มรณานุสติ

มรณานุสติ

วันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่ชีวิตผมได้ข้องแวะกับ “ความตาย”

“ตาย” – คำที่ดูจะอัปมงคล หดหู่ ไม่น่าเลือกมาใช้ – แต่ในนาทีนี้ ผมยินดีที่จะใช้คำๆนี้ เพราะมันดูจะเป็นคำที่ตรง สั้น เรียบง่าย และสื่อความหมายได้แสนบริสุทธิ์

สูญเสีย, จากไป, หรือ เสียชีวิต – คำเหล่านี้ล้วนถูก “ปรุง” ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง เพื่อสื่อถึงความหมายอันเรียบง่ายของคำว่า “ตาย” 

ที่เป็นเช่นนี้ อาจเป็นเพราะคนเรามักไม่สามารถ “รับ” ความหมายที่แสนเรียบง่ายของคำว่า​“ตาย” ได้โดยง่าย

ตั้งแต่เล็กจนโต ชีวิตผมข้องแวะกับ​“ความตาย”​มาหลายครั้ง นับเอาเฉพาะความตายที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับตัวเอง ก็มีทั้งคนรู้จัก เพื่อนฝูง ผู้ใหญ่ที่นับถือ ญาติห่างๆ ญาติสนิท ผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัว หรือแม้แต่ผู้มีพระคุณมากที่สุดในชีวิต

ด้วยความที่ผ่านเรื่องราวของการสูญเสียและความตายมามากพอควร จึงค่อนข้างมั่นใจในตัวเองเสมอมาว่าสามารถ​“ทำความเข้าใจ” กับสัจธรรมแห่งความไม่เที่ยงนี้ได้ดีระดับหนึ่ง

ซึ่งเมื่อ “รู้จัก” และ “เข้าใจ” มันได้ ทุกครั้งที่เผชิญกับการสูญเสีย ก็มักจะประคองตัวเองให้เป็นที่พึ่งกับคนรอบข้างได้ค่อนข้างดี

อันที่จริง “ความตาย” ที่พบในวันนี้ ก็เป็นความตายที่พอรู้ล่วงหน้ามาบ้างแล้ว ถึงจะไม่ชัดเจนเสียทั้งหมด แต่ก็เรียกได้ว่าไม่แปลกใจเท่าไหร่นักเมื่อได้ทราบข่าว

แต่แม้จะพอคาดเดาได้ ความตายวันนี้ กลับเป็นอีกครั้งที่ตัวผมคงจะจดจำไปอีกนาน เพราะเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผมรู้สึก “สะเทือนใจ” ไม่น้อย

วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสกับความตายที่ไม่สงบ ราบรื่น เท่าไหร่นัก และดูจะเป็นการสัมผัสที่ใกล้ชิดกว่าที่ตนเองเคยเจอมา และเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน ที่ได้สัมผัสความตายในฐานะ “ผู้เฝ้ามอง” ปฏิกิริยาของคนอื่นๆรอบตัว

มีหลายสิ่งหลายอย่างผุดขึ้นมาในหัว ซึ่งคิดว่าควรค่าแก่การนำมาทบทวน และบันทึกไว้เพื่อเป็น “มรณานุสติ” ให้กับตัวเองต่อไป

 

 

 

เราจะรู้สึกอย่างไร เวลาเรากำลังจะตาย ?

เอาเฉพาะความตายแบบป่วย หรือ แก่ตายตามธรรมชาติ

ทุกครั้งที่เห็นคนป่วยหนักๆ คำถามที่มักจะตามมาก็คือเขาเหล่านั้นจะยังรู้สึกตัวหรือไม่ เขาจะรู้ไหมว่าเรามาเยี่ยม จะรู้ไหมเวลามีใครกุมมือ

หากเป็นอาการเจ็บป่วยที่กระทบกระเทือนสมองโดยตรง ก็คงพอคาดเดาได้ไม่ยากว่าคงกระทบกระเทือนการรับรู้เป็นแน่

แต่หากเป็นเพราะเหตุอื่นล่ะ การรับรู้ (Cognition) ของคนเราจะหมดไปเมื่อไหร่

หากพรุ่งนี้ผมติดเชื้อในปอด หรือเลือดตกในช่องท้องจนหมดสติ ความทรงจำสุดท้ายของผมจะคืออะไร ผมจะรู้สึกอีกไหมว่ามีคนมาเยี่ยมเยียน มีลูกหลานมาร้องไห้ 

หรือจริงๆแล้วเรื่องราวของชีวิตทั้งหมด ก็จะจบลงในเสี้ยววินาทีที่ล้มตัวลงนอน ก่อนที่ญาติพี่น้องจะพาไปโรงพยาบาลเท่านั้นเอง

