ในฐานะคนชอบเที่ยว – ปกติผมไม่ค่อยเลือกไปไหน “ซ้ำ” เพราะมันหมายถึงค่าเสียโอกาสที่จะไปเยือนสถานที่ใหม่ๆ
แต่การไปเยือนหมู่เกาะสุรินทร์ครั้งนี้ เป็นครั้งแรกของการไปทะเล “ซ้ำรอบสอง” ซึ่งวางแผนไว้ล่วงหน้าหลายเดือน (ปกติเป็นคนที่ไปไหนไม่ค่อยจะวางแผน) ตัดสินใจอย่างไม่ลังเลด้วยเหตุผลส่วนตัวหลายอย่างว่าจะไปเยือนที่นี่อีกครั้ง พร้อมกับแผนการเดินทางและการเตรียมตัวที่พร้อมกว่าคราวก่อน
แล้วก็ไม่ผิดหวัง … ไม่ผิดหวังจริงๆ
ว่ากันตามตรง เกาะสุรินทร์ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ที่สด ใส ใหม่ และไม่เคยผ่านมือชาย
เท่าที่ได้รับฟังมาจากผู้คนหลากหลาย ที่นี่อาจเคยเป็นเช่นนั้นเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่การพัฒนา การท่องเที่ยว ผู้คน หรือคลื่นยักษ์สึนามิ ก็ทำให้ที่นี่ “เปลี่ยนไป” มาก เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่ไม่อาจต้านทานความจริงข้อนี้ไปได้
จำนวนสัตว์ทะเลอาจมีไม่เยอะเหมือนเคย สัตว์ใหญ่อาจไม่ค่อยโผล่มาให้เห็นบ่อยๆเหมือนก่อน แนวปะการังที่พังไปเพราะคลื่นยักษ์ (และสมอเรือ) เสียเยอะ ปริมาณขยะที่เพิ่มมากขึ้น ฯลฯ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ “แฟนพันธุ์แท้เกาะสุรินทร์” หลายคนเริ่มบ่น หรือเริ่มหมดศรัทธาต่อความมหัศจรรย์ของโลกใต้น้ำที่นี่
แต่อย่างที่บอก – ที่นี่ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ – และความบริสุทธิ์ก็ไม่่ใช่เสน่ห์เพียงอย่างเดียวของผู้หญิง
ในบรรดาแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่เคยพบมา ผมว่าที่นี่มีความ “สด” มากกว่าหลายที่ และยังมี “เสน่ห์” อีกหลายอย่าง ที่หาไม่ได้จากรีสอร์ทหรูหรา หรือสระว่ายน้ำริมชายหาด (ซึ่งเป็นภาพสะท้อนให้เห็นอะไรได้หลายอย่าง เพราะขนาดมาถึงทะเล แต่ยังต้องว่ายน้ำในสระเหมือนที่คอนโดในกรุงเทพเช่นเดิม – ช่าง absurd อะไรเช่นนี้)
ด้วยความเป็นอุทยานแห่งชาติ สถานที่พักทั้งหมดเป็นเต้นท์ กินอาหารร่วมกันตามเวลาที่กำหนด ไฟฟ้าดับตั้งแต่สี่ทุ่ม ฯลฯ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเสน่ห์ของที่นี่ไปอีกแบบสำหรับผม เพราะนอกจากจะช่วยคงความ “สด” ให้กับที่นี่ได้แล้ว ยังช่วยเสริมบรรยากาศของการมา “ท่องเที่ยวธรรมชาติ” ที่ไม่ลำบากเกินไปนัก แต่ก็ไม่ “สปอล์ย” นักท่องเที่ยวถึงขั้นรีสอร์ทหรู ที่ทำกำแพงสูงลิบเพื่เน้นขายความเป็นส่วนตัว โดยไม่ต้องเห็นหัวผู้คนรอบข้าง
