มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้

มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้

museum00.png

หลายวันก่อน หาเวลาว่างแวะไปเที่ยว “มิวเซียมสยาม” มาครับ

สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก “มิวเซียมสยาม” คือพิพิธภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในความดูแลของสถาบันการเรียนรู้แห่งชาติ ซึ่งได้ปรับปรุงอาคารเก่าของกระทรวงพานิชย์เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทันสมัย โดยมีแกนหลัก (theme)ของเนื้อหาที่นำเสนอคือ :-

“เราคือใครและความเป็นมาของไทยหมายถึงอะไร ค้นหาคำตอบด้วยตัวคุณเอง ณ พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ใหม่ล่าสุดที่จะพาผู้ชมย้อนมิติผ่านกาลเวลาไปกว่า 2,500 ปี”

นิทรรศการต่างๆในมิวเซียมแห่งนี้ จัดเตรียมโดยทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์ Lord of The Ring เป็นการแสดงพิพิธภัณฑ์ที่ยึดหลัก “จับต้องได้” เป็นหลัก

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  http://thai.tourismthailand.org/marketplace/content-91.html

และจากเวปไซต์ของพิพิธภัณฑ์ http://www.ndmi.or.th/

museum01.jpg

*ตัวอาคารดัดแปลงจากตึกเก่าของกระทรวงพานิชย์

ก่อนจะเดินทางไปชม ผมตั้งแง่กับมิวเซียมแห่งนี้ไว้หลายประการประการแรก ตั้งแง่ไว้กับหัวข้อ “ความเป็นไทย” ที่มิวเซียมตั้งใจนำเสนอ เพราะสงสัยว่าจะสามารถนำเสนอได้ครบถ้วนรอบด้านแค่ไหน เกรงว่านี่จะเป็นเพียงอีกหนึ่งแขนขาของกระทรวงวัฒนธรรม (หลงยุค) ที่มาพร่ำสอนวาทกรรม “ความเป็นไทย” เข้าทำนอง นุ่งสไบ สวมหมวก นุ่งโจงกระเบน รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แล้วก็เป็นคนไทยกันเถิด … ทำนองนั้น

ประการที่สอง อยากจะไปเห็นว่านิทรรศการที่สร้างโดยทีม Lord of The Ring จะยิ่งใหญ่ตระการตาเพียงใด

ประการที่สาม อยากจะพิสูจน์ว่าโดยรวมแล้ว “มิวเซียม” แห่งนี้ จะเป็นความหวังให้กับ “มิวเซียม” ของไทยได้หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงอีกหนึ่ง “มิวเซียม” ที่เต็มไปด้วยกระถางเก่าๆ วางเต็มห้อง แล้วก็กลายเป็นส่วนเกินของสังคมไทยอีกชิ้นหนึ่ง (เช่นเดียวกับแทบทุกมิวเซียมที่ประเทศนี้มี)

หลังจากไปชมมาแล้ว แม้จะไม่ครบถ้วนทั้งหมด แต่ต้องบอกว่ามิวเซียมสยามแห่งนี้ “ยอดเยี่ยม” มากครับ

กับเนื้อหาเรื่อง “ความเป็นไทย” ที่ตั้งใจนำเสนอ ปูพื้นมาตั้งแต่ก่อนถือกำเนิดแผ่นดินสุวรรณภูมิ ก่อนกำเนิดยุคนครรัฐต่างๆ ไล่ไปถึงยุคหิน ยุคสำริด ยุคเหล็ก ฯลฯ สามารถทำได้อย่างรอบด้าน สนุกสนาน และหลากหลายเป็นอย่างยิ่ง

รู้ไหมครับว่าเจดีย์และปราสาทหินต่างๆในบ้านเรา ก็สร้างขึ้นพร้อมๆกับมหาวิหารสำคัญๆในยุโรปเช่นกัน

เราได้เห็นชนเผ่า / ชนชาติ มากมาย ที่ดำเนินวิถีชีวิตอยู่ในแถบดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ ได้เห็นการผสมปนเปกันมากมาย ระหว่างวัฒนธรรมของมอญ ขอม ทวารวดี ฯลฯ ที่ในวันนั้น ยังเป็นเพียง “นครรัฐ” หลวมๆ ไม่ใช่รัฐชาติที่มีเส้นแบ่งตายตัวอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจในวันนี้

