211; การต่อรองผลประโยชน์ -ฯลฯ</p>
<p><strong>บทละครยังเหมือนเดิม</strong></p>
<p><strong>เพียงแต่ท้องเรื่องเท่านั้นที่เปลี่ยนไป</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.0bserver.com/?feed=rss2&amp;p=1031</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>District 9 &#8211; โลกที่ไม่เคยใหญ่พอ</title>
		<link>http://www.0bserver.com/?p=1010</link>
		<comments>http://www.0bserver.com/?p=1010#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 27 Sep 2009 19:39:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>An Observer</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Senses]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.0bserver.com/?p=1010</guid>
		<description><![CDATA[ข้อความด้านล่างนี้ไม่ได้เปิดเผยเนื้อหาของเรื่องมากเกินไป สามารถอ่านได้แม้ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์

เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง District 9 เกิดขึ้นเมื่ออยู่มาวันหนึ่ง มียานอวกาศจากนอกโลกบินมาจอดแน่นิ่งอยู่เหนือเมือง “โยฮันเนสเบิร์ก” ประเทศแอฟริกาใต้ ยานลำนั้นมาจอดอยู่นิ่งๆเฉยๆ ไม่ได้ปล่อยแสงพิฆาตออกมาทำลายโลกให้ย่อยยับ (เหมือนที่เห็นในหนังทั่วไป) และไม่ว่ามนุษย์โลกจะใช้วิธีการใด ก็ไม่มีใครรู้ว่ายานลำนี้มาจากไหน มาเพื่ออะไร ทำไมต้องไปจอดอยู่ที่นั่น และจะจอดไปอีกนานเท่าไหร่กันแน่
และด้วยสัญชาตญานความอยากรู้อยากเห็น เมื่อ “เรา” (หมายถึงมนุษย์โลก) ตรวจสอบยานลำนั้นมากขึ้นเรื่อยๆก็พบว่า ภายในยานขนาดยักษ์มีมนุษย์ต่างด้าว – เอ้ย, ต่างดาว – อาศัยอยู่จำนวนมาก อยู่กันอย่างแออัด อดๆอยากๆ ในยานอวกาศที่เดินทางข้ามกาแลกซี่มาหยุดอยู่นิ่งๆอย่างไร้สาเหตุ
ซึ่งตามประสา “เจ้าของบ้าน” ที่ดี เราจึงช่วยกัน “อพยพ” มนุษย์ต่างดาวรูปร่างเหมือน “แมลง” เหล่านั้นลงมาพำนักพักอาศัยอยู่ใน “เขต 9” อันเป็นทีมาของชื่อหนัง District 9 นั่นเอง
เรื่องราวดำเนินต่อไปบนแกนกลางของเรื่องที่เกี่ยวพันกับการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์ผู้เป็น “เจ้าของบ้าน” กับ “คนแปลกหน้า” ผู้จำต้องมาพักอาศัย มาอยู่อย่างไม่มีที่มา ไม่มีที่ไป และไร้ซึ่งความเข้าใจใดๆระหว่างกัน
District 9 เป็นหนังแอคชั่นที่จงใจดำเนินเรื่องในสไตล์ภาพยนตร์กึ่งสารคดี เรื่องราวหลายตอนถูกตัดต่อและบอกเล่าในลักษณะฟุตเทจของคำสัมภาษณ์หรือภาพจากการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ ซึ่งความตั้งใจนี้ดูจะทำให้หนัง “แตกต่าง” ไปจากหนังมนุษย์ต่างดาวทั่วไปได้มาก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>ข้อความด้านล่างนี้<span style="text-decoration: underline;"><strong>ไม่</strong>ได้เปิดเผยเนื้อหาของเรื่อง</span>มากเกินไป สามารถอ่านได้แม้ยังไม่ได้ชมภาพยนตร์</p></blockquote>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1021 aligncenter" title="district9" src="http://www.0bserver.com/wp-content/uploads/2009/09/district9.jpg" alt="district9" width="530" height="280" /></p>
<p>เรื่องราวในภาพยนตร์เรื่อง District 9 เกิดขึ้นเมื่ออยู่มาวันหนึ่ง มียานอวกาศจากนอกโลกบินมาจอดแน่นิ่งอยู่เหนือเมือง “โยฮันเนสเบิร์ก” ประเทศแอฟริกาใต้ ยานลำนั้นมาจอดอยู่นิ่งๆเฉยๆ ไม่ได้ปล่อยแสงพิฆาตออกมาทำลายโลกให้ย่อยยับ (เหมือนที่เห็นในหนังทั่วไป) และไม่ว่ามนุษย์โลกจะใช้วิธีการใด ก็ไม่มีใครรู้ว่ายานลำนี้มาจากไหน มาเพื่ออะไร ทำไมต้องไปจอดอยู่ที่นั่น และจะจอดไปอีกนานเท่าไหร่กันแน่</p>
<p>และด้วยสัญชาตญานความอยากรู้อยากเห็น เมื่อ “เรา” (หมายถึงมนุษย์โลก) ตรวจสอบยานลำนั้นมากขึ้นเรื่อยๆก็พบว่า ภายในยานขนาดยักษ์มีมนุษย์ต่างด้าว – เอ้ย, ต่างดาว – อาศัยอยู่จำนวนมาก อยู่กันอย่างแออัด อดๆอยากๆ ในยานอวกาศที่เดินทางข้ามกาแลกซี่มาหยุดอยู่นิ่งๆอย่างไร้สาเหตุ</p>
<p>ซึ่งตามประสา “เจ้าของบ้าน” ที่ดี เราจึงช่วยกัน “อพยพ” มนุษย์ต่างดาวรูปร่างเหมือน “แมลง” เหล่านั้นลงมาพำนักพักอาศัยอยู่ใน “เขต 9” อันเป็นทีมาของชื่อหนัง District 9 นั่นเอง</p>
<p>เรื่องราวดำเนินต่อไปบนแกนกลางของเรื่องที่เกี่ยวพันกับการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์ผู้เป็น “เจ้าของบ้าน” กับ “คนแปลกหน้า” ผู้จำต้องมาพักอาศัย มาอยู่อย่างไม่มีที่มา ไม่มีที่ไป และไร้ซึ่งความเข้าใจใดๆระหว่างกัน</p>
<p>District 9 เป็นหนังแอคชั่นที่จงใจดำเนินเรื่องในสไตล์ภาพยนตร์กึ่งสารคดี เรื่องราวหลายตอนถูกตัดต่อและบอกเล่าในลักษณะฟุตเทจของคำสัมภาษณ์หรือภาพจากการรายงานข่าวทางโทรทัศน์ ซึ่งความตั้งใจนี้ดูจะทำให้หนัง “แตกต่าง” ไปจากหนังมนุษย์ต่างดาวทั่วไปได้มาก มีหลายครั้งที่ดูจะเลือกนำเสนอฟุตเทจได้อย่างชาญฉลาด</p>