สาบาน – ต่อให้ใจแข็งแค่ไหน ผมก็ไม่เชื่อว่าใครจะไม่รู้สึก “โอ้โห” ขึ้นในใจ เมื่อได้เห็นสีของน้ำทะเล ในแว่บแรกเมื่อมาถึงเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งนี้
นอกจากปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้น้ำมากมายแล้ว ที่นี่ยังเป็นแหล่งพำนักอนุบาลสัตว์น้ำอีกมาก – กุ้ง หอย ปู ปลา ตัวจิ๋วนับล้าน มีให้คุณเดินดูได้อย่างง่ายดายริมชายหาด ขอเพียงคุณมี “สายตา” ที่พร้อมเจอพวกเขาเท่านั้น
และด้วยความที่เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์เล็ก ทำให้มีสัตว์ใหญ่ (กว่า) แวะเข้ามาหาอาหารใส่ท้องอยู่บ่อยๆ
ฯลฯ และ ฯลฯ
ด้วยนิสัยเสียของการเป็นคน skeptic – สารภาพตามตรงว่าปกติแล้วผมไม่ค่อย “อิน” กับเรื่องการรณรงค์ หรืออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งหลายซักเท่าไหร่ อาจเพราะเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย แล้วก็ไม่อยากดู naive กับโลกสีเทาหม่นใบนี้ ที่ผมเชื่อว่าทุกอย่างล้วนต้องมีการเปลี่ยนแปลง เกิด เจริญ และเสื่อมลงไปเป็นธรรมดา
และอาจเพราะครั้งแรกที่มาเยือนเกาะสุรินทร์ ผมไปในช่วงเทศกาล มีเวลาจำกัด ผู้คนพลุกพล่าน ทำให้ไม่ได้รับสิ่งที่ควรจะได้ซักเท่าไหร่ แต่กับการไปเยือนครั้งนี้ – ในนาทีที่ผมเดินทางออกจากเกาะ – ผมไม่อายที่จะสรุปกับตัวเองเลยว่า “เรารักที่นี่”
ผมเชื่อว่าเรื่องราวของเกาะสุรินทร์มีให้คุณได้เห็น อ่าน และรับรู้มากมาย มีภาพถ่ายอีกนับร้อย นับพัน ที่สวยงามกว่าที่ผมบันทึกมา
แต่หากใครก็ตามที่ดูภาพถ่ายเหล่านี้แล้วอยากแวะไปเยือนเกาะสุรินทร์บ้าง – ในฐานะคนที่รักที่นี่คนหนึ่ง – ผมมีอะไรบางอย่างที่อยากบอกกับทุกคน
- ให้ทำใจไว้ก่อนว่าไปเที่ยวเกาะสุรินทร์คล้ายกับการเที่ยวป่า
แม้จะเป็นการเที่ยวทะเลเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่การไปเกาะเสม็ด หรือเกาะสมุย ที่นี่ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่มีผับบาร์ริมหาด ไม่มีดนตรี ไม่มีร้านเหล้า และไม่มีเก้าอี้ผ้าใบชายหาด
นักท่องเที่ยวต้องนอนเต้นท์ กินข้าวเช้า 7 โมงครึ่ง (sharp) ข้าวกลางวันเวลาเที่ยง(sharp) และข้าวเย็นเวลาหกโมงครึ่ง (sharp) และใช้ห้องน้ำร่วมกัน
เงินแทบไม่มีความหมายบนเกาะนี้ ร้านค้าสวัสดิการอาจมีของขายให้คุณบ้าง (น้ำอัดลม ขนม เบียร์) แต่ไม่ใช่ 7-11 ที่มีทุกอย่างและเปิิดตลอดเวลา
- กรุณารักษาความสงบ
เท่าที่ลองพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทุกคนบนเกาะ ไม่เคยเห็นใครรู้สึกดีเลยกับวัฒนธรรม “ท่องเที่ยว ครึกครื้น” ที่คนไทยชอบพกขึ้นไปที่นั่น
