ห่างหายจากการเขียนอะไรเกี่ยวกับข่าวสารในสังคมไปนาน วันนี้ไม่รู้อะไรดลใจ ขอเขียนถึงเรื่องราวรอบตัวแบบ "บ่นไปเรื่อย" เลียนแบบแนวทางการ “บริหารด้วยปาก” ที่กำลังเป็นที่นิยมเสียหน่อย
ส่วนประเด็นที่อยากเขียนไปบ่นไป อันที่จริงก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความคับข้องใจกับสภาพสังคมที่ตนเองอยู่ในทุกวันนี้
เหตุที่จงใจใช้คำว่าสภาพสังคม “ที่ตนเองอยู่” โดยไม่ได้ใช้คำว่า “สังคมไทย” – เพราะตนเองเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าบ้านเมืองอื่นเขาเป็นกันอย่างนี้หรือไม่ ดังนั้นจึงคิดว่าอย่าไปพูดจาแบบเหมาเข่งจะดีกว่า
แม้พูดไปจะดูเหมือนคำพูดของคุณลุงแก่ๆกำลังนั่งบ่นกับคุณป้าอยู่ริมคลอง แต่ถึงเวลานี้ต้องยอมรับว่าตนเองไม่เข้าใจจริงๆว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นกับสังคมนี้ และบรรดาสารพัดสิ่งที่เกิดขึ้น (ซึ่งเชื่อมต่อโยงใยกันไปทุกส่วน – ไม่ว่าเราจะยอมรับหรือไม่ก็ตามนั้น) จะพาพวกเราไปทางไหน และไปจบลงที่ใด
ทุกวันนี้ เชื่อว่าวิญญูชนที่สนใจความเป็นไปของสังคมทุกท่าน น่าจะรู้สึกเช่นเดียวกับผมไม่มากก็น้อย เพราะไม่ว่าจะมองไปที่มุมไหน ฉายไฟส่องไปที่ด้านใด ก็ล้วนแต่เจอเรื่องที่เป็นปัญหา แถมแต่ละปัญหาก็ล้วนเกิดจากอะไรที่ใหญ่โต และสลับซับซ้อนกว่าตัวมันเองมากนัก
ไม่ต้องไปดูไกลถึงเรื่องการเมือง (เพราะเชื่อว่าป่านนี้ทุกคนน่าจะหายไร้เดียงสา เลิกเชื่อเสียทีว่าการเมืองเละเทะ เป็นเพียงเพราะมีนักการเมืองน้ำเน่าเท่านั้น) เอาแค่ปัญหานักเรียนทุจริตการสอบ เอ-เน็ต ที่ดูจะเข้มข้น ทำกันเป็นล่ำเป็นสันเช่นทุกวันนี้ ก็เป็นอะไรที่ซับซ้อนกว่าการมานั่งชี้นิ้วเอาง่ายๆ แล้วบอกว่านักเรียนนั่นแหละที่ผิด
เพราะถ้านักเรียนผิด พ่อแม่นักเรียนผิดด้วยไหม แล้วคุณครูผิดไหม รุ่นพี่ผิดด้วยรึเปล่า ไหนจะเพื่อนอีกล่ะ แล้วค่านิยมในสังคมล่ะผิดไหม แม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่ให้คุณค่ากับยี่ห้อสถาบันอุดมศึกษาล่ะ จะผิดด้วยหรือเปล่า ฯลฯ
หากลองแตะไปที่แวดวงข้าราชการ เราก็จะเจอข้าราชการเกียร์ว่าง ข้าราชการแบ่งขั้วอำนาจเก่า-ใหม่ หรือแม้แต่ข้าราชการละเมิดทางเพศกันเหมือนในละครทีวีหลังข่าว
แต่ถ้าแตะสูงขึ้นไปอีก เราก็จะเจอนักการเมืองรังแกข้าราชการ นักเลงกร่างคุมเมือง และอีกสารพัดปัญหาทางการเมือง