<p>อย่างที่เล่าไปแล้วข้างต้น หนังดำเนินเรื่องอยู่บนแกนกลางที่ไม่ใช่เรื่องของ “มนุษย์ต่างดาว” ทำนองภาพยนตร์ Action Sci-Fi ทั่วไป หนังดูจะจงใจใช้ประเด็นมนุษย์ต่างดาวเป็นเพียงตัวแทนของ “ชนกลุ่มน้อย” หรือ “คนแปลกหน้า” ในสังคมมนุษย์เพื่อเล่าเรื่องอื่น ซึ่งทำให้ประเด็นที่หนังนำเสนอล้วนเป็นเรื่องชวนให้ใช้สมองคิดไปได้ไกลกว่าภาพแอคชั่นที่เห็นตรงหน้าทั้งสิ้น</p>
<p>นอกจากการใช้สัญลักษณ์ หนังยังจงใจใช้มุมกล้อง ภาพข่าว บทสนทนา และรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายเพื่อ “เสียดสี” ระบบบางอย่างในสังคมมนุษย์ ที่ถ้าลองตั้งใจดู/ฟังให้ดีแล้ว จะสังเกตเห็นได้ไม่ยาก และชวนให้ขบคิดต่อไปได้อีกไกล</p>
<blockquote><p><span style="color: #ff0000;">ข้อความต่อจากนี้แม้<span style="text-decoration: underline;"><strong>ไม่ได้พูดถึงตอนจบ</strong></span> แต่มีการ<span style="text-decoration: underline;"><strong>พูดถึงบางฉาก</strong></span>ของภาพยนตร์ <strong>จึงไม่แนะนำให้อ่าน</strong>หากยังไม่เคยชม เพราะอาจทำให้เสียอรรถรสในการชมได้</span></p></blockquote>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1022 aligncenter" title="district_nine" src="http://www.0bserver.com/wp-content/uploads/2009/09/district_nine.jpg" alt="district_nine" width="366" height="550" /></p>
<p>คำว่า เอเลี่ยน (Alien) ในภาษาอังกฤษหมายถึงสภาวะการเป็นบุคคนอื่น บุคคลที่ไม่เข้าพวก บุคคลต่างด้าว สภาวะการแปลกแยกจากสิ่งแวดล้อมหรือกลุ่มของตน ด้วยเหตุนี้คำว่า เอเลี่ยน จึงถูกนำมาใช้เรียก “มนุษย์ต่างด้าว” ที่ “มาจากต่างดาว” ดังที่เราคุ้นเคยกันดี</p>
<p>หนังจงใจวิพากษ์ประเด็นการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกลุ่มน้อยกับคนกลุ่มมากในสังคมที่พวกเราอยู่กันจริงๆในวันนี้ ผ่านการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์โลกและมนุษย์ต่างดาว หนังใช้มนุษย์ต่างดาวเป็นตัวแทนคนกลุ่มน้อยในบริบทต่างๆ และใช้แนวทางที่สังคมมนุษย์ (และชาวเมืองโยฮันเนสเบิร์ก) ปฏิบัติต่อพวกเขาวิพากษ์วิจารณ์ เสียดสี แนวคิดการแบ่งแยกและปัญหามากมายเหล่านั้นอีกทอดหนึ่ง</p>
<p>คนกลุ่มน้อย มักมีพฤติกรรม ความเชื่อ ความคิด ที่แตกต่างกับคนหมู่มาก (ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นคนกลุ่มน้อย)</p>
<p>คนกลุ่มน้อย มักเป็นผู้มาเยือน เป็นผู้อยู่ด้านล่าง เป็น underdog ในสังคมนั้นๆ ดังนั้นพวกเขาจึงมีช่องทางหรือโอกาสในการพัฒนาตนเองเพื่อมี “คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า” น้อยกว่าคนหมู่มากเสมอ</p>
<p>คนกลุ่มน้อย มักเริ่มก่อปัญหาที่คนหมู่มากไม่เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงทำเช่นนั้น ไม่นับความไม่เข้าใจในวิถีชีวิต วิธีคิด ความเชื่อ ความหวัง รสนิยม ฯลฯ ที่คนหมู่มากดูจะไม่ค่อยเข้าใจ และน้อยคนนักจะอยากเข้าใจ</p>
<p>ในทางกลับกัน</p>
<p>คนหมู่มาก ก็มองไม่เห็นเหตุอันใดที่จะต้องทำความเข้าใจคนกลุ่มน้อย  (ขนาดพวกข้าฯ เป็นคนเหมือนกัน ยังไม่ค่อยเข้าใจกันเลย ทำไมจะต้องไปพยายามเข้าใจเอ็งให้เหนื่อยไปอีก)</p>
<p>คนหมู่มาก ไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องให้โอกาสพวกเขามากเกินไป (ก็พวกข้าฯบางคนยังอดอยากกันอยู่เลย จะให้พวกเอ็งกินดีอยู่ดีกว่าได้อย่างไร)</p>
<p>และที่สำคัญ คนหมู่มาก เชื่อเสมอว่าท้ายสุดแล้ว คนกลุ่มน้อย เป็นเพียงผู้มาเยือน มาพัก มาอาศัย พวกเขาควรสำนึกความจริงข้อนี้ไว้ให้ดี (ก็มันอยู่บ้านข้าฯ มันจะทำตัวเหมือนอยู่บ้านมันได้อย่างไรเล่า)</p>
<p>ชนเผ่าพื้นเมือง ชนกลุ่มน้อย (ในประเทศแถบนี้) คนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ชาวยิวในสงครามโลกครั้งที่สอง กลุ่มคนผิวดำ หรือกระทั่งเอเลี่ยนจากนอกโลก &#8211; ไม่ว่าตัวละครจะเป็นใคร ดูเหมือนเรื่องราวข้างต้นจะเป็น “พล็อตอมตะ” อยู่เสมอ</p>
<p>และเมื่อปัญหาอมตะข้างต้นเริ่มก่อตัว เทคนิค หรือ แทกติก ต่างๆที่จะตามมาก็มักเป็นไปในทิศทางเดียวกันให้เห็นอยู่บ่อยๆ</p>
<p>คนหมู่มาก ต้องหาหนทาง “จำแนก” คนกลุ่มน้อย ออกจากคนธรรมดาทั่วไป</p>
<p>คนหมู่มาก ต้องหาหนทาง “จำกัดบริเวณ” คนกลุ่มน้อย</p>
<p>คนหมู่มาก ต้องหาหนทางสร้างเงื่อนไขทาง “กฏหมาย” ขึ้นมาให้เกิดความชอบธรรมในการแบ่งแยก และสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้อย่าง “ดูดี” ซึ่งท้ายสุดแล้ว กฏหมาย ก็มักกลายเป็นข้ออ้างให้คนหมู่มาก ใช้ความรุนแรงต่อคนกลุ่มน้อยได้อยู่เสมอ ทั้งที่คนกลุ่มน้อยไม่เคยมีโอกาสร่วมเขียนกฏหมาย และไม่เคยมีช่องทางอื่นในการต่อสู้ดิ้นรน นอกจากการโดนบีบให้ทำผิดกฏหมาย</p>
