
ข่าวรถไฟชนกับรถกระบะของชาวบ้านตามต่างจังหวัดที่มีให้เห็นรายวัน (จนแทบไม่มีใครสนใจ)
ข่าวรถไฟตกรางที่หัวหิน มีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย เพราะความผิดพลาดของคนขับ และความผิดของรัฐบาลที่ให้ทำงานหนัก
สามวันจากนั้น รถไฟตกรางอีกครั้งที่ราชบุรี
ไม่กี่วันจากนั้น รถไฟชนรถกระบะ (อีกแล้ว) ที่โคราช
ไม่กี่สัปดาห์จากนั้น สหภาพการรถไฟประท้วง หยุดเดินรถทั่วประเทศ
แม้จะมีคำสั่งศาล แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบ (น่าคิดว่ายังมีใครเชื่อฟังคำสั่งศาลกันอยู่บ้างไหมในประเทศนี้)
จนการรถไฟต้องใช้กำลังเข้า “ยึด” หัวรถจักรจากพนักงานขององค์กรตนเอง
แต่เรื่องราวก็ยังไม่จบ เพราะล่าสุดวันนี้ก็ยังไม่มีรถไฟวิ่งไปจนสุดสายที่ยะลา
แถมคนขับมือใหม่ยังวิ่งเลยสัญญาณไฟ จนเกือบเฉี่ยวชนรถขบวนอื่น
เพื่อนฝรั่งถามว่า
“ไอถามจริงๆ ตกลงเขาไม่พอใจกันเรื่องอะไรหรือ”
“ไอ ด๊อน โนว์”
ฯลฯ และ ฯลฯ
มีประเด็นน่าคิดจากเรื่องขำขันจากข่าวประจำวันอยู่เล็กน้อย พอให้มาบ่นต่อได้
เรามัก(อ้าง)กันอยู่เสมอว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือการขายชาติ
การให้เอกชนเข้ามาทำธุรกิจซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของชาติ คือประเด็น “อ่อนไหว” และสุ่มเสี่ยงต่อเรื่อง “ความมั่นคง”
แต่ถ้าลองหันมาดูกรณีรถไฟไทยเป็นตัวอย่าง
อย่างที่ทราบกันดี – การรถไฟแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรที่มี “ต้นทุน” ที่ดีกว่าองค์กรอื่นมาก (ๆๆ)
การรถไฟฯมีที่ดิน “พระราชทาน” ตกทอดมาตั้งแต่สมัยเริ่มก่อตั้งในสมัย ร.๕
ที่ดินของการรถไฟมีมากมาย หลายแห่งอยู่ในย่านที่สามารถ “ทำเงิน” ได้มหาศาล
มีสหภาพพนักงานที่เข้มแข็ง จนน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับผู้ใช้แรงงานได้ทั่วประเทศ
เรียกได้ว่าเป็นองค์กรที่น่าจะ “เข้มแข็ง” ได้ไม่ยาก
และน่าจะสร้าง “ความมั่นคง” ทางการขนส่งระบบรางให้กับประเทศได้สมกับความตั้งใจ
แต่ความจริงกลับเป็นว่า
ความยาวของรางรถไฟไทย แทบไม่เพิ่มขึ้นเลยตั้งแต่สมัย ร.๕ ทรงก่อตั้ง
มีจังหวัดในประเทศนี้อีกมากมายนับไม่ถ้วน ที่ไม่มีรถไฟวิ่งผ่าน
จังหวัดไหนที่รถไฟวิ่งผ่าน ก็จะใช้เวลาเดินทางมากกว่าใช้บริการรถตู้เถื่อน 3 เท่า
เรามีหัวรถจักรที่ซื้อมาใช้งานตั้งแต่สมัย ร.๖ และยังคงใช้อยู่ทุกวันนี้
เรามีระบบราง “ขนาดเล็ก” ทำให้ไม่สามารถมีรถไฟความเร็วสูงได้อย่างประเทศอื่นทั่วไป
เซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นหนึ่งในองค์กรที่ “เช่า” ที่ดินของการรถไฟ และจ่ายค่าเช่าให้การรถไฟในระดับที่เรียกได้ว่า “เศษเงิน”
ความ “เข้มแข็ง” ของสหภาพฯมีสูงมาก จนกลายสภาพเป็น “กลุ่มการเมืองนอกระบบ” อีกกลุ่มหนึ่ง
ความเข้มแข็งที่ว่านี้มักถูกใช้เป็นกลไกต่อรองอำนาจทางการเมืองที่ไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง ไม่ต้องถูกตรวจสอบจากสังคม
แต่ต้องใช้เงินภาษีของคนทั้งประเทศอุ้มไว้เรื่อยๆ และใช้การขนส่งระบบรางของประเทศเป็นตัวประกันอยู่บ่อยๆ ภายใต้คำกล่าวอ้างสารพัดแบบมูลวัว เช่น เรื่องความมั่นคงของประเทศชาติ การรักษาสมบัติชาติ หรือความปลอดภัยของประชาชนบ้าง ฯลฯ และ ฯลฯ
นี่คือผลพวงของการ “แช่แข็ง” รัฐวิสาหกิจแห่งนี้เอาไว้กับระบบอุปถัมภ์ ระบบราชการ และระบบอีกสารพัดจะเรียกชื่อ
ภายใต้คำอ้างในเรื่อง ชาตินิยม ความมั่นคงของชาติ ผลประโยชน์ของชาติ ฯลฯ และ ฯลฯ
มั่นคงกันมาก – จนปัจจุบันเราไม่แน่ใจกันแล้วว่าพรุ่งนี้รถไฟจะวิ่งหรือไม่ วิ่งแล้วพรุ่งนี้จะเปลี่ยนใจอีกไหม
แล้วตกลงหัวรถจักรมันไม่ปลอดภัยจริงหรือ
แล้วถ้าจริง มันไม่ปลอดภัยมานานแค่ไหนแล้ว (WA)
ไม่ต้องคิดไกลไปว่าเมื่อไหร่เราจะได้นั่งรถไฟความเร็วสูง แล้วเมื่อไหร่จะนั่งรถไฟไปได้ทั่วประเทศ ฯลฯ
เรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงนี้ อาจทำให้เราต้องหันกลับมาย้อนคิดถึงความ “ความมั่นคงของชาติ” กันให้ดีอีกครั้ง
อะไรคือความมั่นคง ?