คนชั้นกลางเริ่มรังเกียจคนชั้นล่างมากขึ้น เริ่มมองว่าเป็นคนจนนั้นดีไม่ต้องเสียภาษี ประเทศชาติต้องเอาสารพัดทรัพยากรไปจุนเจือ แถมยังมีสิทธิตั้งรัฐบาลห่วยๆมาปกครองขูดรีดภาษีคนชั้นกลางอีกทอดหนึ่ง
คนชั้นล่างก็เหลืออดกับความกดดันทางโครงสร้าง การเอารัดเอาเปรียบทางสังคม ระยะห่างของชนชั้น การถูกกีดกันออกไปจากศูนย์กลางอำนาจ จนพวกเขาเริ่มรู้สึกดีเพียงกับ “ใครก็ได้” ที่ดูเหมือนจะสนใจปัญหาของพวกเขา
ส่วนพวกคนชั้นสูงนั้นดูจะไม่มีปัญหา เพราะแต่ไหนแต่ไรมาพวกเขาก็ไม่เคยชอบพอกับชนชั้นไหนอยู่แล้ว แม้แต่กับคนชั้นสูงด้วยกันเองก็ยังตีกันไม่เลิก
กลับมาลองแตะที่คนรุ่นใหม่ ดูเหมือนเรากำลังอยู่ในสังคมที่เยาวชนมีทางออกดีๆให้กับชีวิตตนเองอย่างจำกัดจำเขี่ยเสียเหลือเกิน รถซิ่งเสียงดังหรือการซิ่งรถชิงสาว กลายเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของพวกเขาไปเสียแล้ว ในขณะที่ผู้ใหญ่อย่างเราก็หมกมุ่นกับตัวเลขการเติบโตของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์ ตัวเลขผลตอบแทนการลงทุนจากบริษัทรถยนต์จากญี่ปุ่น นโยบาย “กระตุ้น” ตลาดบริโภคภายในประเทศ ไปจนถึงผลประกอบการของกลุ่มอุตสาหกรรมชิ้นส่วนประกอบ / ตกแต่ง รถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์อีกมากมาย ที่เป็นหนึ่งในเส้นเลือดใหญ่ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตคนนับล้านในประเทศนี้
ระหว่างที่เราสนใจตัวเลขพวกนี้ไปพลาง เราก็นั่งด่าเด็กแว้น เด็กสกอยส์แก้เซ็งไปพลางๆ ตราบใดที่ลูกหลานเราไม่เกิดอุบัติเหตุเพราะเด็กพวกนี้ก็ช่าง (หัว) มันเถิด
นอกจากอัตลักษณ์ร่วมสมัยอย่างการซิ่งรถ เยาวชนของประเทศนี้ก้าวล้ำนำหน้าไปถึงขั้นที่ไม่มี “ทางออก” ให้กับ “ความคะนอง” ทางไหน ที่จะดีไปกว่าการขับรถแล้วคอยจ้องเอาหินปารถคนอื่น ที่วิ่งสวนทางมาตามถนนไฮเวย์อีกแล้ว
มิใช่การปาเพื่อให้รถหยุดแล้วดักปล้นทรัพย์ แต่เราก้าวล้ำไปจนถึงขั้นที่ทำเพียงเพราะความ “คะนอง” ตามวัยเท่านั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วนี่เป็นแรงจูงใจขั้นหยาบที่สุด หยาบยิ่งกว่า “ความอยากได้ทรัพย์” ของคนอื่นจนเกินจะห้ามใจเสียอีก เพราะนี่เป็นหลักฐานแสดงให้เห็นว่า เพียงแค่การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย ก็สร้างความ “คะนอง” ขึ้นในตัวมนุษย์หลายคนสูงมากเกินกว่าจะต้านทานได้ เขาและเธอเหล่านั้นจึงพร้อมจะทำอะไรก็ได้ โดยไม่สามารถคิดถึงผลกระทบใดๆที่จะตามมาได้อีก