คุณคิดว่าในระหว่างที่ “อโยธยา” เป็นใหญ่ มีชุมชน นครรัฐ อะไรอีกบ้างไหมที่ใหญ่พอๆกัน แล้วสัดส่วนเป็นเท่าใด ใครมีคนมากกว่า-น้อยกว่าแค่ไหน

เราได้เห็นข้อมูลที่ชวนให้เรา “ตั้งคำถาม” ถึงความเป็น “ไทยแท้” มากมาย ว่าเอาเข้าจริงๆแล้วมันคืออะไร

อักษรไทยหลายตัว เหมือนกับอักษรขอม และอักษรมอญ

ขนมไท๊ย … ไทย อย่าง ฝอยทอง ก็เป็นขนมที่เราเรียนรู้มาจากโปรตุเกส บ้านเกิดเจ้าโรนัลโด้ อีกทอดหนึ่ง

สินค้านำเข้าที่สำคัญที่สุดของกรุงศรีอยุธยา (ที่แสนจะไท๊ย .. ไทย) คือกองทหารรับจ้าง (ซึ่งส่วนมากเป็นฝรั่ง)

กะปิ ที่ดูจะ ไท๊ย ไทย … แต่จริงๆแล้วมันเป็นอาหารที่แทบทุกประเทศในเอเชียอาคเนย์มีประจำบ้าน ไม่ว่าจะเป็นมาเลย์เซีย อินโดนิเซีย หรือ ฟิลิปปินส์ เพียงแต่เรียกชื่อต่างกันออกไปเท่านั้น (แล้วคุณคิดว่าคน “อโยธยา” จะคิดทำกะปิเองได้ไหม หากไม่เรียนรู้จากคนแถบภาคใต้)

พึ่งรู้ด้วยเช่นกันว่า แผ่นเหล็กขนาดใหญ่ที่เห็นในวัดทั่วไป โดยเฉพาะในอุโบสถวัดเบจญมบพิตร เรียกว่า “กลองมโหรทึก” ซึ่งไม่ใช่ของไทย แต่เป็นสินค้าส่งออกจากผู้คนแถบเวียดนามเหนือ

กรุงเทพที่เราอยู่ แต่เดิมมีชนพื้นเมือง “บางกอก” อยู่กันมากมายก่อนรัชกาลที่ 1 จะทรงสร้างเมือง

แรงงานที่ก่อสร้างกำแพงเมืองกรุงเทพ ถูกเกณฑ์มาจาก “เวียงจันทน์” ส่วนแรงงานขุดคลองรอบเมืองที่เราเห็นกันทุกวันนี้นั้น ถูกเกณฑ์มาจาก “เขมร” ซึ่งหลังจากทำงานเสร็จ พวกเขาเหล่านั้นก็ลงหลัก ปักฐาน กลายเป็น “คนกรุงเทพ” มาจนทุกวันนี้

ตัวเนื้อหาแตกต่างจากเรื่องเล่าชาวไทย ที่พวกเราได้เรียนจากหนังสือสังคมศึกษาสมัยประถมอย่างสิ้นเชิง เป็นเนื้อหาที่หลากหลาย เปิดกว้าง และชี้ชวนให้เราเห็นโลกที่กว้างกว่า “รัฐชาติ” แคบๆ ทำให้เรามองเห็นชนกลุ่มน้อยมากมายที่ถูกผลักให้ไปอยู่ชายขอบ (marginalized) โดยรัฐชาติทุกวันนี้ ทั้งที่เมื่อก่อนพวกเราทุกคนต่างแลกเปลี่ยนถ่ายเท ศิลปะวัฒนธรรมแก่กันและกัน อย่างผสมกลมกลืน

