เขียนโดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
ึคัดลอกจาก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 12-18 มกราคม 2550
ผมไม่เคยอ่านหนังสือเรื่อง “คนไทยในกองทัพนาซี” ของ พ.อ. วิชา ฐิติวฒน์ มาก่อน จนกระทั่งอมรินทร์เพิ่งนำมาพิมพ์ซ้ำเมื่อ 2547 ทั้งๆที่หนังสือเล่มนี้เคยพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 2491 และพิมพ์ต่อมาอีก 2 ครั้ง
ยอมรับเลยครับว่าอ่านรวดเดียวจบอย่างสนใจและสนุก
คุณวิชา ฐิตวัฒน์ ได้ทุนไปเรียนต่อด้านการทหารที่เบลเยียม แล้วไปติดอยู่ในเยอรมันระหว่างสงคราม จึงเปลี่ยนไปเรียนทหารที่เยอรมันแทน จนกลายเป็นนายทหารนาซี และถูกฝ่ายสัมพนธมิตรจับตัวไปกักขังไว้ในค่ายกักกันเชลยศึกหลังสงครามอยู่หลายเดือน
นอกจากได้มีโอกาสมองสงครามโลกครั้งที่สองจากสายตาของเยอรมันบ้างแล้ว ยังเป็นสายตาของคนไทยด้วยกันเองซึ่งไม่ได้เป็นอารยันจึงไม่ได้หลงชาติเยอรมันแบบนาซี แต่ก็เข้าถึงชีวิตจิตใจและมุมมองของประชาชนชาวเยอรมันในช่วงนั้นอย่างลึกซึ้ง เพราะต้องร่วมทุกข์กับเขาอย่างเท่าเทียมกัน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นหนึ่งที่ออกจะประทับใจผมมากก็คือ กลไกทางสังคมและวัฒนธรรมที่เอื้อให้เผด็จการนาซีสามารถควบคุมเยอรมันไว้ได้
ผมขอเล่าเพียงเรื่องเดียวเกี่ยวกับการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในระหว่างสงคราม แค่การปันส่วนเครื่องบริโภคอุปโภคในระหว่างสงครามเรื่องเดียวก็ยุ่งยากน่าดู ถ้าสังคมไหนทำไม่ได้ จะเข้าสงครามให้ได้นานถึง 6 ปีอย่างเยอรมันย่อมเป็นไปไม่ได้
นาซีกำหนดไว้หมดว่าใครจะได้กินเท่าไร เช่น เด็กได้กินมากหน่อย ผู้ใหญ่ที่ทำงานไม่ต้องใช้แรงมากก็กินน้อยหน่อย ส่วนกรรมกรหรือคนที่ต้องใช้แรงกายมากกินมากหน่อย และยังต้องปันส่วนว่าใครควรกินอะไรได้เท่าไหร่ด้วย เช่น เนื้อสัตว์ซึ่งหายากมาก จะแบ่งกันกินอย่างไร แต่ละคนซื้อรองเท้าได้ปีละกี่คู่, เน็คไทกี่เส้น, เสื้อผ้ากี่ชุด, ถุงเท้ากี่คู่, เดินทางได้ไกลเท่าไร ฯลฯ
ปัญหาซึ่งคนที่โตและอยู่เมืองไทยมาตลอดอย่างผมสงสัยทันทีก็คือ ถ้างั้นตลาดมืดก็รุ่งเรืองสิครับ แถมเจ้าหน้าที่คนแจกบัตรปันส่วนหรือพ่อค้าคงรวยกันอื้อซ่า เพราะคนรวยคนมอำนาจจะมานั่งรอกินเนื้อจากบัตรปันส่วนให้เมื่อยทำไม ติดสินบนหรือใช้อำนาจการเมืองและเศรษฐกิจเสียอย่าง อยากกินอยากใช้อะไรก็ย่อมได้ทั้งนั้น