และอีกเช่นเคย กรุณาอย่าชี้นิ้วแล้วพูดว่า “ก็ไอ้เด็กพวกนี้มันสันดานเลว” เพราะเรากำลังพูดถึงเหตุการณ์ “ปาหิน” ที่เกิดซ้ำๆ ทั้งที่เป็นข่าวใหญ่โตและเป็นเพียง forward mail อ่านกันก่อนทำงานยามเช้า ลองคิดกันเล่นๆว่ากรณีแบบนี้จะเกิดขึ้นมาแล้วกี่ครั้ง เป็นข่าวกี่ครั้ง ไม่เป็นข่าวกี่ครั้ง ทำสำเร็จกี่ครั้ง และอีกกี่ครั้งที่เพียงพยายามทำแต่ไม่สำเร็จ โดยเฉลี่ยแล้วผู้ก่อเหตุจะเป็นวัยรุ่นประมาณครั้งละกี่คน บวกลบคูณหารดูก็จะเห็นได้ไม่ยากว่าเยาวชนประเทศนี้กี่คน ที่มีรสนิยม “ปาหิน” ทำนองนี้
ซึ่งถ้าจำนวนมันเยอะขนาดนี้ จะโทษ “เด็ก” ที่โดนจับกุมตัวได้เพียงไม่กี่คนงั้นหรือ ลำพังแค่การเพิ่มโทษทัณฑ์ให้รุนแรงขึ้น จะช่วยแก้ปัญหาได้จริงหรือ (เด็กคนที่ทำวันนี้มันไปอยู่ไหนมา มันไม่รู้เหรอว่าคนที่ทำก่อนมันน่ะติดคุกตลอดชีวิต) พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้มีส่วนผิดมั๊ย ใครซื้อมอร์เตอร์ไซค์ให้ขับ ใครจ่ายตังค์ลิตรละสามสิบบาทเป็นค่าน้ำมันให้เอามาขับเล่น ครูบาอาจารย์ล่ะผิดไหม แล้วค่านิยมขี่รถย้อนสอนที่กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วล่ะเกี่ยวด้วยหรือเปล่า ไหนจะโครงสร้างสังคมที่ “บีบ” มากเสียจนเด็กหลายคนเหล่านี้ไม่มีทางออกอื่นใดล่ะ เกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ น่าคิดไหมว่าชีวิตของพวกเขาเหล่านั้นไร้ค่าเหลือเกินหรืออย่างไร จึงไม่เกรงกลัวต่อคุก ตะราง หรือแม้แต่การประหารชีวิต แล้วใครบ้างมีส่วนทำให้ชีวิตของคนหลายกลุ่มในสังคมนี้ “ไร้ค่า” มากขึ้นทุกวัน ? นายทุน ? กรรมกร ? นายกฯ ? คุณ ? ผม ?
ถ้าวันนี้เพียงวัยรุ่น “คะนอง” ก็สามารถทำอะไรที่ให้คนอื่นถึงกับเสียชีวิตได้ วันพรุ่งนี้คนอื่นก็อาจ “คะนอง” ได้ตอบบ้าง แล้วก็จะลามต่อกันไปได้เรื่อยๆไม่สิ้นสุด และด้วยความเป็นสังคมนิยมอำนาจ และสังคมนิยมความรุนแรงของคนไทย ก็น่าคิดว่ามันจะพาสังคมเราไปอยู่ที่จุดไหน
ถึงวันนั้น คงได้แต่หวังว่าปืนพกในประเทศนี้ คงจะราคาไม่แพงเกินเอื่อมสำหรับทุกคน
กลับมาลองแตะที่ศาสนาบ้าง ก็คงไม่ต้องพูดถึงว่าแวดวงศาสนาประจำชาติของประเทศนี้เป็นเช่นไร อันที่จริงถ้าไม่คิดอะไรให้มาก มองแค่ง่ายๆว่า “คน” กลุ่มไหนบ้างที่จะมุ่งหน้าเข้าหาผ้าเหลือง ก็จะไม่แปลกใจที่จะเห็น “คุณภาพของคนในผ้าเหลือง” เป็นเช่นทุกวันนี้ เพราะหากพูดอย่างตีนติดดิน ไม่ตะแคงตีนเดิน เราต้องยอมรับกันตรงๆว่าส่วนมาก (ที่แปลว่าส่วนมาก ไม่ใช่ทั้งหมด) ของคนในประเทศนี้ ที่ยินดีห่มผ้าเหลืองครองเพศบรรพชิตนั้น ล้วนเป็นคนที่ “ต้องการหนีปัญหา” หรือไม่ก็ “อยากรวย” กันทั้งนั้น