<p>นอกจากนั้น โลกมักพบกลุ่ม “คนหมู่มาก” บางพวก ที่มักแสวงหาผลประโยชน์จากการมี “คนกลุ่มน้อย” อยู่ในสังคม ดังชาวไนจีเรีย (สมมติ) ที่เห็นในภาพยนตร์ ทำมา ค้าขาย กับเหล่ามนุษย์ต่างดาว โดยมีผลประโยชน์มากมายเป็นการตอบแทน เช่นเดียวกับ “คนขาว” บางคนที่ขายยาเสพติดให้คนดำ และนาซีหลายคนที่มียิวไว้ใช้เยี่ยงทาสในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง</p>
<p>นอกจากประเด็นทางสังคม สิทธิมนุษยชน และ กฏหมาย ที่ถูกเสียดสีวิพากษ์วิจารณ์แล้ว District 9 ยังแอบวิพากษ์วิจารณ์ความเชื่อแห่งอำนาจของวิทยาศาตร์อีกด้วย</p>
<p>ดูเผินๆ ความต้องการ “แขนพิเศษ” ของพระเอกนั้นอาจเป็นเพียงความละโมบ หรือ ความชั่วส่วนบุคคลของตัวละครบางตัว</p>
<p>แต่หากดูหนังเรื่องนี้ให้ดีๆจะพบว่า ความต้องการ “แขนพิเศษ” และ “อาวุธต่างดาว” นั้น ไม่ได้ตั้งอยู่ลอยๆบนความกระหายอำนาจเพียงอย่างเดียว หากเป็นไปเพราะฐานความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์และความรู้ คือสิ่งสำคัญสูงสุด และยังเป็นหนทางที่สามารถนำไปสู่อำนาจอันสูงสุดได้</p>
<p>ตัวอย่างความคิดเรื่องนี้ คือการ “มอง” พระเอกที่กลายพันธุ์เป็นเพียง “วัตถุทดลอง” (Experimental Subject) เท่านั้น ดังนั้นชีวิตและจิตใจของพระเอก จึงไม่มีทางจะสำคัญไปกว่าองค์ความรู้อันยิ่งใหญ่ที่จะเปิดเผยต่อโลกวิทยาศาสตร์และมวลมนุษยชาติต่อไปในภายภาคหน้า แถมความรู้ที่ว่านั้นยังจะนำพาอำนาจมหาศาลมามอบให้อีกต่อหนึ่ง</p>
<p>ว่าแล้วก็ลงมือ “ผ่า” หัวใจพระเอกออกมาดูกันเถิด จะได้รู้กันว่าโครโมโซมมนุษย์นั้นหลอมรวมข้ามสายพันธุ์ได้อย่างไรหนอ ความจริงข้อนี้สำคัญมากเพราะเมื่อรู้แล้วก็ย่อมเอาไปพัฒนาต่อยอดเพื่อให้คนอื่นหลอมรวมได้บ้าง จะได้ยิงปืนเอเลี่ยนกันได้ทุกผู้คน</p>
<p>ฉากที่ทำออกมาได้ประทับใจมาก และเป็นฉากแสดงการ “แดกดัน” วิทยาศาสตร์ได้ดียิ่งคือฉากที่พระเอกกำลังจะโดนหมอผีชาวไนจีเรีย “ผ่าหัวใจ” เช่นเดียวกับที่เกือบโดนนักวิทยาศาสตร์ผ่าหัวใจไปตอนต้นเรื่อง</p>
<p>หนังเสียดสีความโง่งมงายของชาวไนจีเรียแทบทั้งเรื่อง สร้างภาพให้เห็นว่าเป็นกลุ่มคนบ้าอำนาจ ดิบ เถื่อน ไร้ศีลธรรม ไร้ความศิวิไลซ์ใดๆทั้งสิ้น แต่เมื่อมีโอกาส หนังแสดงให้เราเห็นอย่างจงใจแบบขั้นต่อขั้นเลยว่าท้ายสุดแล้ว ไม่ว่า “หมอผี” หรือ “นักวิทยาศาตร์” ต่างก็ลุ่มหลงในอำนาจของเอเลี่ยนอย่างดิบ เถื่อน ด้วยกันทั้งนั้น</p>
<p>จะต่างกันก็เพียงวิทยาศาสตร์เชื่อในอำนาจของโครโมโซม ขณะที่หมอผีเชื่อในอำนาจของการดื่มเลือดสดๆ</p>
<p>โดยสรุปแล้ว District 9 เป็นหนังที่ดีมากเรื่องหนึ่ง มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่ขัดใจ ขัดอารมณ์อยู่บ้าง นั่นคือการทำหนังออกมาแบบกึ่งสารคดี</p>
<p>หลายคนอาจตื่นเต้นกับแนวทางแบบนี้ แต่โดยส่วนตัวแล้วสำหรับเนื้อเรื่องของ District 9 ผมเห็นว่าการทำออกมาในแนวกึ่งสารคดียังดู “แปลกแยก” ต่อภาพรวมของหนังอยู่มาก ยังดูไม่เรียบเนียน ซึ่งส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะเนื้อเรื่องที่ไม่เอื้อให้สร้างเป็น “สารคดี” ได้เรียบเนียนตลอดทั้งเรื่อง (ตัวอย่างหนังที่เล่าเรื่องผ่านกล้องของตัวละครได้ดีมากๆคือ Cloverfield)</p>
<p>ในช่วงต้นเรื่อง หนังจงใจให้มีการพูดถึง “ตากล้อง” ที่เป็นผู้ถ่ายภาพหลายครั้ง แต่เมื่อเนื้อเรื่องผ่านไป ตากล้องผู้นั้นก็หายไปอย่างไม่มีเรื่องราวมารองรับ หลายครั้งที่เราไม่อาจเชื่อได้ว่าเป็นภาพที่เห็นมาจากฟุตเทจ หรือเป็นเรื่องเล่าจากคนที่สาม และมีหลายตอนที่ดูจากมุมกล้องแล้ว แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นฟุตเทจ (แม้หลายครั้งจะจงใจใช้ภาพจากกล้องวงจรปิดมาช่วยเสริมก็ตาม)</p>
<p>ท้ายสุด ทั้งที่หนังดูจะลืมความเป็น “กึ่งสารคดี” ไปแล้วตั้งแต่กลางเรื่อง หนังหันกลับมาย้ำความเป็นสารดีอีกครั้ง ด้วยคำอธิบายภาพสุดท้ายของพระเอกก่อนหายสาบสูญว่าเป็น “ฟุตเทจสุดท้ายที่มีการค้นพบ” – ผมคิดว่ามันดูเป็นทางออกที่ง่ายไปหน่อย</p>
<p>ความเป็นไปได้เชิงบวกเพียงอย่างเดียวในประเด็นนี้ คือผู้สร้าง “จงใจ” ใช้ความเป็นหนังกึ่งสารคดีให้ดู “แปลกแยก” เพื่อเป็นสัญลักษณ์ตอกย้ำถึงประเด็น Alienation อีกทีในภาพรวม</p>
<p>จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ &#8211; ไม่มีใครรู้แน่ &#8211; แต่หากเป็นความตั้งใจจริงของผู้สร้าง ก็ต้องขอคาราวะผู้สร้างสักหนึ่งจอกใหญ่</p>
<p style="text-align: center;"><img class="size-full wp-image-1020 aligncenter" title="District 9" src="http://www.0bserver.com/wp-content/uploads/2009/09/alg_district-9.jpg" alt="District 9" width="450" height="281" /></p>
<p>หากสังเกตให้ดี ตัวละครแทบทุกตัวในเรื่องนี้ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ล้วนมีเหตุผลที่ “ฟังขึ้น” สำหรับการกระทำของตนเองแทบทั้งนั้น</p>
<p>ทหารหาญที่ดูกระหายเลือด ก็กระหายเลือดเพื่อชาติ เพื่อสันติสุขของมนุษย์ และเพื่อต่อต้านการครอบงำจากพวกมัน</p>
<p>ตำรวจก็ทำไปเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิของกฏหมาย</p>