แต่เปล่าเลย คุณวิชาบอกว่าอดอยากหน้าแห้งกันเสมอหน้าทั้งประเทศ ขนาดคุณวิชาซึ่งไม่สูบบุหรี่ ยังสามารถหาของกินของใหช้เพิ่มเติมได้จากบัตรปันส่วนบุหรี่เลย
เขาทำได้อย่างไร เขาทำสองอย่างครับ
อย่างแรกก็คือ คุณวิชาเล่าไว้นิดหนึ่งถึงระบบการควบคุมดูแลของเยอรมัน กล่าวคือ ในทุกหย่อมบ้านหรือแม้แต่ในอพาร์ตเมนต์ก็มีการแบ่งเป็นหย่อมบ้าน จะมีคนที่เป็นหัวหน้ารับผิดชอบในการตรวจตราดูแลคนอื่นไปพร้อมกับการให้บริการที่จำเป็นอื่นๆ และหมอนี่จะรายงานอะไรที่ผิดสังเกตหรือผิดปกติให้แก่เจ้าหน้าที่ อันอาจนำไปสู่การฟ้องร้องและลงโทษอย่างรุนแรงได้
กินไก่ทุวัน ก็ต้องระวังอย่ายิ้มกับหัวหน้าหย่อมบ้านกว้างนักเพราะเศษไก่อาจติดซอกฟันบ่อยเกินไป ทำให้น่าสงสัย
อย่างที่สองมีความสำคัญกว่าอย่างแรกเสียอีก ตามปากคำของคุณวิชาก็คือ “การควบคุมเครื่องอุปโภคบริโภคในเยอรมันกระทำกันอย่างไม่เห็นแก่หน้าผู้ใดทั้งสิ้น ปกติเยรมันเป็นเมืองโซเชียลิสม์อยู่แล้ว ยิ่งประจวบกับอยู่ในสภาพสงคราม หากผู้ใดรับผิดติดละเมิดกฏหมายเป็นได้รับโทษหนัก …"
ถึงจะเป็นสองอย่าง แต่ที่จริงแล้วสองอย่างนี้แยกออกจากกันไม่ได้หรอกนะครับ เพราะถึงจะทุ่มเทสร้างกลไกของรัฐลงไปเพื่อควบคุมประชาชนสักท่าไร หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งข่าวหรือฟ้องร้องผู้ละเมิดกฏหมาย กลไกเหล่านั้นย่อมทำงานไม่ได้ดีแต่แต่งเครื่องแบบอวดกันเท่านั้น
ความร่วมมือจากประชาชนก็ไม่อาจหาได้จากการโฆษณาให้รักกันทางทีวี แต่มีขึ้นได้ก็เพราะประชาชนสำนึกได้อย่างชัดเจนว่าไม่มีอภิสิทธิ์ชนในสังคมตัวเอง ไม่ใช่ทำอย่างนี้ไม่ได้เพราะเราเล็กเกินไปกว่าจะทำได้ถึงใหญ่แค่ไหนก็ทำไม่ได้ทั้งนั้น
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือความเสมอภาคที่เป็นจริงต่างหากที่ทำให้ประชาชนเฝ้าระวังรักษากฏหมาย คือตัวไม่ละเมิดและระวังไม่ให้คนอื่นละเมิดด้วย
และด้วยเหตุดังนั้น สังคมประชาธิปไตยทั้งหลายจึงมีกลไกทางสังคมและวัฒนธรรมที่จะเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จได้ คือจะเป็นเผด็จการจริงๆ ต้องมีกึ๋น ไม่อย่างนั้นก็ได้แต่เอาคนไปยิงกลางเมืองอย่างสฤษดิ์หรือเที่ยวฆ่าตัดตอนคนเป็นพันๆศพโดยที่กฏหมายก็ยังถูกละเมิดเหมือนเดิม