สรุปว่า “ต้องไปดูเอาเอง” ครับ เพราะนิทรรศการทำได้เยี่ยมมากในแง่การให้ข้อมูล และจงใจ “ตั้งคำถาม” ให้เรากลับไปคิดกันต่อเอง ว่าอะไรหนอคือ “ความเป็นไทย”

museum03.jpg

*สวัสดี – หลายชาติ หลายภาษา

ประเด็นที่สอง เรื่องทีมงาน Lord of The Ring

หลังจากดูนิทรรศการแล้วก็ไม่แปลกใจครับ โดยเฉพาะหนังสั้น (หรือเพื่อความเป็นไทยยิ่งขึ้น ควรเรียกว่าวิดีทัศน์ ? หรือ วิดีทรรศน์? ) มากมาย ที่ถูกใช้เป็นสื่อหนึ่งในมิวเซียมสยามแห่งนี้

ความพิเศษของหนังสั้นเหล่านั้น ที่โดดเด่นจนสังเกตได้ก็คือ Production ที่ยอดเยี่ยม ดูแค่การจัดแสงเงา สำหรับตัวละครที่ต้องแต่งกายย้อนยุค ก็เดาได้แล้วว่าไม่ใช่มือระดับคนไทยแน่ (หรือถ้าจะใช่ ก็ต้องเป็นคนไทยที่มีฝีมือระดับโลก) เพราะหนังที่จัดแสงจัดฉากได้ขนาดนี้ ดูจะมีแต่หนังของท่านมุ้ย ซึ่งหนังท่านมุ้ยอย่างสุริโยทัย ก็จ้างฝรั่งมาจัดแสงอีกทีอยู่ดี (อ๊ะ .. นี่ก็หนัง “ไทย” นี่หว่า)

เอาเป็นว่า Production โดยรวมทั้งหมด สมราคาทีมงาน Lord of The Ring ครับ

ประเด็นที่สาม ถามว่ามิวเซียมแห่งนี้ พอจะเป็นความหวังให้เห็นการพัฒนาพิพิธภัณฑ์ (ขออนุญาตใช้คำไทยสักหน่อย) ในประเทศไทยหรือไม่

คงต้องตอบว่า “เป็นความหวังได้” ครับ

ดูเหมือนโจทย์ของที่นี่จะไม่ได้อยู่ที่หม้อ ไห เก่าๆ แต่อยู่ที่การมุ่งมั่นเสนอ “ข้อมูล” และ “คำถาม” ให้กับผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัย

ที่นี่มีทั้งงานวิชาการให้ศึกษา มีหนังสือให้ซื้อหามาอ่านต่อไปได้ตามต้องการ และก็มีเกมการละเล่นมากมายให้เด็กๆได้เพลิดเพลิน ให้พ่อแม่ได้มี “Agenda” (อ๊ะ .. คำนี้ก็คำไทยร่วมสมัย ?) พูดคุยกับลูกหลาน ตามแต่กำลังสมองของพ่อแม่จะทำได้

ผลงานที่นี่แทบทั้งหมดไม่มีป้าย “ห้ามจับ”

ในทางกลับกัน แทบทุกอย่างล้วนมีป้าย “เชิญจับ” เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้ชม เกิดการเรียนรู้ และสร้างบรรยากาศที่ดีระหว่างความรู้ กับผู้เข้าชม

museum02.jpg

*ทั้งหมดที่เห็นนี้ ไม่มีป้าย “ห้ามจับ” ให้เห็นแม้แต่อันเดียว

museum04.jpg

*ตัวอย่างเครื่องเล่นไทยที่ทำจากไม้ เชิญหยิบจับไปลองเล่นได้ตามสะดวก

ใครที่สงสัยเรื่องบางเรื่อง มาชมมิวเซียมแห่งนี้แล้วอาจจะได้คำตอบไปบ้าง หรือหากไม่ได้ ก็อาจจะยิ่งได้คำถามที่ลึกซึ้งมากขึ้น นำไปสู่การเสาะหาคำตอบ ค้นคว้า หรือแสวงหาข้อมูลใหม่ๆ มาเปิดโลกทัศน์ของตัวเองให้กว้างกว่าที่กระทรวงวัฒนธรรมอยากให้เราเป็น

ผมได้ข้อสังเกตวันนี้เอง ว่าพุทธศาสนาในดินแดนสุวรรณภูมินี้ไม่ได้เผยแผ่ออกไปในแนวทางเดียวกันเสียหมด เพราะพื้นที่แถบเหนือจะเป็นนิกายเถรวาท ส่วนพื้นที่ด้านใต้จะเป็นมหายาน อย่างเช่นอาณาจักรศรีวิชัย