คำถามชวนคิดถัดมาก็คือ หากการ​“รับรู้”​(Cognition) ของเราหมดลงตั้งแต่ก่อนที่อาการจะโคม่า 

เอาเข้าจริงๆแล้วเรา “ตาย” ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

เท่าที่ทราบ ในทางกฏหมายและการแพทย์ไทยปัจจุบันนับว่าการ “ตาย” เกิดขึ้นเมื่อ “สมองตาย” 

ถ้าจำไม่ผิดบางประเทศมิได้นับเช่นนี้ เพราะอาจไปนับที่การหยุดเต้นของหัวใจ หรือความสามารถในการดำรงชีวิตอยู่ได้เอง​โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ช่วยเหลือ​(เครื่องปั้มหัวใจ เครื่องช่วยหายใจ ฯลฯ)

ด้วยเส้นแบ่งที่ไม่เหมือนกันเช่นนี้ นำมาสู่กรณีชวนคิดต่อมากมาย เช่น กรณีเจ้าชายนิททรานับว่าตายหรือยัง แล้วการ “ถอดปลั๊ก” ใครสักคนที่สมองยังทำงานแต่หายใจเองไม่ได้แล้วนับว่าเป็นการฆ่าหรือไม่ ไหนจะบุคคลที่ต้องพึ่งหัวใจเทียมล่ะ จะนับว่าเขาเหล่านั้นตายไปแล้วหรือเปล่า

เรื่องราวเหล่านี้เป็นหัวข้อถกเถียงในเชิงกฏหมายและจริยธรรมได้ไม่มีวันจบ

แต่น่าสังเกตว่ามุมมองทั้งหมดนี้ ล้วนแต่มองจากสายตาของ​“คนเป็น” ทั้งสิ้น เพราะเรามัวสนใจว่าเมื่อไหร่หนอ ที่พวกเราจะขีดเส้นบอกได้ว่าเขาได้​“ตายจากเรา” ไปแล้วแน่ๆ ยิ่งการแพทย์สมัยใหม่ก้าวหน้าไปเพียงใด เทคโนโลยีการ​“ยื้อ”​ชีวิตก็จะพัฒนามากขึ้นไปเรื่อยๆ เส้นแบ่งความเป็น-ตาย ก็จะยิ่งจางลงเรื่อยๆเช่นกัน

สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าข้อถกเถียงทางปรัชญากฏหมายจริยธรรมก็คือ 

เมื่อ “เวลาของเรา”​ มาถึงบ้าง เราจะรู้สึกยังไง 

ถ้าสมองเรายังทำงานอยู่จริงแต่ควบคุมร่างกายไม่ได้แล้ว เราจะยังรู้สึกตัว กลัวตาย อยู่หรือไม่ ถ้าไม่รู้สึกตัวใดๆแล้ว ตัวตนของเราจะหายไปแล้วหรือยัง “เสี้ยว” นาทีนั้นคือตอนไหนกันแน่

โดยส่วนตัวแล้วผมเชื่อในแนวคิด “ขันธ์ห้า” ในทางพุทธศาสนา ซึ่งอธิบายระบบร่างกายของคนเราออกเป็นส่วนๆ คือ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร และ วิญญาณ 

และก็เป็นขันธ์ห้านี้เองที่เป็นส่วนหนึ่งของวงจร “ปฏิจจสมุปบาท”​ที่ทำให้เกิด “ตัวตน” ของเราขึ้นมา

โดยหลักแล้ว การ​“รับรู้”​ตัวตนของมนุษย์​ (Cognition)  นั้นเกิดขึ้นจากแรงกระทบรอบตัว มา “ประมวล” โดยจิตของเรา สร้าง​“ตัวตน” ของเราขึ้นมาอีกทีหนึ่ง

ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆก็คือ ไม่มีใครในโลกที่รู้ว่าชีวิตตนเอง “เริ่ม” ขึ้นจริงๆเมื่อไหร่ เพราะเราไม่ได้มี “ตัวตน”​ตั้งแต่วันที่เราเกิด หรือที่เราเรียกกันว่า “ยังจำความไม่ได้”

ในวันนั้น เรายังไม่มีความทรงจำหรือขนบธรรมเนียมใดๆเป็นฐานข้อมูลให้ปรุงแต่ง ไม่รู้ว่าพ่อกับแม่ต่างกันอย่างไร ยังไม่มีสัมผัสทั้งห้า ตายังมองไม่เห็น หูยังไม่ได้ยิน ไม่รู้ร้อน ไม่รู้หนาว จำครั้งแรกที่เห็นหน้าแม่ตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำไป

