เมื่อเดือนก่อน ได้โอกาสไปร่วมงาน Honda Music Festival / Bossa / Reggae / Ska / Dance ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคม 2551 ณ ชายหาดเขาตะเกียบ อ. หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์

เป็นงานดนตรี Free Concert ที่เล่นให้ดูตั้งแต่เที่ยงวัน ยันตีสอง (ตามกำหนดการ – ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ไปเลิกเอาเกือบรุ่งเช้า)
ตอนผมได้ข่าวงานนี้ เห็นแค่ชื่องานก็ตัดสินใจแล้วว่าต้องไปให้ได้ !!
สกา กับ ทะเล – จะพลาดได้อย่างไร – ก็เสียงดนตรีสกาท่ามกลางแดดอ่อนๆ ฟ้าครึ้มๆ ชายหาดกว้างใหญ่ และผู้คนหลากหลาย ดูเข้ากันดีเสียเหลือเกิน
ผู้คนเต้นโยกไปย้ายมากันเต็มหาดเขาตะเกียบ พร้อมกับเสียงเพลง Let’s Go to The Sea ของ ไคโจ บราเธอร์
จะติดตา ติดใจ และจะติดไปอีกนานแน่ๆ




มีบางสิ่งที่ได้เรียนรู้และควรค่าแก่การบันทึกไว้เตือนความจำในอนาคต
จากประสบการณ์งานทำนองนี้ ทำให้พวกเราวางแผนเรื่องที่พักอย่างดี จองห้องพักล่วงหน้าเกือบ 2 เดือน ทำให้ได้ห้องพักติดกับชายหาด เดินจากห้องพักไม่กี่ก้าวก็ถึงบริเวณงานแล้ว ซึ่งช่วยลดปัญหาเรื่องห้องน้ำห้องท่าไปได้มาก
ในขณะที่คนอื่นเขาต้องแย่งกันเข้าห้องน้ำ (ที่อยู่ โค-ตะ-ระ ไกล) แต่พวกเราแค่เดินกลับไปที่ห้องพัก ก็มีห้องน้ำสะอาดให้ได้ใช้อย่างสบายใจ
แม้เรื่องห้องพักจะเตรียมกันมาดี แต่ข้อผิดพลาดของพวกเราอยู่ที่เรื่องอาหารการกิน
เป็นธรรมดาของงานดนตรีทำนองนี้ที่อาหารการกินมักหายาก (และราคาสูง) ยิ่งดึก คนยิ่งเยอะ ยิ่งหากินลำบาก พอถึงช่วงหัวค่ำ ด้วยความที่ต้องบริการผู้คนมาที่ดื่มกินมาตั้งแต่เที่ยงวัน ทำให้อาหาร “หมด” ในทุกร้านตั้งแต่หัวหาดยันท้ายหาด ไม่เว้นแม้แต่ร้านอาหารของโรงแรมที่พัก
การไม่ได้พกเสบียงติดตัวไป ทำให้ต้องเอารถออกเดินทางเข้าเมืองเพื่อไปหาของกินในช่วงเวลาทีการจราจรหนาแน่นถึงจุดสุดยอด ทำให้เสียทั้งเวลาและพลังงานในการเดินทางเพียงไม่กี่กิโลเมตร
สามทุ่มของคืนนั้น การจราจรขาเข้าหาดเขาตะเกียบ ติดขัดตั้งแต่หน้าชีวาศรม นับรวมเวลาที่ใช้เดินทางจากชีวาศรม ถึงที่จอดรถได้ทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงเต็ม !!