มีคนรุ่นใหม่ดีๆ มีความคิดอ่าน มีการศึกษา มีปัญญา สักกี่คนที่จะมุ่งหน้าเข้าสู่เพศบรรพชิตเพื่อพัฒนาศาสนาให้กับสังคมไทย นานๆทีสังคมเราจึงจะมีพระดีๆเกิดขึ้นมาสักรูปหนึ่ง ดังนั้นจึงไม่ต้องพูด ไม่ต้องหวัง และเลิกฝันไปเลยว่า “ศาสนา” จะเป็นองค์กรสำคัญ ที่ช่วยเหลือค้ำจุน จรรโลง กล่อมเกลาสังคมนี้ให้ต้านทานกระแสโลกแห่งวัตถุนิยมได้อย่างไร
อันที่จริงหากจะพูดถึง “แนวทาง” ของคนรุ่นใหม่ ที่พวกเขาสามารถเลือกเดินได้ในทุกวันนี้ ก็ล้วนแต่ดูจะคับแคบตีบตัน เหลือเพียงไม่กี่ทาง ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นทางที่บังคับให้ทุกคนต้องเลือกที่จะ “เอาตัวรอด” ก่อนเสมอ
หากคุณพึ่งได้ลูกสาวคนแรกในปีนี้ แน่นอนว่าคุณย่อมต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ เพื่อเลี้ยงดูและส่งเสียลูกสาวของคุณให้ได้รับ “สิงที่ดีที่สุด” เท่าที่คุณพึงจะสรรหามาได้แน่นอน
ไล่เรียงไปตั้งแต่นมผงสารพัดยี่ห้อ เสริมสารพัดสารอาหาร ไหนจะโรงเรียนอนุบาลชั้นเลิศที่เน้นการเรียนแบบให้เด็กเป็นศูนย์กลาง แล้วไหนจะโรงเรียนประถม มัธยม ชั้นดีที่ใครๆก็ต้องแข่งขันเข้าเรียน ยังไม่นับการแข่งขันเข้าเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐ หรือแม้แต่ส่งเสียลูกตนเองให้ร่ำเรียนเมืองนอกเมืองนา
ด้วยโครงสร้างและวีถีชีวิตที่ (ถูกออกแบบมาว่า) ดีเช่นนี้ คุณจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปสนใจว่าเสื้อผ้าราคาประหยัดที่คุณซื้อมาใส่ทุกวันนั้นทำจากโรงงานที่ไหน จ่ายค่าแรงให้กับคนงานอย่างเป็นธรรมหรือไม่ ใช้แรงงานเด็กหรือเปล่า แล้วข้าวแกงที่คุณซื้อจากแม่ค้าหน้าออฟฟิศล่ะ คุณจะสนใจไหมว่าแม่ค้าใช้วัตถุดิบธรรมชาติหรือไม่ มี Carbon Foot Print เท่าไหร่ สร้างก๊าซเรือนกระจกไปกี่มากน้อย
บางทีแม่ค้าคนนั้น อาจต้องขายแกงให้ได้ 10 ถุง เพียงเพื่อหาเงินให้ได้มากพอที่จะนำมาจ่ายค่าน้ำมันรถมอร์เตอร์ไซค์ให้ลูกชายคนเดียวของเธอ ได้ขับไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนในยามที่เธอต้องนอนหลับพักผ่อน โดยที่เธออาจไม่รู้ว่าลูกชายของเธอเป็นหัวหน้าแก๊งเด็กแว้นกวนเมือง