อย่างที่นักเรียนอเมริกาชอบเล่าถึงเรื่องส่งเสียงดังแล้วเพื่อนบ้านมาเตือน ไม่เชื่อก็แจ้งตำรวจทั้งๆที่เพื่อนบ้านนั้นก็แสนดี เคยแบ่งอาหารกันกินเสมอมาก็ตาม ที่แคลิฟอร์เนีย ยามน้ำขาดแคลนรัฐออกกฏหมายห้ามรดน้ำต้นไม้ ใครละเมิดเพื่อนบ้านซึ่งคบกันมา 20 ปี ก็อาจโทรศัพท์ไปแจ้งตำรวจ
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ สถานะแห่งอภิสิทธิ์ชนย่อมทิ่มแทงทุกคนในสังคมที่ยึดถือความเสมอภาค ฉะนั้น จึงน่ารังเกียจและต้องปราม แต่ในเมืองไทยเรากลับนับถืออภิสิทธิ์ชน และอยากเป็นหนึ่งในอภิสิทธิ์ชนมากกว่าเสมอภาคกับคนอื่น
แม้แต่ตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังชื่ออภิสิทธิ์เลย (อันนี้พูดเล่นน่ะครับ)
ในเมืองไทย เราชอบพูดกันถึงระเบียบวินัยทางสังคม และกล่าวหาว่าคนไทยเป็นคนที่ไม่มีระเบียบวินัย ผมเชื่อว่าเอาเยอรมันมาอยู่เมืองไทยสักพักเดียวก็จะกลายเป็นคนไร้วินัยเหมือนกัน ไม่รู้ว่าจะทำตามกฏหมายไปทำไมในเมื่อไม่มีใครเขาทำ ตำรวจก็จับบ้างไม่จับบ้าง ถึงจับก็อาจใช้นามบัตรของเพื่อนนายตำรวจมาเบ่งได้
อย่างการข้ามถนนบนทางม้าลาย ไม่ข้ามตรงนั้นก็ผิดกฏหมาย แต่กฏหมายบัญญัติให้รถหยุดเมื่อมีคนข้ามด้วย ทว่า ระหว่างคนเดินถนนกับรถเก๋ง การบังคับใช้กฏหมายในบ้านเราจึงเอาผิดแต่เฉพาะคนเดินถนน ด้วยเหตุดังนั้น ทางม้าลายจึงมีไว้ให้ม้าลายจริงๆข้ามเท่านั้น
สรุปก็คือวินัย ทางสังคมนั้นเกิดในสภาพที่ไร้ความเสมอภาคไม่ได้ และในสังคมที่มีความเสมอภาคนั้น เจ้าหน้าที่ไม่อาจเลือกปฏิบัติได้เพราะชาวบ้านไม่ยอม
มันก็น่าแปลกอยู่นะครับ เผด็จการไม่ใช่ระบบปกครองที่แปลกหน้าสำหรับคนไทย ก็เราอยู่ภายใต้ระบบเผด็จการในรูปแบบต่างๆมาไม่รู้จะกี่ศตวรรษแล้ว แต่สิ่งที่ฝังอยู่ในโลกทรรศน์ของคนไทยกลับเป็นแค่วัฒนธรรมเผด็จการ ไม่ใช่ตัวระบอบการปกครอง
นั่นก็คือคนไทยเชื่อว่าปัญหาต่างๆนั้นแก้ได้ด้วยคำสั่งของรัฐ คือ มีกฏหมายควบคุมโน่นควบคุมนี่ มีไว้มากๆดีกว่าไม่มี นอกจากนี้ก็เชื่อว่าหากกฏหมายใดไม่อาจควบคุมได้จริงก็ต้องเพิ่มโทษ ไอ้ที่ไม่มีโทษจำคุกก็เพิ่มให้มี ไอ้ที่มีอยู่แล้วก็เพิ่มเวลาจาก 3-7 ปี ก็เพิ่มให้เป็น 7-15 ปี
แต่ก็แก้อะไรไม่ได้เหมือนเดิม เพราะสถิติการจับกุมคนร้ายของตำรวจไทยไม่ได้ดีขึ้น มีคนประมาณว่าจับได้ไม่ถึง 30% ด้วยซ้ำ แปลว่านอกจากเล่นการเมืองแล้ว การย่องเบาก็เป็นธุรกิจที่ให้กำไรไม่แพ้กัน คือ โอกาสจะได้กำไรมีถึง 70% เชียวนะครับ