<p>นักวิทยาศาตร์ที่ดูไร้จิตใจ ก็ทำไปเพื่อองค์ความรู้อันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ จะมีกี่ครั้งกันเชียวที่โลกจะมีโอกาสได้ศึกษามนุษย์ต่างดาวอย่างใกล้ชิดเพียงนี้</p>
<p>ชาวไนจีเรียที่ดูไร้อารยธรรม ก็กระทำไปเพื่อความอยู่รอดของตนเอง ลำพังการเป็นคนดำก็ทำมาหากินลำบากอยู่แล้ว ไหนเลยก็เป็นคนดำที่เอาตัวรอดด้วยการคบหา ค้าขาย กับเอเลี่ยนไม่ดีกว่าหรือ ต่อไปอาจได้พบหนทางแห่งอำนาจจากต่างดาวมาอยู่กับตนเองได้ด้วย</p>
<p>ชาวบ้านร้านตลาด ล้วนเดือดร้อนจากการคุกคามของเอเลี่ยน ยังไม่นับรวมความหวาดกลัวเอเลี่ยนที่อาจใช้กำลังเมื่อไหร่ก็ได้ (เพราะมันแข็งแรงกว่าเรา) จะให้หวังไปพึ่งใครนอกจากรัฐบาล กฏหมาย ทหาร และปืนกล</p>
<p>เอเลี่ยน &#8211; จะให้เดินไปสมัครงานเป็นพนักงานร้านค้าก็ไม่ได้ ไร้ซึ่งหนทางทำมาหากิน ชีวิตที่ไร้อนาคต สภาวะการเป็น “ผู้พักอาศัย” การต้องอยู่แต่ในบริเวณที่จำกัด พูดจากันไม่รู้ภาษา ฯลฯ ดังนั้นการใช้กำลังแย่งชิงทรัพย์สินหรืออาหารจากมนุษย์ หรือกระทั่งการใช้กำลังต่อสู้กับมนุษย์ ย่อมเป็นหนทางรอดเพียงอย่างเดียวที่เผ่าพันธุ์นี้จะมองเห็น</p>
<p>ดูเหมือนเราทุกคน ต่างมีเหตุผลในการแบ่งเขา แบ่งเรา ด้วยกันทั้งนั้น</p>
<p>แล้วอะไรทำให้ธรรมชาติของเราเป็นเช่นนี้ ?</p>
<p>บางทีอาจเป็นเพราะมนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ &#8220;อ่อนแอ&#8221; ทั้งร่างกายและจิตใจ</p>
<p>มนุษย์ไม่มีเขี้ยวเล็บไว้ต่อสู้ ไม่มีขนที่หนาปกคลุมร่างกาย ไม่มีกำลังเรี่ยวแรงจะสู้กับอะไรได้สักอย่างด้วยตัวเอง แถมยังไม่มีความเร็วไว้หลบหนีเหมือนสัตว์ขนาดเล็ก</p>
<p>ในขณะที่เสือเป็นสัตว์สันโดษ มนุษย์กลับต้อง &#8220;รวมกลุ่ม&#8221; เพื่ออยู่รอด เพื่อสร้างอำนาจเหนือสิ่งอื่นที่ &#8220;แข็งแรง&#8221; กว่าตน</p>
<p>เมื่อการรวมกลุ่มคือหนทางแห่งการอยู่รอด ธรรมชาติจึงพัฒนา &#8220;อัตตา&#8221; ให้สลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น</p>
<p>จาก &#8220;ตัวกู&#8221; เพียงคนเดียว (ซึ่งเอาตัวไม่รอดแน่ๆ) ก็เปลี่ยนเป็น &#8220;ครอบครัวกู&#8221;<br />
ขยายเพิ่มเป็น &#8220;เพื่อนกู&#8221; เป็น &#8220;บ้านกู&#8221; เป็น &#8220;เมืองกู&#8221; เป็น &#8220;สังคมของกู&#8221; เป็น &#8220;ประเทศของกู&#8221;</p>
<p>และใน District 9 – คือ &#8220;โลกของกู&#8221;</p>
<p>มนุษย์ดูจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่เก่งกาจอย่างเหลือเชื่อในการสรรหาเงื่อนไขแห่งการแบ่งแยก ไม่ว่าจะเป็นเชื้อสาย เผ่าพันธุ์ เส้นแบ่งพื้นดิน (ที่สมมติขึ้น) สีผิว ศาสนา เพศ ฐานะทางเศรษฐกิจ ความเชื่อทางการเมือง หรือกระทั่งสีเสื้อที่สวมใส่</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ &#8220;พล็อตอมตะ&#8221; อย่างที่เห็นในหนัง District 9 จึงดูจะไม่มีทางหมดไปจากโรงละครของมนุษย์ ไม่ว่าจะอีกกี่ปีผ่านไป โลกแห่งการแสดงก็จะมีพล็อตเช่นนี้ให้ได้ใช้อยู่เสมอ หากเพียงแต่เปลี่ยนบริบทของเรื่องราวไปเท่านั้น</p>
<p>เช่นเดียวกับความรุนแรง การแบ่งแยกเขา-เรา ความไม่เข้าใจ ความขลาด ความขัดแย้ง และการปะทะกันระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ก็ดูจะไม่มีวันหมดไปเช่นกัน</p>
<p>ดังที่ใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า <strong>โลกนี้ไม่เคยใหญ่พอสำหรับตัวกูและพวกกู</strong></p>
<p>สิ่งที่จะทำให้โลกนี้ใหญ่พอให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ จึงไม่ใช่วิทยาศาสตร์แห่งการเร่งพัฒนาทรัพยากรให้เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ระบบเศรษฐกิจที่มุ่งให้ทุกคนร่ำรวยกันถ้วนหน้า ไม่ใช่ระบบกฏหมายที่เที่ยงตรงเป็นธรรม และไม่ใช่หลักการจัดการอำนาจการปกครองลัทธิใดเป็นพิเศษ</p>
<p>หากแต่เป็นหลักคิดใดๆก็ตาม ที่มุ่งให้ทุกคนเห็นแก่ตัวให้น้อยลง เห็นแก่ผู้อื่นให้มากขึ้น หรือท้ายสุดแล้ว ไม่มีแม้คำว่าตัวเราและผู้อื่น เช่นที่เจ้าชายชาวยิวสอนไว้ว่าเมื่อใดถูกตบแก้มซ้าย ให้ยื่นแก้มขวาให้ตบด้วย หรือที่เจ้าชายจากชมพูทวีปสอนไว้ว่า ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงสิ่งสมมติ ไม่สมควรแก่การยึดติดเป็นเจ้าของ</p>
<p>สิ่งที่น่าเศร้ามีเพียงอย่างเดียวคือ ดูเหมือนมนุษย์จะไม่สามารถเดินตามหลักคิดเช่นนั้นได้ ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด</p>
<p>หลายคนบอกว่า District 9 คือหนังการเมือง</p>
<p><strong>ผมว่าหนังเรื่องนี้คือหนังธรรมะ &#8230;</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.0bserver.com/?feed=rss2&amp;p=1010</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Sea Sand Sun</title>
		<link>http://www.0bserver.com/?p=999</link>