ส่วนคุณเองก็อาจไม่รู้ว่าลูกสาวของคุณที่เรียนจบปริญญาโทจากอังกฤษนั้น เป็นหัวหน้าฝ่ายการตลาดของบริษัทผลิตรถมอร์เตอร์ไซค์ คันเดียวกับที่ลูกชายแม่ค้าข้าวแกงคนนั้นขับทุกคืน
ใครจะรู้ … อาจมีคืนไหนสักคืน ที่ลูกสาวของคุณ กับลูกชายของแม่ค้าคนนั้น เจอกันกลางถนนก็เป็นได้
หลายครั้งที่ครุ่นคิด ผมพบว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมขุ่นข้องหมองใจเสมอมา อาจเป็นความเชื่อบางอย่างของผมเอง
ผมเชื่อว่าสิ่งต่างๆล้วนเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรือความสำเร็จ เป็นเรื่องของมนุษย์หรือธรรมชาติ เป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย
เหมือนที่ฝรั่งเรียกว่า “Everything is relative” ส่วนท่านพุทธทาสภิกขุเรียกว่า “อิทัปปัจจยตา”
และท่ามกลางสารพัดเรื่องร้ายๆบนโลกใบนี้ จึงเป็นไปได้ยากเหลือเกินที่จะบอกว่าพวกเราทุกคนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเสียเลยกับสิ่งเหล่านั้น
รถยนต์ที่เราขับทุกวันนี้มีส่วนสร้างปัญหาโลกร้อนแค่ไหน แล้วเสื้อผ้าที่ใส่ทุกวันนี้สร้างมลพิษเพียงใดจากโรงงานในจีน ลูกฟุตบอลที่เราเตะตอนเย็นใช้แรงงานเด็กกี่คนในเนปาล ข้าวสารที่ชาวนาภาคอีสานปลูกให้เรากินเมื่อตอนเที่ยงนั้นถูกกดราคาโดยพ่อค้ามากเพียงใด บริษัทน้ำมันแห่งชาติที่เราถือหุ้นอยู่นั้น มีส่วนช่วยรัฐบาลทหารพม่าทารุณชนกลุ่มน้อยแค่ไหน รสนิยมบ้า “ผิวขาว” ของเรา ทำให้ผู้หญิงกี่คนเป็นเหยื่อคลีนิคฟอกผิว นิสัยที่ชอบให้ “ผู้ใหญ่” แก้ปัญหาให้ของเรา สร้างเงื่อนไขให้ทหารเอารถถังออกมากี่ครั้งแล้ว โครงสร้างประชาธิปไตยที่บิดเบี้ยว และความถ่างห่างระหว่างชนชั้นที่พวกเราล้วน “เพิกเฉย” นั้น สร้างเงื่อนไขให้เกิดนักการเมืองประชานิยมมาแล้วกี่คน
สารภาพตามตรงว่าระยะหลังมานี้ ผมพบว่าความสุขง่ายๆอย่างหนึ่งที่หามีได้ในชีวิต คือการรับรู้ข่าวสารให้น้อยลง (โดยเฉพาะข่าวสารทางการเมือง)
พอรับข่าวสารน้อยลง ก็รับรู้เรื่องแย่ๆน้อยลง จิตใจก็ขุ่นมัวน้อยลง มีเวลาสนใจตัวเองมากขึ้น มีเวลาวางแผนให้กับตัวเองมากขึ้น และ “เพิกเฉย” ต่อความเดือดร้อนของคนอื่นน้อยลงเป็นธรรมดา
รถยนต์ก็ต้องขับ ข้าวก็ต้องกิน จะให้สนใจโลกร้อนหรือราคาข้าว มากกว่าปากท้องและชีวิตตัวเองได้ยังไงกัน
ผมไม่แน่ใจว่าความคิดแบบที่ว่านี้เกิดขึ้นเพราะวัยที่สูงขึ้น ทำให้มีเรื่องวุ่นวายให้ชีวิต “เอาตัวรอด” มากพอแล้วในแต่ละวัน และหนักเกินกว่าจะมีเรี่ยวแรงไปสนใจเรื่องคนอื่น หรือเปล่า