บทสรุปสำหรับงานครั้งหน้า (ถ้าได้ไปอีก) คือ
1. นอนให้พอก่อนออกเดินทาง ห้ามกินเหล้า ห้ามเที่ยว และต้องไม่แฮงก์ในเช้าวันเดินทางเด็ดขาด
2. รักษาสุขภาพให้แข็งแรง ต้องมั่นใจตัวเองว่าจะทนแดด ทนฝน ทนร้อน ทนหนาว ทนเลอะ ได้ทุกสถานการณ์
3. จองที่พักแต่เนิ่นๆเช่นเคย
4. ไปถึงงานแต่เนิ่นๆเช่นเคย
5. นำอาหารกินง่ายๆ อิ่มนานๆ ติดตัวไปด้วย (แฮมเบอร์เกอร์ ข้าวกล่อง ขนมปัง ฯลฯ)
6. (ข้อแนะนำส่วนตัว) ให้หลีกเลี่ยงการกินเบียร์ เพราะเบียร์ทำให้ท้องอืด ยืนระยะได้ไม่นาน สร่างยาก สร่างแล้วยังไม่สบายตัวเพราะท้องอืด แถมยังเปลืองเงินมากกว่ากินเหล้าเยอะ … แถมยังอ้วนมากด้วย !!
7. หาทางเอาเหล้าไปกินเอง อาจชงเป็น Bucket กินง่ายๆ แต่อาจต้องหาทางเอาน้ำแข็งติดไปด้วยเพราะงานพวกนี้ส่วนใหญ่ขายแต่เบียร์ และไม่ต้องหวังจะหาซื้อน้ำแข็ง
8. เหนื่อย (หรือเมามากๆ) เมื่อไหร่ ให้กลับห้องพัก อาบน้ำ นอนพัก เพื่อจะได้มีแรงมาลุยต่อ
9. ไม่ต้องห่วงเรื่องที่นั่ง เพราะไม่มีใครมีปัญญานั่งได้ตลอดทั้งงานกว่า 14 ชั่วโมงแน่นอน
10. “ห้ามโลภ” – อย่ามักมาก เพราะศิลปินมีให้ดูมากมาย ต้องยอมห้ามใจอดดูบางคนเพื่อพักตัวเอง จะได้มีแรงกลับมาดูวงหลังๆ ส่วนใหญ่ไฮไลท์เด็ดๆมักอยู่ที่วงหลังๆ ดึกๆ
11. พกกล้องถ่ายรูปไปสองอัน (ถ้าทำได้) กล้อง compact เล็กๆเอาไว้ติดตัว ถ่ายรูปเรื่อยเปื่อย หรือถ่าย clip วิดีโอ ส่วนกล้อง SLR เก็บไว้ที่ห้องนอน เอาไว้ใช้แต่ตอนอยากลุยเข้าไปหน้าเวทีเพื่อถ่ายรูปเท่านั้น อย่าพก SLR ลงมาที่หาดให้เสียเวลาเมาเป็นอันขาด
จำได้ว่าสมัยเด็กๆ เคยเห็นภาพฝรั่งปักเต้นท์นอนกับดินเฉอะแฉะ ตื่นเช้ามาต้มกาแฟกินในเทศกาลดนตรี Glastonbury ที่สก็อตแลนด์
กลับจากงานนี้เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าทำไมฝรั่งจึงทำกันขนาดนั้น เพราะการดูดนตรียาวๆนานๆ กินพลังงานมากเหลือเกิน การเตรียมตัวที่ดีจริงๆเท่านั้น ที่จะช่วยให้ยืนระยะได้ยาวๆ สนุกสนานครื้นเครงได้ตลอดรอดฝั่ง
แม้จะมีเรื่องขลุกขลักบ้าง แต่โดยรวมแล้วเป็นประสบการณ์ที่สนุก เหนื่อย เมา มันส์ แต่ประทับใจเป็นอย่างยิ่ง
แม้จะพอรู้จักดนตรีเร็กเก้มาบ้าง แต่ผมเองมาเริ่มฟังเพลง “สกา” ได้ไม่กี่ปี