		<comments>http://www.0bserver.com/?p=999#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 26 Sep 2009 17:45:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>An Observer</dc:creator>
				<category><![CDATA[My Travel]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.0bserver.com/?p=999</guid>
		<description><![CDATA[หลายวันก่อนแอบหนีไปพักผ่อนมาเล็กน้อย
โชคดีมากที่ได้เจอวัน​ &#8220;ฟ้าเป็นใจ&#8221; บ้าง (แม้จะไม่กี่วัน)
เพราะนานมากแล้วที่ไม่ได้เจอฟ้าใสๆอย่างนี้
ทริปนี้เป็นทริปสั้นๆ
แอบหนีงาน &#8211; หนีแทบทุกอย่าง &#8211; ไปเป็นชาวเกาะอยู่คนเดียว
เป็นอีกครั้งที่ ท้องฟ้า สายลม และแสงแดด
ช่วยยืนยันอีกครั้งว่าเรา &#8220;มีความสุข&#8221; ได้ไม่ยากอย่างที่คิด
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>หลายวันก่อนแอบหนีไปพักผ่อนมาเล็กน้อย<br />
โชคดีมากที่ได้เจอวัน​ &#8220;ฟ้าเป็นใจ&#8221; บ้าง (แม้จะไม่กี่วัน)<br />
เพราะนานมากแล้วที่ไม่ได้เจอฟ้าใสๆอย่างนี้</p>
<p>ทริปนี้เป็นทริปสั้นๆ<br />
แอบหนีงาน &#8211; หนีแทบทุกอย่าง &#8211; ไปเป็นชาวเกาะอยู่คนเดียว<br />
เป็นอีกครั้งที่ ท้องฟ้า สายลม และแสงแดด<br />
ช่วยยืนยันอีกครั้งว่าเรา &#8220;มีความสุข&#8221; ได้ไม่ยากอย่างที่คิด</p>

<div class="ngg-galleryoverview" id="ngg-gallery-10-999">


	
	<!-- Thumbnails -->
		
	<div id="ngg-image-212" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s01.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s01" alt="s01" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s01.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-213" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s02.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s02" alt="s02" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s02.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-214" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s03.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s03" alt="s03" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s03.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-215" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s04.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s04" alt="s04" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s04.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-216" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s05.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s05" alt="s05" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s05.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-217" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s06.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s06" alt="s06" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s06.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-218" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s07.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s07" alt="s07" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s07.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-219" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s08.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s08" alt="s08" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s08.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-220" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s09.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s09" alt="s09" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s09.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-221" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s10.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s10" alt="s10" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s10.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-222" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s11.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s11" alt="s11" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s11.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-223" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s12.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s12" alt="s12" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s12.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 		