หรือด้วยวัยที่สูงขึ้น ทำให้รู้จักมี “ศิลปะ” ในการใช้ชีวิตที่มากขึ้น รู้จัก “วางเฉย” ต่ออะไรหลายอย่างมากขึ้น (เช่น การวางเฉย อดทน ต่อการกระทำของ รมว. บางกระทรวง) เพื่อเป้าหมายการใช้ชีวิตที่สมดุลย์ และมีความสุขตามอัตภาพ
หรือจริงๆแล้ว มันไม่มีอะไรลึกซึ่งไปกว่าวันที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว พร้อมๆกับไฟที่มอดดับไปในหัวใจของตนเอง
จากความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เล่ามา ผมพบว่าภาษิตฝรั่งอันหนึ่งดูจะเป็นจริงดังที่เขาว่าไว้
Ignorance is Bliss – การวางเฉยได้ เป็นพรอันประเสริฐ
แต่ก็น่าแปลกใจ แทบทุกครั้งที่รู้สึกเช่นนั้น ผมมักได้ยินเสียงเบาๆบอกกับตัวเองเช่นกันว่า
All that is necessary for the triumph of evil is that good men do nothing.
อ่านแล้วเศร้าหว่ะ เศร้าโคตร T-T
วางเฉย? น่าจะปล่อยวางดีกว่านะ
เป็นคนปกติกันดีกว่า อย่าเป็นคนดีกันให้มากเลย ชีวิตปกติน่าจะเป็นชีวิตที่ไม่วุ่นวาย ส่วนใครที่ชีวิตไม่ปกตินั่นคงเพราะกรรมที่ต้องชดใช้
ปลูกต้นไม้กันดีกว่าครับ เป็นส่วนหนึ่งของการให้ชีวิตนั้น สุขนัก
:)
Be the devil that live, better than be the good that cannot survive.
อืม พี่ว่า การ “ปล่อยวาง” อย่างมีอุเบกขา ยังไงๆ ก็คงดีกว่าการ “วางเฉย”
พี่เชื่อว่าสังคมดีกว่าเดิมได้ แ่ต่มันต้องค่อยเป็นค่อยไป เป็นผลรวมที่สะสมผ่านกาลเวลาของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำ เช่นการเขียนบล็อกของคุณ ซึ่งเราไม่อาจมองเห็นผลลัพธ์ของมันในชั่วข้ามคืนได้ (ไม่เหมือนกับเรื่อง “เลว” ทั้งหลาย ที่เห็นผลทันตามาก) ซึ่งนั่นก็อาจเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนจิตใจดีอย่างคุณรู้สึกท้อแท้นะ
ใครก็ไม่รู้ที่จำชื่อไม่ได้แล้วเคยบอกว่า แสงสว่างสำคัญกว่าความร้อน
ขอเป็นกำลังใจให้ไฟของคุณลุกโชนขึ้นมาใหม่ อาจจะไม่ใช่เปลวไฟแรงๆ ที่เป็นอันตรายกับตัวเองและคนรอบข้าง แต่เป็นเปลวเทียนที่ส่องสว่างในใจคนอ่านบล็อกของคุณ :)
การไม่ทำอะไรอย่างที่ี่ตาเนื้อเห็น บางทีก็คือทำแล้วนะฮะ
ซึ่งนั่นผมว่าสอดคล้องกับคำว่าปล่อยวางและคำว่าปัญญา
อันเป็นแสงสว่างมิใช่ความร้อนอย่างที่คุณคนชายขอบว่าไว้
มีอีกอย่าง ที่อยากขอบ่นด้วย
“สื่อ” ช่วงนี้ไม่รู้เป็นอะไร ผมรู้สึกแย่กับคำคำนี้
(จริงๆ ก็รู้สึกแย่มานานแล้วแหละ)