ยิ่งกว่านี้ หากใครไปเก็บสถิติในคุกและตรวจสอบคำพิพากษาทั้งหมด จะพบว่าสัดส่วนของคนจนคนไร้อำนาจที่ต้องโทษนั้นสูงอย่างน่าตกใจ จนกระทั่งคนรวยหรือคนมีอำนาจคนใดต้องโทษสักครั้ง หนังสือพิมพ์ก็สามารถเอาไปพาดหัวข่าวได้เลย รับรองขายได้
ฉะนั้น จึงดูเหมือนว่าเงินและสถานภาพจะอยู่เหนือกฏหมาย อุดมคติในชีวิตของเราจึงต้องมีเงินหรือมีสถานภาพสูงๆ มากกว่าเป็นผู้เคารพเชื่อฟังกฏหมาย (Law abiding person)
ระบอบเผด็จการของไทยปลูกฝังวัฒนธรรมเผด็จการไร้กึ๋นอย่างนี้มาตลอดเวลา วัฒนธรรมที่เชื่อว่ารัฐต้องมีอำนาจไร้ขีดจำกัด ไม่ว่ารัฐจะเป็นมหาราชาธิราชหรือเป็นจอมพลและพลเอกอะไรสักคนก็ตาม ล้วนแต่โอ่อ่าผ่าเผยด้วยเครื่องแบบและพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้นนะครับ แต่กึ๋นที่จะบังคับให้คนอื่นทำตามความปรารถนาของตัวเองนั้นไม่มี หรือมีอย่างจำกัด
พระราชอำนาจของมหาราชาธิราชในสมัยโบราณซึ่งมีอย่างไม่มีขีดจำกัดทางทฤษฏี ใช้บังคับใครในพระราชอาณาจักรได้ไม่กี่คน เพราะพระราชอำนาจนั้นถูกกรองด้วยบุคคลและสถาบันอีกหลายอย่างกว่าจะตกไปถึงหัวประชาชน นับตั้งแต่มูลนาย, หลวงพ่อ, นายบ้าน, หัวหน้าซ่องโจร, กลุ่มเครือญาติ, อาจารย์ดังๆ เจ้าสำนักต่างๆ ฯลฯ
ต้องผูกพันความภักดีของคนกลุ่มนี้ไว้กับพระมหากษัตริย์ให้ได้เสียก่อน จึงจะสามารถเรียกเก็บส่วยหรือเกณฑ์แรงงานจากประชาชนได้
การปฏิรูปของ ร.5 ขจัดตัวกรองพระราชอำนาจเหล่านี้ออกไป แต่ก็ไม่ได้สร้าง “พลเมือง” ของชาติขึ้นมาแทนที่ หากเปลี่ยนประชาชนทั้งหมดให้เป็น “ไพร่หลวง” หรือข้าราษฎรของพระมหากษัตริย์เท่านั้น
และเหตุผลสำคัญที่ไม่ได้สร้างพลเมืองของชาติขึ้นก็เพราะ ชาติจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต้องยอมรับว่าทุกคนเสมอภาคกัน ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยอมรับหลักการข้อนี้ไม่ได้
การปฏิวัติ 2475 ก็ไม่สามารถสถาปนาหลักการข้อนี้ให้แก่ชาติไทยได้ และด้วยเหตุดังนั้นรัฐไทยจึงได้แต่เต้นหย็องแหย็งๆมาแต่โบราณ เพราะไม่อาจแสวงหาความร่วมมือของ “พลเมือง” ในการทำให้คำสั่งของรัฐศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมาจริงๆ
เผด็จการที่ยึดอำนาจรัฐที่เต้นหย็องแหย็งย่อมต้องเต้นหย็องแหย็งตามไปด้วย จะวางท่าทีเหี้ยมหาญดุดันอย่างไร ก็หย็องแหย็งในความเป็นจริง เพราะกลไกของรัฐไม่มีประสิทธิภาพที่จะทำให้คำสั่งอันเหี้ยมหาญนั้นใช้บังคับได้จริงแก่ทุกคนอย่างเสมอภาค