ความมั่นใจว่าการตัดสินใจใดๆที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่จะต้องตัดสินใจโดยตัวแทนของคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ขึ้นกับผลประโยชน์ของคนไม่กี่คน ?
ความมั่นใจว่า “ทางเลือก” ของคนในสังคมจะไม่มีวันหมดไป – วันนี้สหภาพไม่ขับรถไฟ ก็ควรมีคนอื่นมาขับแทน ?
อะไรคือชาติ ? รัฐบาล นายทุน คนกรุงเทพ ฝ่ายค้าน ทหาร นักการเมือง ผู้ดี นักวิชาการ สื่อมวลชน ?
ไม่ว่าเราจะตีความคำว่า “ความมั่นคง” อย่างไร เหตุการณ์ที่เกี่ยวกับการรถไฟ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาบ่อยๆนี้ น่าจะทำให้ทุกคนเห็นได้ไม่ยากว่า เรามี “ความมั่นคง” ของการขนส่งระบบรางหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน
อย่างที่เคยเขียนถึงมาหลายครั้ง โดยส่วนตัวผมเชื่อว่าเรื่องรางของ “รัฐวิสาหกิจไทย” ไม่ว่าจะเป็นด้านไหน ล้วนอยู่ในวงวันเดียวกัน แถมเป็นวังวนที่สะท้อนโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และหลักการบริหารทรัพยากรของบ้านเราได้ดีที่สุด โดยไม่ต้องไปดูให้ไกลถึงรัฐธรรมนูญ บารมี สีเหลือง หรือ สีแดง
ทำไมจึงเป็นวังวันเดียวกัน ?
ใครบางคนบอกว่า – เด็กประถมมันยังรู้เลยว่าเพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์มหาศาลน่ะสิ (WOY)
เราทุกคนทราบกันดีตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ว่าการปล่อยให้ “รัฐวิสาหกิจ” เป็นอย่างที่เป็นมานี้ มีแต่แย่กับแย่
ใครที่จำไม่ได้ ให้นึกถึงสมัยที่ยังต้อง “ทำเรื่อง” ขอใช้โทรศัพท์ที่บ้าน
ต้องรอคอยอีกแรมเดือนกว่าจะได้โทรศัพท์มาใช้สักเครื่อง
หรือนึกถึงวันที่ฝนตกทีไร ไฟฟ้าจะดับเสมอ และน้ำประปาก็จะขุ่นเสมอพร้อมกัน
หรือถ้านึกไม่ออกจริงๆ ลองมองไปที่รถเมล์ หรือ รถไฟในวันนี้ ก็จะเข้าใจได้ไม่ยาก
ถ้าไม่โกหกตัวเองกันเกินไปนัก – เราทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างกับรัฐวิสาหกิจ
สิ่งหนึ่งที่ทั่วโลกเขาทำกัน คือการ “แปรรูป” และ “เปิดเสรี”
นั่นคือการปรับองค์กรให้บริหารงานอย่างโลกธุรกิจ และเปิดให้มีคนอื่นเข้ามา “แข่งขัน” กับรัฐวิสาหกิจเหล่านี้
ด้วยหวังพึ่ง “แรงกดดันจากตลาด” จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกับรัฐวิสาหกิจเหล่านั้น
แต่ก็เช่นเดียวกับทุกเรื่อง การแปรรูป และ เปิดเสรี ด้วยตัวของมันเองก็มีช่องโหว่
การจะทำให้ออกมาได้ดี ย่อมต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ การควบคุม และแรงผลักดันจากสังคมอีกมากมาย
เช่นเดียวกับคำว่า … ประชาธิปไตย
เมื่อสังคมไทยได้ “ลอง” กลิ่นทางเลือกโลกใหม่แล้วพบกับช่องโหว่