สกา กับ ผม เริ่มรู้จักกันเมื่อพี่ชายที่เคารพคนหนึ่งแนะนำให้รู้จักกับ “บริกบาร์” ย่านถนนข้าวสาร ที่ในสมัยนั้นยังอบอวลไปด้วยมนต์เสน่ห์อันมหัศจรรย์
หัวค่ำเป็นดนตรีแจ๊ซ เสิร์ฟพร้อมอาหารอร่อยๆ นั่งกินกันชิวๆ
ดึกหน่อยเป็นบลูส์ บางคืนเป็นร็อก บางคืนเป็นเร็กเก้ สลับสับเปลี่ยนกันไป
ส่วนช่วงหลัง 5ทุ่ม เป็นช่วง “พีก” ของดนตรีแนว “สกา” ซึ่งก็กลายมาเป็นลายเซ็นต์ของร้านจึงถึงทุกวันนี้
เท็ดดี้ สกาแบนด์ – คือชื่อวงดนตรีที่เล่นประจำที่บริกบาร์ทุกวันจันทร์ถึงเสาร์
เท็ดดี้ สกาแบนด์ – เล่นอย่างนี้มาไม่ต่ำกว่า 4 ปี มีวันหยุดเพียงสัปดาห์ละหนึ่งวัน
เท็ดดี้ สกาแบนด์ – คือวงดนตรีที่แสดงสดได้ “สุดยอด” วงหนึ่งเท่าที่ผมเคยดูการแสดงสดตั้งแต่เกิดมา
เท็ดดี้ สกาแบนด์ – เล่นเต็มที่ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวันเกิดแฟนสาวของมือเบส วันที่มือกลองอกหักช้ำรัก หรือแม้แต่วันที่บิดาของนักร้องนำต้องเข้าผ่าตัด

สำหรับผม สกา ดูจะเป็นดนตรีที่อยู่กึ่งกลาง ผสมผสานระหว่างความเร่าร้อนเช่นร็อกแอนด์โรล กับเมโลดี้ที่งดงาม และความชุ่มฉ่ำเย็นใจอย่างเรกเก้หรือบอสซาโนว่า
ด้วยความที่ชื่นชอบบีตและดนตรีร็อกแอนด์โรลเป็นทุนเดิม ทำให้ดนตรีที่เต็มไปด้วยบีตสนุกสนานอย่างสกา เข้ามานั่งอยู่ในใจผมอย่างรวดเร็ว ยิ่งสกายุคหลังๆที่ผสมข้ามสายพันธุ์ กลายเป็นสการ็อก สกาแจ๊ซ สกาพังก์ ยิ่งเต็มไปด้วยเสน่ห์ อบอวลไปด้วยความสนุกสนาน รอยยิ้ม และการปลดปล่อย
อันที่จริง จะว่าไปแล้วดนตรี “สกา” ก็แทบไม่ต่างจากวงลูกทุ่งดุริยางค์ที่คนไทยตามต่างจังหวัดคุ้นเคยกันดี องค์ประกอบหลักของดนตรีที่มีเครื่องเป่า ผสมผสานกับจังหวะสนุกสนาน ทำให้ “สกาสายพันธุ์ไทย” เกิดขึ้นได้ไม่ยาก
ใครนึกไม่ออก ให้หางานของทีโบนยุคแรกๆมาฟัง หรือหาโอกาสดูการแสดงสดของเท็ดดี้ สกาแบนด์ ดูสักครั้ง จะเข้าใจคำว่า “สกาสายพันธุ์ไทย” ได้ไม่ยากเลย
ท่ามกลางสารพัดสาเหตุที่ผมชอบดนตรีสกา มีเหตุผลหนึ่งทีรู้สึกว่ามันทำให้ สกา มีเสน่ห์ยิ่งนัก
จะด้วยแก่นของดนตรี หรือด้วยเปลือกของวัฒนธรรมต้นกำเนิดก็ตาม – สกา – ดูจะเป็นดนตรีที่ไม่แบ่งแยก ไม่ว่าด้วยเชื้อชาติ หรือ ชนชั้น