	<div id="ngg-image-224" class="ngg-gallery-thumbnail-box"  >
		<div class="ngg-gallery-thumbnail" >
			<a href="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/s13.jpg" title=" " class="shutterset_seasandsun" >
				<img title="s13" alt="s13" src="http://www.0bserver.com/wp-content/gallery/seasandsun/thumbs/thumbs_s13.jpg" width="100" height="75" />
			</a>
		</div>
	</div>
	 	 	
	<!-- Pagination -->
 	<div class="ngg-clear">&nbsp;</div> 	
</div>


]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.0bserver.com/?feed=rss2&amp;p=999</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จากการเพิ่มผลผลิต สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม</title>
		<link>http://www.0bserver.com/?p=995</link>
		<comments>http://www.0bserver.com/?p=995#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Sep 2009 17:31:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>An Observer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Invisible Hand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.0bserver.com/?p=995</guid>
		<description><![CDATA[สังคมมนุษย์ในวันนี้ ดูจะไม่สนใจแข่งกันใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด ให้ดีที่สุด เหมือนก่อน
หากแต่กำลังแข่งกันสร้าง &#8220;ความพึงพอใจ&#8221; ระหว่างกันและกันแทน
 มือที่(ลอง)มองให้เห็น : จากการเพิ่มผลผลิต สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม
เนื่องด้วยโดนมรสุมในชีวิตซัดเข้ามาติดๆกันหลายลูก ทำให้การเขียน &#8220;มือที่(ลอง)มองให้เห็น&#8221; ขาดช่วงไปกว่าเดือนครึ่ง
ถึงตอนนี้ก็ได้ส่งงานประจำเดือน &#8220;กันยายน&#8221; ไปเป็นที่เรียบร้อย
เชิญตามไปอ่านกันได้ที่ โอเพ่น​ออนไลน์ เช่นเคยครับ
เรื่องที่อยากเขียนถึงครั้งนี้เป็น​ &#8220;ตอนแรก&#8221; ของชุดความคิดรวมๆที่อยากเขียนถึง &#8220;ระบบทุนนิยม / วัตถุนิยม&#8221; ในปัจจุบัน
ถ้าคาดไว้ไม่ผิดน่าจะต่อเนื่องกันไปซัก 3-4 ตอนจบ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็จะพยายามสรุปใจความให้จบในตอนไปด้วยใครคราวเดียว
ลองอ่านดูเรื่อยๆ
ชอบไม่ชอบอย่างไร ติชมได้ที่นี่เช่นเคยครับ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<blockquote><p>สังคมมนุษย์ในวันนี้ ดูจะไม่สนใจแข่งกันใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด ให้ดีที่สุด เหมือนก่อน<br />
หากแต่กำลังแข่งกันสร้าง &#8220;ความพึงพอใจ&#8221; ระหว่างกันและกันแทน</p>
<p><em> มือที่(ลอง)มองให้เห็น : </em><a href="http://www.onopen.com/sarujt/09-09-09/5004" target="_blank">จากการเพิ่มผลผลิต สู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม</a></p></blockquote>
<p>เนื่องด้วยโดนมรสุมในชีวิตซัดเข้ามาติดๆกันหลายลูก ทำให้การเขียน &#8220;มือที่(ลอง)มองให้เห็น&#8221; ขาดช่วงไปกว่าเดือนครึ่ง</p>
<p>ถึงตอนนี้ก็ได้ส่งงานประจำเดือน &#8220;กันยายน&#8221; ไปเป็นที่เรียบร้อย<br />
เชิญตามไปอ่านกันได้ที่ <a href="http://www.onopen.com/sarujt/09-09-09/5004" target="_blank">โอเพ่น​ออนไลน์ </a>เช่นเคยครับ</p>
<p>เรื่องที่อยากเขียนถึงครั้งนี้เป็น​ &#8220;ตอนแรก&#8221; ของชุดความคิดรวมๆที่อยากเขียนถึง &#8220;ระบบทุนนิยม / วัตถุนิยม&#8221; ในปัจจุบัน<br />
ถ้าคาดไว้ไม่ผิดน่าจะต่อเนื่องกันไปซัก 3-4 ตอนจบ แต่ในเวลาเดียวกัน ก็จะพยายามสรุปใจความให้จบในตอนไปด้วยใครคราวเดียว</p>
<p>ลองอ่านดูเรื่อยๆ<br />
ชอบไม่ชอบอย่างไร ติชมได้ที่นี่เช่นเคยครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.0bserver.com/?feed=rss2&amp;p=995</wfw:commentRss>
		<slash:comments>2</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความไม่สะดวกของนักท่องเที่ยว</title>
		<link>http://www.0bserver.com/?p=988</link>
		<comments>http://www.0bserver.com/?p=988#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 06 Sep 2009 06:13:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>An Observer</dc:creator>
				<category><![CDATA[Social & Politics]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.0bserver.com/?p=988</guid>
		<description><![CDATA[ผมเคยคิดว่าบ้านเมืองเรามีเรื่องแปลกประหลาด หัวเป็นหาง หางเป็นหัว อยู่หลายเรื่อง แต่ทุกครั้งที่เชื่อเช่นนี้และเริ่มทำใจ &#8220;อยู่กับมัน&#8221; ไปวันๆได้ ก็มักมีเรื่องแปลกๆที่ฟังแล้วมึนๆโผล่ขึ้นมาได้ทุกครั้ง
วันนี้อดไม่ได้ ต้องขอเขียน(บ่น) ถึงเรื่อง &#8220;จระเข้เขาใหญ่&#8221; เสียหน่อย