โชคดีสำหรับคนไทยนะครับ ไม่ใช่โชคร้าย เพราะหากเรามีฮิตเลอร์ตัวจริง ต่อเนื่องกันมายาวนาน (ทั้งที่ขึ้นมามีอำนาจด้วยปืนหรือหีบบัตรเลือกตั้งก็ตาม) เราคงคางเหลืองมากกว่านี้อีกแยะ แต่เพราะเผด็จการของเราเป็นแค่วัฒนธรรม เราทุกคนจึงรู้สึกเหมือนมีเสรีภาพทำอะไรตามใจเป็นไทยแท้ได้อยู่
แต่จะว่าโชคร้ายแทนโชคดีก็ได้อีกเหมือนกัน เพราะวัฒนธรรมเผด็จการซึ่งไม่ได้แพร่หลายอยู่เฉพาะผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่กระจายทั่วไปในหมู่ประชาชน รวมทั้งเด็กๆซึ่งได้รับการศึกษาในระบบอยู่เวลานี้ด้วยทั้งนั้น ย่อมขัดขวางมิให้เราพัฒนาประชาธิปไตยไปได้มากกว่ารูปแบบ ถ้าทุกคนเท่าเทียมกัน พวกไม่มีหัวนอนปลายตีนจากท้องนาและโรงงานมิพากันเรียกร้องผลประโยชน์โดยไม่ยอมทำงานหรอกหรือ
ด้วยเหตุดังนั้น เสรีภาพที่คนไทยชื่นชอบจึงเป็นเสรีภาพที่ไม่มีหลักประกันอะไร เกิดขึ้นได้เพราะความหย็องแหย็งของรัฐและผู้เผด็จการ เพราะเสรีภาพก็เหมือนวินัยทางสังคมแหละครับ เกิดขึ้นในสังคมที่ไร้ความเสมอภาคไม่ได้
แต่ทั้งเสรีภาพและความเสมอภาค ย่อมถูกบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ รวมทั้งฉบับที่กำลังจะเกิดใหม่นี้ด้วยอย่างแน่นอน แต่กฏหมายรัฐธรรมนูญก็เหมือนกฏหมายอื่น ย่อมหย็องแหย็งไม่ต่างจากกัน
ชอบๆๆ
เคยนั่งคิดๆนะ เผด็จการหลงยุค พศ นี้ เกิดขึ้นที่เมืองไทย เพราะอะไร?
เผด็จการไม่ใช่ของใหม่ และ ดูเหมือนไม่ใช่สิ่งน่ารังเกียจสำหรับคนไทย เพราะอะไร?
เพราะ ทหาร คือ เผด็จการนิยม? ก็ไม่น่าใช่ เพราะ พี่รู้จัก จปร รุ่น 20 กว่า หลายคน เค๊าก็ไม่บ้าอำนาจ เป็นเหมือนเราๆนี่แหละ คิดเหมือนเรา ไม่ชอบทำร้ายใคร
หรือ เป็นเพราะ การชอบ ที่จะถูกสอยสนตะพายให้เดิน ให้คิด ให้ทำ ต้องเดินตามผู้นำร่ำไป มันเป็น DNA พิเศษที่ ปู่ ย่า ตา ยาย สมัย ที่ยังมี ทาส และ ไพร่ ได้ถ่ายถอดสู่กรรมพันธุ์ มาถึงลูกหลานปัจจุบัน
ลองคิดใหม่ อาจไม่ใช่คนไทย (ส่วนใหญ่) นิยมเผด็จการก็ได้ อาจเป็นว่า คนไทย ชินกับการเป็นทาส
ทาสที่ถูกปลดปล่อยสมัย รัชกาลที่ 5 แต่ ไม่รู้จักเดินเอง เป็นทาสที่ไล่ให้อิสระไม่ไป เหมือน สัพะเวศี เวียนว่ายกินของเครื่องเซ่น ตามยถากรรม คอยรับความช่วยเหลือจากผู้มีอำนาจ โดยไม่สนใจ ไม่แคร์ว่า อำนาจมาจากไหน ขอให้ มีเครื่องเซ่นไหว้ เศษๆ ตกมาก็โอเค
เพราะความนิยมหรือจะสันดานแบบนี้ คือ การเปิดประตูต้อนรับ เผด็จการ นี่เอง