ในเชิงดนตรี สกา สามารถผสมข้ามสายพันธุ์ได้มากมาย
ใครที่รู้จัก ทีโบน ย่อมรู้ดีว่าพวกเขาตั้งใจเล่นดนตรีเรกเก้/สกาแบบไทยๆ เพื่อให้ฝรั่งดู และจนถึงวันนี้ กาลเวลาก็ได้พิสูจน์ความเป็น “ของจริง” ของพวกเขาเป็นที่เรียบร้อย
ใครที่รู้จัก เทดดี้ สกาแบนด์ ย่อมรู้ดีว่า ไม่ว่าจะเป็นดนตรีของเดอะบีเทิ้ลส์ หรือพังก์ร็อคสมัยใหม่ ดนตรีไทยแท้อย่างคาราบาว พี่เบิร์ด ดนู ฮุนตระกูล ไทยลูกทุ่ง หรือแม้กระทั่งเพลงคลาสสิกของโมสาร์ท ล้วนสามารถนำมาปรุงใหม่ ใส่รสชาติความสนุกสนานแบบ “สกา” ได้อย่างกลมกลืนและน่าอัศจรรย์
“สกา” สามารถเข้าถึงผู้คนได้ทุกหย่อมหญ้า เช่นเดียวกับ “สามช่า” ที่เข้าถึงใจคนไทยได้หมดทุกคน
ย้อนไปหลายสิบปีก่อน
ดนตรีร็อกแอนด์โรล เคยทำลายกำแพงแห่งจารีต กำแพงระหว่างเพศ และกำแพงระหว่างชนชั้น ของคนยุค 50’s มาแล้ว
ในยุคนั้น ไม่ว่าจะชายหรือหญิง ทุกคน “เท่าเทียมกัน” ภายใต้มนขลังของร็อคแอนด์โรล เพลงขึ้นเมื่อไหร่ ขาแข้งต้องขยับยักย้าย นานๆไปก็ลุกขึ้นมาส่ายสะโพก
ว่ากันว่า ร็อคแอนด์โรล ช่วย “ปลดปล่อย” ผู้คนออกจาก “ขนบ” ของโลกเดิม เปิดฉากโลกยุคใหม่พร้อมท่าเต้น “ส่ายสะโพก” ที่ไม่สบอารมณ์ผู้หลักผู้ใหญ่ในสมัยก่อน ถึงขนาดเคยมีการกล่าวหาว่าท่าเต้นร็อคแอนด์โรลเป็นท่าเต้นของปีศาจ เป็นท่าเต้นยั่วยุอารมณ์ทางเพศ เป็นทัศนะอุจาด และเป็นสิ่งผิดบาปอย่างยิ่งในยุคนั้น (ท่าทางคนสมัยก่อน คงนึกภาพดนตรีฮิปฮอปกับท่าเต้นในผับแถวทองหล่อกันไม่ได้แน่ๆ)
“สกา” ก็มีท่าเต้นเอกลักษณ์ของตนเองเช่นกัน
เป็นท่าเต้นที่แสดงถึงความสนุกสนาน มีทั้งจังหวะเนิบนาบ และเร่งเร้า ครึกครื้น กระโดดโลดเต้น
ใครบางคนเล่าให้ฟังว่า เคยเพื่อนคนหนึ่งเรียกท่าทางการเต้นของชาวสกาว่า “ท่าเต้นย่ำเท้า”
ใช่ – เต้น สกา ต้องเต้น “ย่ำเท้า”

ท่ามกลางค่ำคืนแห่งสกา คุณไม่สามารถเต้นโยกย้ายยั่วยวนให้ตนเองดูเด่นในสายตาผู้ชายได้ง่ายๆ เช่นเดียวกับไม่สามารถยืนขยับขาเล็กน้อย เก๊กหล่อไปพลางๆ เพื่อรอขอเบอร์สาว ได้ง่ายๆเช่นกัน
ทุกคน “ย่ำเท้า”
ทุกคนเมา
ทุกคนตัวเปียก เหนียว และ เหม็น … เหมือนกันหมด