นอกจากนั้น ยังได้เห็นอีกด้วยว่า “ความเชื่อ” มากมายที่เกี่ยวพันกับชีวิตไทยๆของเรา หลายสิ่งมาจากการนับถือ “ผี” ส่วนอีกหลายสิ่งมาจากความเชื่อแบบ “พราห์ม”

มีเพียงไม่กี่อย่าง ที่มาจากความเชื่อแบบ “พุทธ” แท้ๆ

วันนี้ก็พึ่งรู้อีกเช่นกัน ว่าประเทศไทยเริ่มทำแผนที่กันในรัชสมัยรัชกาลที่ 4 มาทำกันจริงๆจังๆตามหลักสากลก็รัชกาลที่ 5 รู้แล้วก็ไม่แปลกใจกับอะไรอีกหลายอย่าง เพราะในขณะที่ฝรั่งแล่นเรือข้ามโลกมาล่าอาณานิคม บ้านเรายังไม่รู้จักการทำแผนที่กันเลย (ฝรั่งถามว่าบ้านเรากว้างแค่ไหน เราตอบว่าให้เดินไปเรื่อยๆ แล้วถามชาวบ้านเอาดูเถิด)

ส่วนใครที่เป็น “คอการเมือง” ต้องบอกว่าที่นี่ให้น้ำหนักกับเรื่องราว “การเมืองไทยยุคใหม่” มากพอควร แต่จะอยู่ภายในแก่น (Theme) ของการเปลี่ยนผ่านจาก “สยาม” มาเป็น “ไทยแลนด์”

เรื่องราวของคณะราษฏร์และสภาพประชาธิปไตยหลัง 2475 พอมีให้เห็นบ้างประปราย มีการฉายสกู๊ปเรื่องราวของคณะราษฏร์ (เด็กไทยสมัยนี้จะได้รู้จักคนนามสกุล “พนมยงค์” เสียบ้าง) มีการบอกให้คนไทยรู้ว่าบ้านเมืองเรามี “หมุด” ของคณะราษฏร์อยู่บนถนน มีการพูดถึงถนอม-ประภาสและการเมืองโสมมทั้งหลาย โดยที่เนื้อหาไม่ได้สรรเสริญถนอม-ประภาสให้ขัดหูขัดตา

แม้โดยส่วนตัวผมคิดว่าควรจะมีเนื้อหาทำนองนี้ให้ “มาก” และ “ลึก” กว่านี้ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเปิดสมองให้พวกเราได้รู้ว่า “ความเป็นไทย” สมัยใหม่มาจากไหน แต่หากคิดอย่างเป็นกลางก็ต้องบอกว่าเนื้อหาส่วนนี้ “พอจะมีบ้าง” ตามเท่าที่เป็นไปได้แล้ว ส่วนใครอยากได้เนื้อหาที่ลึกกว่านี้ แนะนำให้ไปอ่านหนังสือ “ฟ้าเดียวกัน” ก็ดูจะเหมาะกว่า

น่าเสียดายที่วันนั้น ผมมีเวลาน้อยไปหน่อยสำหรับการเดินชมที่นี่อย่างละเอียด เท่าที่ผมประเมินดู หากต้องการเดินชมอย่างละเอียด ผมแนะนำว่าให้มีเวลาสัก 3-4 ชั่วโมงขึ้นไป

ผมกลับบ้านมาด้วยความสงสัยอีกข้อหนึ่งว่า ใครกันหนอ ที่อยู่เบื้องหลังการทำงานอันน่าประทับใจทั้งหมดนี้

ทั้งการปรับปรุงอาคารกระทรวงพานิชย์ให้ลงตัวงดงาม ดูผสมผสานกลมกลืนระหว่างตึกเก่ากับสิ่งทันสมัยสไตล์ Modern Art อย่างลงตัว

ไหนจะเรื่องการจัดเนื้อหา (Content) ที่ดูยังไง ก็ไม่คิดว่ากระทรวงวัฒนธรรมของประเทศนี้จะทำได้ เพราะดูจะ “ประเทืองปัญญา” คุ้มค่าเกินเงินภาษีของผมมากไปสักหน่อย