เราได้พบว่ารัฐวิสาหกิจกลายเป็น “ของเล่น” ของนายทุน ต่างชาติพาเหรดกันเข้ามา “ฮุบ” ทรัพยากรชาติ
น่าเศร้าที่เราก็สรุปกันทันทีว่ามันคือสิ่งเลว มันคือความเป็น “ตะวันตก” มันคือการ “ขายชาติ”
โดยไม่หันมามองตัวเราจากมุมมองที่แท้จริงบ้างเลย ว่าเงื่อนไขอะไรที่ทำให้เกิดเรื่องที่เราไม่อยากให้เกิด
หรือเงื่อนไขอะไรที่อาจทำให้เรารู้สึก “ไม่มั่นคง”
ไม่เอาละ มันไม่ดี กลับไปทำอย่างเดิม อยู่อย่างพอเพียง ค่อยเป็น ค่อยไป น่ะดีแล้ว
สุดท้ายวันนี้ทุกคนก็พากันลืมไปแล้วว่ารัฐวิสาหกิจไทย “มีปัญหาหนัก” ในทุกอุตสาหกรรม
และไม่มีใครคิดอย่างเปิดใจ เรียนรู้ เสาะหาหนทาง ความรู้ ประสบการณ์จากที่อื่น ฯลฯ เพื่อมุ่งใช้พลังของทุนนิยม มาผลักดันให้องค์กรเทอะทะเหล่านี้เปลี่ยนแปลง
เพราะใครที่คิดเช่นนั้นในวันนี้ ย่อมโดนข้อหา “ขายชาติ” ไปทันที ชนิดที่ยังไม่ทันพูดจบประโยคเลยด้วยซ้ำ
แรงเฉื่อยมาจากไหน ?
คนกลุ่มใหม่ ย่อมอยากให้ความเปลี่ยนแปลงใดๆ “เข้าทาง” ตนเองกันทั้งนั้น
คนกลุ่มเดิม ย่อมไม่อยากให้เกิดความเปลี่ยนแปลง เพราะการพักเที่ยงตอน ๑๑ โมง เลิกงานบ่าย ๓ ครึ่ง ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา
ไหนจะบรรดาเหลือบ ริ้น ทั้งหลาย ที่หากินกับ “ระบบ” ที่ดำรงอยู่มายาวนานขนาดนี้อีก
ท้ายสุดแล้ว มันคือการปะทะกันของเครือข่ายผลประโยชน์ที่โยงใยสลับซับซ้อน
ที่หาทางจบไม่ได้ง่ายๆ เพราะทุกคนดูจะมีส่วนเกี่ยวข้องไปเสียหมด
เช่นเดียวกับเรื่องระบบการเมือง ซึ่งเป็นการจัดแบ่งผลประโยชน์ในภาพกว้างกว่ารัฐวิสาหกิจ
“อะไรบางอย่าง” ที่เราอยู่กันมานานแล้ว เริ่มใช้งานไม่ได้
“ประชาธิปไตย” ที่เราได้ลิ้มรสมาสักพัก ทำให้เรารู้ว่ามันมีช่องโหว่ มันไม่สมบูรณ์พร้อม มันยังต้องแก้ไข
แต่ท้ายสุดแล้ว เราก็เลือกที่ “หันหน้า” กลับมาหาสิ่งเดิมๆ
ด้วยความหวังว่าสิ่งเดิมๆเหล่านี้ จะเปลี่ยนไปเป็นสิ่งสวยงามในความฝันได้สักวันหนึ่ง
ไม่เอาละ มันไม่ดี กลับไปทำอย่างเดิม อยู่อย่างพอเพียง ค่อยเป็น ค่อยไป น่ะดีแล้ว
เพื่อความมั่นคง สมานฉันท์ ความสงบสุข อยู่ดีกินดี ร่มเย็น ถาวร สถาพร สืบไป
Welcome to Thailand
หึหึ
คนบางกลุ่ม หวงซากรถจักร มากนะ ห้ามขาย ห้ามให้เอกชนมาบริหาร เชียว
กฟท โคตรแม่งพูดตรงๆ มันควรจะมีกำไร มันควรจะยกมือบอก รัฐบาล พอครับ องค์กรนี้มีเงินพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ ปีหน้า เราจะ ทำรถไฟ ความเร็จสูงเอง
แต่ในความเป็นจริง ทุกๆปี ภาษีประชาชนต้องเอาไป support กฟท
ไม่ get กะ ว่ะ
แล้วยิ่งไม่ get กะไอ้พวกหวงความล้าหลังของ กฟท
จริงๆนะ ถ้าบริหารให้มันเจริญไม่ได้ ปิดบริการไปดีกว่าครับ แล้วบังคับให้ประชาชน นั่ง รถประจำทาง ของเจ้เกลียวแทน