ไม่ว่าคุณจะเป็นทนายความ นักการเงิน วิศวกร ศัลยแพทย์ หรือสถาปนิก ทุกคนจะถูกหลอมรวมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกับ “วัฒนธรรมเต้นย่ำเท้า” และวางหัวโขนเอาไว้จนกว่าราตรีจะจบลง
โดยแก่นแล้ว ดนตรีมีเพียง 7 โน้ต
จังหวะในโลกนี้ เอาเข้าจริงมีไม่กี่แบบ เช่นเดียวกับรูปแบบการใช้คอร์ด การเดินเมโลดี้ ฯลฯ
มนุษย์เราสร้างความมหัศจรรย์ทางเสียง โดยการเรียนรู้ที่จะ “ผสม” สิ่งพื้นๆเหล่านี้ออกมาได้อย่างกลมกล่อม
แล้วก็เป็นมนุษย์เรานี่เอง ที่แบ่งแยกว่านี่คือร็อก นี่คือแจ๊ซ นี่คือบลูส์ นี่คืออิเล็กโทรนิกา นี่คลาสสิก ส่วนนี่ลูกทุ่ง
นานวันเข้า เราก็แบ่งแยกต่อไปอีกขั้นว่านี่คือดนตรีชั้นสูงต้องใส่สูทฟัง ส่วนนี่คือดนตรีชั้นต่ำสำหรับพวกชนชั้นกรรมาชีพ อันนี้ต้องกินไวน์ไปด้วยถึงจะเหมาะ ส่วนอันนี้ต้องสำหรับวัยรุ่นเท่านั้นไม่งั้นขัดกับภาพลักษณ์
สกา น่าจะเป็นบทพิสูจน์อีกชิ้นหนึ่งให้ได้เห็นว่า โดยเนื้อแท้ของดนตรีไม่มีพรมแดน ไม่มีชนชั้น
เช่นเดียวกับทุกสิ่งบนโลกนี้ ที่ไม่มีเส้นแบ่ง ไม่มีเส้นกั้น ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีมึง ไม่มีกู
เรา เขา มึง กู – ล้วนแต่ถูกมนุษย์ขีดเส้นแบ่งด้วยตัวเราเองทั้งนั้น
หมายเหตุ: ส่วนหนึ่งของบทความชิ้นนี้ ถูกนำมาปรับปรุงขึ้นใหม่เพื่อให้เกี่ยวข้องกับ “เพลงสกา” โดยเฉพาะ (พร้อมตัวอย่างเพลงสกาแต่ละประเภท) สามารถติดตามอ่านได้ที่เวบ Sit-here.com ครับ
ไม่เคยฟังเพลงแนว ๆ นี้เลย
(ยกเว้น T-bone อะนะ)
งานท่าทางจะน่าสนุก แต่ดูแล้วผมคงไม่อึดพอ 5555
เมฆดำน่ากลัวมาเชียวรูปสองอะค่ะ
แนวนี้ไม่ค่อยนิยมเท่าไร ที่ฟังได้คือ t-bone นั่นเอง
ส่วนตัวแล้วการแบ่งแยกประเภทเพลงต่างๆนั้น
คิดว่าเป็นเพียงการจัดประเภทให้ง่ายต่อการอธิบายสิ่งที่เรากำลังฟังมากกว่า
ฉันเองก็แยกไม่ค่อยออกเท่าไร
ฟังอะไรก็ฟังไป ชอบก็คือชอบ
ไปมาเหมือนกันครับ ตัวผมโชคดีไปถึงห้าโมง ได้ฟัง Teddy Ska เป็นครั้งแรก (เพราะเลทไป 2 ชั่วโมงจากกำหนดการ)
มันส์สมคำร่ำลือ
เสียดายที่พรรคพวกหมดพลังกันแล้ว
เลยอยู่ไม่จบทีโบน (น่าจะฟังไปได้แค่ 4-5 เพลง แต่ก็ยังมันส์ได้อยู่)
คิดถึงงานนี้จัง อยากไปอี๊กกกกกกกกก
โห้ยยยยยยยยยยยยยย
รอมานานและ
ผมดิ้นกระจาย
มั่ยสนจัยคัยมันสุด
I Love ska