จากรายงานข่าวในสื่อกระแสหลัก (อันแสนหน่อมแน้มสไตล์ไท๊ย ไทย เช่นเดียวกับ SMS ที่วิ่งบนหน้าจอ) ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้คนล้วนตื่นตระหนกกับข่าวการพบจระเข้ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แถบเส้นทางศึกษาธรรมชาติระหว่างเส้นทางกางเต๊นท์ผากล้วยไม้ ไปยังน้ำตกเหวสุวัต กันเป็นอย่างยิ่ง
เช้าวันหนึ่งระหว่างขับรถไปทำงาน ผมได้โอกาสฟังสื่อมวลชนจับไมค์ทิ่มปาก นายมาโนช การพนักงานหน.อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อสัมภาษณ์ถึง &#8220;แนวทางแก้ไขปัญหา&#8221; ที่จะดำเนินการต่อไป

ฟังแล้วสงสารคุณมาโนชจับใจ – พี่เค้าก็ชี้แจงถึงพฤติกรรมในธรรมชาติของจระเข้ในรายละเอียด เล่าให้ฟังว่าพอทราบมาบ้างสักสองปีแล้วว่าเขาใหญ่มีจระเข้ และตอนนี้ (เนื่องจากคนกรุงเทพตื่นตูมกันมาก) เลยได้จัดทำป้ายประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังเป็นที่เรียบร้อย
นักข่าวยิงคำถามต่อว่า – คุณรู้มานานแล้ว ทำไมไม่จับจระเข้เสียล่ะ
คุณมาโนช ได้แต่ตอบอ้ำๆอึ้งๆ ได้แต่ตอบไปว่า – ยังไม่เคยมีรายงานจระเข้ทำร้ายนักท่องเที่ยว
เท่านั้นเอง &#8230;
หลังจากวางสายสัมภาษณ์สดไป พี่มาโนช ก็กลายเป็นเหยื่อรายการ &#8220;เล่าข่าว&#8221; อย่างที่ไม่มีโอกาสจะโต้แย้งได้
สื่อพากันวิพากษ์วิจารณ์ แบบอ้อมๆ (ให้ฟังดูเหมือนคุยข่าว แต่จริงๆสอดไส้ความเห็นหน่อมแน้มของตัวเองเข้าไปเกือบทั้งหมด) ทำนองว่า รู้มานานแล้วทำไมไม่จับจระเข้ ไม่จับเพียงเพื่อเหตุผลว่ามันไม่เคยทำร้ายคนน่ะหรือ แล้วจะต้องรอให้คนตายก่อนหรือถึงจะจับ ฯลฯ
พิธีกรชื่อดังถึงขั้นเปรียบว่า &#8220;เหมือนบอกว่าเจอผี [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเคยคิดว่าบ้านเมืองเรามีเรื่องแปลกประหลาด หัวเป็นหาง หางเป็นหัว อยู่หลายเรื่อง แต่ทุกครั้งที่เชื่อเช่นนี้และเริ่มทำใจ &#8220;อยู่กับมัน&#8221; ไปวันๆได้ ก็มักมีเรื่องแปลกๆที่ฟังแล้วมึนๆโผล่ขึ้นมาได้ทุกครั้ง</p>
<p>วันนี้อดไม่ได้ ต้องขอเขียน(บ่น) ถึงเรื่อง &#8220;จระเข้เขาใหญ่&#8221; เสียหน่อย</p>
<p>จากรายงานข่าวในสื่อกระแสหลัก (อันแสนหน่อมแน้มสไตล์ไท๊ย ไทย เช่นเดียวกับ SMS ที่วิ่งบนหน้าจอ) ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้คนล้วนตื่นตระหนกกับข่าวการพบจระเข้ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แถบเส้นทางศึกษาธรรมชาติระหว่างเส้นทางกางเต๊นท์ผากล้วยไม้ ไปยังน้ำตกเหวสุวัต กันเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>เช้าวันหนึ่งระหว่างขับรถไปทำงาน ผมได้โอกาสฟังสื่อมวลชนจับไมค์ทิ่มปาก นายมาโนช การพนักงานหน.อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เพื่อสัมภาษณ์ถึง &#8220;แนวทางแก้ไขปัญหา&#8221; ที่จะดำเนินการต่อไป</p>
<p><img src="http://www.0bserver.com/wp-content/uploads/2009/09/kaoyai01.jpg" alt="kaoyai01" title="kaoyai01" width="512" height="384" class="alignnone size-full wp-image-990" /></p>
<p>ฟังแล้วสงสารคุณมาโนชจับใจ – พี่เค้าก็ชี้แจงถึงพฤติกรรมในธรรมชาติของจระเข้ในรายละเอียด เล่าให้ฟังว่าพอทราบมาบ้างสักสองปีแล้วว่าเขาใหญ่มีจระเข้ และตอนนี้ (เนื่องจากคนกรุงเทพตื่นตูมกันมาก) เลยได้จัดทำป้ายประกาศเตือนนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังเป็นที่เรียบร้อย</p>
<p>นักข่าวยิงคำถามต่อว่า – คุณรู้มานานแล้ว ทำไมไม่จับจระเข้เสียล่ะ</p>
<p>คุณมาโนช ได้แต่ตอบอ้ำๆอึ้งๆ ได้แต่ตอบไปว่า – ยังไม่เคยมีรายงานจระเข้ทำร้ายนักท่องเที่ยว</p>
<p>เท่านั้นเอง &#8230;<br />
หลังจากวางสายสัมภาษณ์สดไป พี่มาโนช ก็กลายเป็นเหยื่อรายการ &#8220;เล่าข่าว&#8221; อย่างที่ไม่มีโอกาสจะโต้แย้งได้</p>
<p>สื่อพากันวิพากษ์วิจารณ์ แบบอ้อมๆ (ให้ฟังดูเหมือนคุยข่าว แต่จริงๆสอดไส้ความเห็นหน่อมแน้มของตัวเองเข้าไปเกือบทั้งหมด) ทำนองว่า รู้มานานแล้วทำไมไม่จับจระเข้ ไม่จับเพียงเพื่อเหตุผลว่ามันไม่เคยทำร้ายคนน่ะหรือ แล้วจะต้องรอให้คนตายก่อนหรือถึงจะจับ ฯลฯ</p>
<p>พิธีกรชื่อดังถึงขั้นเปรียบว่า &#8220;เหมือนบอกว่าเจอผี ยังไม่ปราบ เพราะผีไม่เคยหลอก&#8221; – ไปโน่น !!</p>
<p>ข่าวล่าสุด ทีมงานที่เขาใหญ่คงจะทนแรงกดดันจากกรุงเทพฯไม่ไหว เลยตั้งทีมเฉพาะกิจออกไล่ล่า เสาะหา จระเข้จนพบแล้ว</p>
<p><img src="http://www.0bserver.com/wp-content/uploads/2009/09/kaoyai02.jpg" alt="kaoyai02" title="kaoyai02" width="512" height="384" class="alignnone size-full wp-image-991" /></p>
<p><a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1252147891&#038;grpid=02&#038;catid=no" target="_blank">http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1252147891&#038;grpid=02&#038;catid=no</a></p>
<p>…&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>ฟังข่าวพวกนี้แล้วก็ตลกปนสมเพชมากนะครับ</p>