ถ้าอยากครึกครื้น แนะนำให้ไปสมุย เสม็ด ภูเก็ต พีพี หรือไม่ก็อยู่กรุงเทพกินเหล้าแถวเอกมัย น่าจะตรงประเด็นกว่า
- ลองเหลียวมองสิ่งเล็กๆบ้าง
พึงระลึกไว้เสมอว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวของที่นี่ คุณจะแปลกใจเมื่อเห็น “ปูเสฉวน” จำนวนมากมายมหาศาลบนชายหาด หรือกระทั่งตามพื้นทรายทุกแห่งที่คุณเหยียบย่ำไป
พวกเขาเหล่านั้นอยู่ในเปลีอกหอย และจะหยุดนิ่งทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเดินของคุณ ดังนั้นหากไม่ทราบก่อน หลายคนอาจไม่ทันสังเกตว่ามีพวกเขาอยู่ที่พื้น (แม้ว่าจะตัวใหญ่มากๆ) และหลายครั้งอาจเผลอ “เหยียบ” พวกเขาได้โดยไม่ได้ตั้งใจ
นอกจากปูเสฉวน ที่นี่ยังมีปูลม ลูกกุ้ง และสัตว์ทะเลอีกมามาย พบเห็นได้โดยง่ายตามชายฝั่ง
- รักษาความสะอาดและแยกขยะ
คงจะ naive เกินไปแน่ถ้าผมจะบอกว่าอยากให้ทุกคนช่วยขนขยะที่ตนเองสร้างขึ้นกลับไปทิ้งบนฝั่ง (เพราะใช่ว่าผมเองจะทำได้) แต่อย่างน้อยก็อยากให้ทุกคน “แยกขยะ” เวลาทิ้่งลงถัง
บนเกาะสุรินทร์ จะมีถังขยะไว้ให้หลายที่มาก (ผมว่ามีถังขยะให้ทิ้งเยอะกว่าเวลาเดินห้างในกรุงเทพเสียอีก) และทุกจุดที่ทิ้งขยะ จะมีถังไว้ให้คุณ 3 ถังเสมอ
แน่นอน – ขยะจำนวนแก้ว พลาสติก และ กระป๋อง ควรแยกออกมาต่างหาก เพื่อให้เจ้าหน้าที่เก็บทิ้งทำลายต่อไปได้ง่าย ไม่เป็นภาระเกินไปนัก
ส่วนเรื่องสำนึกพื้นๆอย่างการทิ้งขยะในทะเล หรือริมชายหาด คงไม่ต้องพูดถึง แต่ถ้าใครเดินเล่นแล้วเห็นขยะริมหาดผ่านหูผ่านตา ก็อยากให้ช่วยกันหยิบเก็บมาทิ้งที่ถังขยะด้วย เพราะคงไม่มีใครสามารถเดินตามเก็บได้หมดแน่ๆ
ฯลฯ และ ฯลฯ
โดยสรุป – แม้ผมจะไม่เชื่อว่าเกาะสุรินทร์จะอยู่ยงคงกระพัน ไม่มีวันเสื่อมโทรม (เพราะน้ำมือมนุษย์พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จเสมอ) แต่อย่างน้อย การช่วยกันคนละนิด ละหน่อย ก็คงจะดีต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และนักท่องเที่ยวคนต่อไปบ้าง
อันที่จริง ขอเพียงนักท่องเที่ยว (โดยเฉพาะคนไทย) เดินทางท่องเที่ยวกันอย่าง “มีสำนึก” ของการไปเยือนท้องถิ่นอื่นเสียบ้างก็อาจเพียงพอแล้ว เพราะนั่นหมายถึงการไปเยือนอย่าง “ผู้มาเยือน” ที่แท้จริง
ไปเยือนบ้านคนอื่น ย่อมต้องอ่อนน้อม ถ่อมตน เรียนรู้ และเปิดกว้างต่อสิ่งที่ไม่คุ้นเคย
ไม่ใช่ท่องเที่ยวแบบ “เด็กสปอล์ย” ที่คาดหวังความสะดวก สบาย ครื้นเครง อิ่มเอม อยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าอยู่ที่บ้านตัวเอง
T..T
ไปไม่ชวนนิ