ไหนจะการบริหารจัดการ ทีมงานน้องๆมากมายที่คอยต้อนรับดูแล ร้านอาหาร ร้านของที่ระลึก ดีไซน์เนอร์ผู้ออกแบบป้ายสัญลักษณ์โลโก้ที่ยอดเยี่ยม และรายละเอียดเล็กๆน้อยๆทั้งหลายในตัวอาคาร สิ่งเหล่านี้ดูไม่ออกเลยว่าจะเป็นผลงานของ “ราชการไทย” (อ๊ะ .. หรือผมจะเสพติดความเป็นไทยเข้าอีกคนเสียแล้ว)

กลับบ้านมาลองอ่านเรื่องราวจากเวปไซต์ของมิวเซียมแห่งนี้ดู จึงถึงบางอ้อ

มิวเซียมแห่งนี้ เป็นหน่วยงานเฉพาะด้านภายในสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐ (องค์การมหาชน) เดาเอาว่าเงินงบประมาณน่าจะใช้จากรัฐ (ซึ่งก็คือภาษีของเราๆท่านๆ) ส่วนเงินดำเนินการไม่แน่ใจว่าให้รัฐจ่ายให้ หรือจะหาช่องทางสร้างรายได้ของตนเองต่อไป (ปัจจุบันนี้มิวเซียมสยามเปิดให้เข้าชมฟรี ซึ่งการที่บอกว่าปัจจุบันให้เข้าชมฟรี ก็ขอเดาว่าต่อไปอาจจะไม่ฟรี)

ส่วนข้อสงสัยทั้งหมดเกี่ยวกับเนื้อหา แนวทาง และการดำเนินงานที่ดูจะ “แหวกแนว” ขนบพิพิธภัณฑ์ของไทยเสียเหลือเกินนั้น หมดไปโดยสิ้นเชิงเมื่อผมได้เห็นข้อมูลว่ามิวเซียมสยามแห่งนี้ ได้รับแนวคิดการดำเนินงานจาก ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

ลองอ่านข้อเขียน “การทำให้ความรู้เป็นที่แพร่หลายในหมู่ประชาชน (Popularization of Knowledge)” ของอาจารย์ดูครับ จะเห็นได้ว่าถ้าผมอ่านข้อมูลของมิวเซียมแห่งนี้ก่อนไป คงไม่แปลกใจแน่ๆเมื่อไปเห็นของจริง

สิ่งดีๆเช่นนี้ควรได้รับการเผยแพร่และสนับสนุนต่อไปอย่างกว้างขวาง เพราะประเทศไทยควรจะมี “พื้นที่ส่วนกลาง” ให้กับประชาชนไทยมากกว่าพื้นที่ส่วนตัวเช่นที่พักอาศัย และพื้นที่เชิงพานิชย์เช่นช็อปปิ้งมอล์ ผับ บาร์ หรือแม้แต่ร้านกาแฟต่างๆ

ถ้าประเทศนี้จะมีแต่ของส่วนตัวกับของธุรกิจ (คนอื่น) ก็ไม่รู้ว่าพวกเราจะเสียภาษีกันไปทำไม จริงไหมครับ ?

ถ้ารัฐไม่อยากให้เยาวชนไปมั่วสุมกันใต้ทางด่วน ห้างสรรพสินค้า คอนโดส่วนตัวของพ่อแม่ ร้านอินเตอร์เนต ฯลฯ รัฐก็ควรถูกตั้งคำถามกลับด้วยว่า ตนเองได้สร้างพื้นที่อะไรให้กับเยาวชนบ้าง นอกจากการเวนคืนที่ดินไปสร้างถนนลอยฟ้า อนุสาวรีย์ และสนามกอล์ฟ

ก็ได้แต่สวดภาวนา และหวังว่ามิวเซียมแห่งนี้จะยึดถือขนบแนวทางที่ดี ในการ Popularize ความรู้ให้กับคนไทยในวงกว้างต่อไปอีกนานเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะความรู้เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทุกยุคทุกสมัยหวาดกลัวอยู่เสมอ