<p>ผมไม่เข้าใจว่าเราจะไปเดือดร้อนอะไรกันหนักหนากับจระเข้ที่อยู่ใน &#8220;ป่า&#8221; สองตัว</p>
<p>ป่า ไม่ใช่ป่าธรรมดา – เป็นป่าขนาดใหญ่ระดับภูมิภาค แถมยังเป็นมรดกโลกอีกด้วยซ้ำ</p>
<p>ก็เขาอยู่ใน &#8220;บ้าน&#8221; ของเขา แล้วเราจะไปยุ่งกับเขาทำไม </p>
<p>ผมฟังน้ำเสียงเจ้าหน้าที่อุทยานแล้วก็เดาว่าแกคงสงสัยไม่แพ้กันว่าจะให้(กู)ไปจับจระเข้ทำไมเหรอ</p>
<p>ถ้าจะจับ – จะจับด้วยข้อหาอะไร จับไปทำไม จับแล้วจะย้ายไปแก่งกระจาน ? &#8211; ถ้าเช่นนั้นต้องตามจับช้างป่า เสือ กระทิง ลิง ค่าง บ่าง ชะนี กันให้หมดป่าเลยดีไหม</p>
<p>ก็เราสร้างเขต &#8220;อุทยานแห่งชาติ&#8221; ขึ้นเพื่อให้เป็น &#8220;บ้าน&#8221; ของสัตว์ป่ามิใช่หรือ แล้วเราจะไปจับเขาในบ้านของเขาทำไมกัน</p>
<p>หรือผมเองที่เข้าใจผิด ไม่เข้าใจกระแสความคิดของสังคมไทย – บางทีอุทยานแห่งชาติ อาจตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญของมนุษย์ ตั้งไว้ทำรีสอร์ท ตั้งให้ทำสนามกอล์ฟล้อมรอบ ตั้งขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เพิ่มเงินในระบบเศรษฐกิจชาติไทยอันยิ่งใหญ่เรืองรอง (ไชโย)</p>
<p>อันที่จริงถ้าฟังข่าวตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาให้ดี จะพบว่าเราไม่ได้สนใจกันหรอกว่าจับจระเข้แล้วจะเอาไปไหน </p>
<p>เราสนใจอย่างเดียวว่าจับไปให้พ้นจากเขาใหญ่ จับไปให้พ้นจากจุดท่องเที่ยวที่พวกเรานิยมไปกัน แค่นั้นพอ</p>
<p>เหตุผลง่ายๆคือ &#8220;เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว&#8221;</p>
<p>…&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;..</p>
<p>ฟังเรื่องนี้แล้วผมนึกถึงอุทยานแห่งชาติที่อเมริกา – โยเซมิติ อันโด่งดัง</p>
<p>ก่อนจะเล่าต่อไป ต้องบอกไว้ก่อนว่า &#8220;สำนึกรักษ์ธรรมชาติ&#8221; ของฝรั่ง ก็ไม่ได้เลิศเลอวิเศษเป็นเทพเจ้ากว่าคนเอเชียสักเท่าไหร่นัก คนอเมริกันยุคบุกเบิกฆ่าสัตว์ท้่องถิ่นตายไปมากมายเพื่อเป็นอาหาร พวกเขาฆ่าไบซันจนเกือบสูญพันธุ์เพียงเพราะต้องการลดจำนวนอาหารของ อินเดียแดง ผู้เป็นเจ้าของพื้นที่เดิม</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อพวกเขาเรียนรู้จะตั้ง &#8220;อุทยานแห่งชาติ&#8221; ขึ้น พวกเขาก็สำนึกกันดีว่ามันถูกตั้งขึ้นให้เป็น &#8220;บ้าน&#8221; ของสัตว์ป่า นั่นหมายถึงว่า พวกเขายิงทิ้งสัตว์ได้อย่างสบายใจหากพวกมันบังเอิญเดินหลุดออกมานอกเขตอุทยาน แต่ในทางกลับกัน พวกเขาไม่มีสิทธิใดๆที่จะไปยุ่งกับสัตว์ป่าในป่า</p>
<p>สิ่งที่นักท่องเที่ยวในโยเซมิติได้รับคำเตือนอย่างจริงจังที่สุด คือต้องระมัดระวัง &#8220;หมี&#8221;</p>
<p>คนที่ไปค้างในโยเซมิติ จะไม่สามารถนำอาหาร ยาสีฟัน หรือกระทั่งน้ำดื่ม ทิ้งค้างไว้ในรถได้เลย ทุกคนจะต้องนำสิ่งเหล่านี้ (ที่ว่ากันว่ามีกลิ่นแรงพอจะล่อหมีป่าให้เข้ามาหา) ไปเก็บไว้ในล็อกเกอร์มิดชิดทุกคืน</p>
<p>ทางอุทยานประกาศชัดเจนว่าหากไม่ปฏิบัติตาม หมีอาจเข้ามาคุ้ยหาอาหารในบริเวณลานจอดรถ ทุบทำลายรถยนต์ของท่านได้ ซึ่งจะไม่มีใครรับผิดชอบ</p>
<p>ผมไปเที่ยวมาแล้วรู้สึก &#8220;ลำบาก&#8221; มากเลยนะครับ – จะอาบน้ำทีนึงต้องเดินไปล็อกเกอร์ จากนั้นเอาของไปเก็บในล็อกเกอร์ ตอนเช้าก่อนขับรถออกไปเที่ยวต้องขนของจากล็อกเกอร์ขึ้นรถ ตกเย็นขนลงจากรถ ทำอย่างนี้ทุกวัน</p>
<p>อุทยานแห่งชาติ มีหน้าที่สร้างความมั่นคงให้กับชีิวิตสัตว์ป่าและพืชพันธุ์  ไม่ได้มีหน้าที่สร้าง &#8220;ความสะดวก&#8221; ให้นักท่องเที่ยว</p>
<p>ถ้าจะมีสักอย่างที่ควรทำ ก็ควรเป็นการบริการความสะดวกและความปลอดภัย &#8220;ตามความเหมาะสม&#8221; ก็พอ และอันที่จริง ผมคิดว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีระบบบริหารจัดการที่ทันสมัยมากเกินไปแล้วเสียด้วยซ้ำ</p>
<p>ความเสี่ยงที่จะเจอสัตว์ป่า ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่คุณต้องแบกรับ ถ้ารักจะไปเที่ยวป่า </p>
<p>อันที่จริงประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้ &#8220;เป็นเรื่อง&#8221; ในสังคมขึ้นมา ไม่ได้อยู่ที่ประเด็นความปลอดภัยหรืออะไรอื่น</p>
<p>แต่อยู่ที่ &#8220;จริต&#8221; ของสื่อมวลชนและคนกรุงเทพฯ ที่มีโลกทัศน์แคบๆ ไม่เคยรู้ว่าโลกนี้มันกว้างใหญ่กว่าพารากอน เซ็นทรัล หรือทำเนียบรัฐบาล</p>
<p>พอไม่รู้ว่ามันกว้าง ก็ไม่เคยเห็นหัวคนอื่นที่อยู่ร่วมโลก</p>
<p>พอไม่เคยเห็นหัวคนอื่น ก็ไม่เคยมี &#8220;สำนึกของการแบ่งปัน&#8221;</p>
<p>เที่ยวป่า คือการไปเยือน &#8220;บ้าน&#8221; ของเขา </p>
<p>จะไปบ้านใคร ก็ต้องหัดมีมารยาท เกรงใจเจ้าของบ้านเสียบ้าง</p>
<p><strong>ไม่ใช่อยากให้บ้านคนอื่นติดแอร์ พร้อมโฮมเธียร์เตอร์ เหมือนบ้านตัวเองอยู่เสมอ</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.0bserver.com/?feed=rss2&amp;p=988</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