อ้อ … เกือบลืมบอกไป

มิวเซียมแห่งนี้ มีคุณจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นที่ปรึกษา และจัดตั้งขึ้นในรัฐบาล “ไทยรักไทย” ครับ

museum05.jpg

*ด้านหลังของอาคาร ทำเป็นลานเอนกประสงค์กว้างๆ ที่นี่มีที่จอดรถน้อย (มาก) แนะนำให้จอดไว้ที่สนามหลวงจะดีที่สุดครับ

………………………………

มิวเซียมสยาม
สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.)
4 ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200

ใกล้วัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ท่าเตียน ปากคลองตลาด และสถานีตำรวจพระราชวัง

โทรศัพท์ : 02-622-2599 โทรสาร : 02-225-2775

“มิวเซียมสยาม” เวลาทำการ
วันอังคาร-อาทิตย์ เวลา ๑๐.๐๐-๑๘.๐๐ น. ไม่เว้นวันหยุดราชการ
วันจันทร์ปิดทำการ

แผนที่ >> http://www.ndmi.or.th/map.gif

………………………………

ปล. คิดว่าคงได้ไปเยือนที่นี่อีกหลายครั้งแน่นอน

museum01.png


11 Responses to “มิวเซียมสยาม พิพิธภัณฑ์การเรียนรู้”

  1. อิ๊ก says:

    สุดยอดเลยครับ ต้องไปให้ได้

  2. cotton says:

    ก่อนอ่านก็ตั้งแง่เหมือนกัน
    พออ่านก็ยังตั้งแง่อยู่ เพราะเรื่องความเป็นไทยเนี่ย กำัลังกลัวว่าจะนำเสนอให้ดูเว่อเข้าไว้
    แต่พออ่านไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าน่าสนใจขึ้นมาเลยค่ะ
    อีกอย่าง เห็นชื่อ อาจารย์นิธี เอียวศรีวงศ์ ด้วย เคยประทับใจการเขียนหนังสือของท่าน
    แล้วก็ เิพิ่งรู้ด้วยซ้ำว่ามีพิพิธภัณฑ์นี้ ดีนะที่ไม่ได้มารู้เอาตอนอาจจะโดนยุบ? เหมือน tcdc

    ขอบคุณค่ะ

  3. iMenn says:

    เห็นโลโก้ครั้งแรก วางแถวๆสถานที่ราชการ ก็รู้สึกประหลาดใจมากแล้วครับ เพราะดูแล้ว ไม่ใช่งานแนว “ราชการ” เลย อ่านจบก็ขอคารวะ และจะหาทางไปดูแน่นอน

  4. Tum says:

    น่าสนใจดี

    แต่สงสัย…ทำไมต้องให้ทีมต่างชาติเข้ามาจัดทำในส่วนของ Production
    ไม่ใช่แอนตี้ ไม่ใช่ชาตินิยมจนเว่อร์ แค่สงสัยว่าในการคัดเลือกเนี่ย เขาทำยังไง
    คัดเลือกจากการให้นำเสนอไอเดีย แล้วทีมนี้ได้ไป หรือว่าอย่างไร?
    เพราะในฐานะที่พอรู้จักวงการด้านนี้(อย่างผิวเผิน) อยู่พอสมควร
    คนไทยก็พอจะมีฝีมือในด้านนี้อยู่ แต่โดยมากมักจะลงเอยแบบนี้

    ลูกค้าคนไทย –> บริษัทต่างชาติ –> บริษัทต่างชาติในไทย/บริษัทคนไทย –> แรงงานฝีมือคนไทย

    สงสัย 2 … จะมีใครรู้สึกเหมือนผมเวลาดูโลโก้ไหม โดยเฉพาะรูปล่างสุด ว่าดูแล้วมันช่างทำให้คิดไปถึงโลโก้โอลิมปิกของจีนไปซะอย่างงั้น

  5. พีค says:

    มิวเซียมแห่งนี้ มีคุณจาตุรนต์ ฉายแสง เป็นที่ปรึกษา และจัดตั้งขึ้นในรัฐบาล “ไทยรักไทย” ครับ

    จริงเหรอว๊าาาาาา พี่ไม่รู้นะเนี้ย เห็นเขาด่า ทรท มาจนเหม็นขี้ปาก ว่า เป็น รัฐบาลที่แย่ไม่สร้างสรรค์

    จริงเหรอ ว๊าาาา ไม่เชื่อนะ

    แล้ว ไอ้ TCDC ที่เดิร์นๆ นี่ก็ทำตอน ทรท เป็น รัฐบาลปะ?

    จริงเหรอว๊าาาาาาาาา

    ฮ่าาาาาาาาา

  6. An Observer says:

    คุณ อิ๊ก – ไปแล้ว ลองเล่าความรู้สึกให้ฟังด้วยนะครับ ว่าจะรู้สึกเหมือนกันไหม

    คุณ cotton – พิพิธภัณฑ์นี้พึ่งจะเปิดไม่นานครับ ผมเองก็เพิ่งรู้ข่าวเช่นกัน ลองไปดูนะครับ ผมว่าได้ความรู้ดีทีเดียว

    คุณ iMenn – :-)

    คุณ Tum – ลองแวะไปดูนะ ผมว่าได้ความรู้ดีมากเลย ส่วนเรื่องที่คุณสงสัยนั้น No comment จริงๆ (แหะ แหะ)

    พี่พีค – ผมไม่ได้เชียร์ ทรท. หรอกนา แต่อยากให้ “เฝ้าดู” กันต่อไปว่า ใครบ้างจะกล้าให้ความรู้ดีๆ (โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของคนชั้นสูง) กับประชาชนอีกบ้างในอนาคต .. หึ หึ

  7. บุญชิตฯ says:

    เคยได้ยิน ว่าญาติของผมท่านหนึ่งได้รับมอบหมายให้ทำอะไรแนวๆนี้ แถวๆนั้น
    แต่ถ้าไม่มีชื่อปรากฎในเครดิต ก็คาดว่าท่านอาจจะถอนตัวไปตอน “กู้ชาติ”

    ซึ่งก็น่าจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ถูกต้องและสมประโยชน์ ทั้งต่อตัวท่านเองและประชาชน
    รวมทั้งคนที่จะได้ใช้พิพิธภัณฑ์นี่แล้วกระมัง

  8. บุญชิตฯ says:

    ไปดูในเวบ ท่านยังอยู่แฮะ… คงอยู่ในส่วนการวางคอนเซป

  9. Oakyman says:

    น่าสนใจมาก น่าจะนั่งเรือไปได้ไม่ยาก

    โลโก้นึกถึง Walt Disney เหมือนกันครับ แต่ก็สวยดี

    ป.ล. ขอท้วงตัวสะกดเล็กน้อยครับ

    ไท้ยไทย
    พราหมณ์

    ป.ล. 2 ญาติคุณบุญชิตฯ น่าจะเป็นคุณชัยอนันต์รึเปล่าครับเนี่ย?

  10. แดง says:

    หม่ำไปหลายหมื่นล้าน แล้วจะไม่ทำอะไรเลยมันก็ไม่ไหวมั๊ง
    ก็คงต้องทำอะไรบ้างหละไม่งั้นจะนั่งหม่ำ เงินชาติได้นานๆเหรอ
    มันก็ต้องมีผลงานเอาใจประชาชนบ้าง ก็ยังมีอีกตั้งคลายคนที่ไม่สน
    เรื่องถูกหรือผิด จะสนก็แค่ผลประโยชน์ที่เค้าทำให้ชาตินี่นา
    ถ้ากินอย่างเดียวไม่ทำอะไรคนไม่ทะเลาะกันหรอก

  11. BigBear says:

    ขอบคุณมากค่ะที่มาเล่าให้ฟังเรื่องมิเซียมสยาม
    อยากไปมาก แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสเหยียบย่างเข้าเมืองกรุงบ่อยนัก
    เลยได้แต่หาอ่านประสบการณ์ของคนอื่นไปเรื่อย
    หวังไว้ว่าวันนึง คงมีโอกาสได้เยี่ยมชมกับเค้าบ้าง
    นับถืออาจารย์นิธิ ผู้ริเริ่มแนวคิดของมิวเซียมสยามจริง ๆ ค่ะ

Leave a Reply