เราจึงยังไม่มี “ตัวตน” ในวันที่เราเกิด

จึงไม่มีมนุษย์คนไหนที่ขีดเส้นให้ตัวเองได้จริงๆว่าชีวิตตนเอง “เกิด” ขึ้นเมื่อใด

ในทางกลับกัน ถ้าผมเส้นเลือดในสมองแตก หรือเลือดตกในช่องท้องจนหมดสติ ผมจะยังคง “รับรู้” ความเจ็บป่วยนั้นได้อยู่อีกงั้นหรือ

สมมติว่าโดยธรรมชาติแล้ว เมื่อเจ็บป่วยรุนแรงธรรมชาติจะ shutdown การ “รับรู้” ของเราโดยอัตโนมัติ (ไม่นับเรื่องเหนือธรรมชาติทั้งหลาย) อาจเพื่อไม่ให้ต้องทรมานมากเกิดไป ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็เป็นไปได้ที่​“วินาทีสุดท้าย” ของเราจะอยู่บนรถ ระหว่างการเดินทางไปโรงพยาบาล

แล้วลูกหลานของเราที่ร้องไห้อยู่ข้างเตียง ในเวลาที่หัวใจหยุดเต้น หรือสมองหยุดทำงานนั้น เอาเข้าจริงแล้วพวกเขาเสียใจกับการ “ตาย” ของเราจริงๆหรือ

ในเมื่อ “วินาทีสุดท้าย”​ของเราได้ผ่านไปนานแล้ว ตั้งแต่ก่อนมาถึงมือหมอ

ด้วยประสบการณ์โดยตรงของตนเอง ผมมีข้อสรุปได้ว่าในช่วงเวลา​“นั้น”​ที่เราเสียใจ โศกเศร้า เป็นทุกข์ ลึกๆแล้วเราไม่ได้เสียใจกับการหยุดเต้นของหัวใจ หรือการหยุดทำงานของสมองของเขา แต่เราเสียใจกับการจากไปของ​“ตัวตน” ของคนคนนั้น “อย่างไม่มีวันกลับ”

ขยายความได้ว่า แม้คนที่เรารักจะหมดสติไป แต่เราก็ยังไม่เสียใจมากมาย ต่อเมื่อหัวใจของเขาหยุดเต้น เราจึงเสียใจมากมาย เพราะการหยุดเต้นของหัวใจบอกกับเราว่า เขาคนนั้นจากเราไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ ดับความหวังของเราหมดสิ้น

ทั้งที่จริงๆ “ตัวตน” ของเขาผู้นั้น ได้ “ดับ” ไปก่อนหน้านั้นแล้ว

เพียงแต่ “ตัวตน” ของเขาผู้นั้น ยังไม่ได้ “ดับ” ไปจากจิตใจของเราเอง

คิดดูให้ดีจะเห็นว่า เหตุที่ทำให้เรา “ทุกข์”​ในยามที่เผชิญกับความตายของคนอื่นนั้น ไม่ได้เกิดจากการตายของตัวเขาเอง แต่เกิดจากการจำยอมต้อง “ดับ”​ตัวตนของเขา ไปจากใจเราเสียมากกว่า

ด้วยคำอธิบายนี้ จะสามารถตอบคำถามได้ว่าทำไมเราจึงยังคงเสียใจ กับการจากไปของคนที่เรารู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าเขาอยู่ได้ไม่นาน 

เพราะเอาเข้าจริงๆแล้ว ตัวเรายังไม่ยอมให้เขา “ดับ” ไปจากจิตใจของเรานั่นเอง

 

 

มรณานุสติ เป็นวิธีคิดในทางพุทธศาสนาที่ผมชอบมาก เป็นหลักคิดอันแยบคายที่มุ่งสั่งสอนให้พวกเราทุกคนพึงระลึกถึง “ความตาย”​เอาไว้เสมอ

แต่ข้อสำคัญกว่านั้นคือ เราต้องมี “ท่าทีต่อความตาย” อย่างถูกต้องเสียก่อน แล้วจึงนำเอาความตายมาพึงระลึกถึงอยู่เสมอ ว่าแก่นสารของชีวิตคืออะไร

ความตายของใครสักคนหนึ่ง ควรจะหมายถึงการ “ดับไปของตัวตน” ของคนผู้นั้น เพราะถึงที่สุดแล้ว สังขารร่างกายที่เหลืออยู่ ก็เป็นเพียงเนื้อหนังกระดูก ที่ถูกไฟเผาเพียงไม่กี่นาทีก็มอดสลายไปหมดสิ้น

สิ่งเดียวที่ทำให้คนเป็นคน​ก็คือ “ตัวตน”​และการ “รับรู้”​เพราะหากปราศจากการรับรู้ เราทุกคนก็เป็นเพียงกองเนื้อก้อนหนึ่งเท่านั้นจริงๆ

และด้วยมรณานุสตินี่เอง ที่จะย้ำเตือนให้เราระลึกอยู่เสมอว่าทุกสิ่งในโลกนี้ไม่มีแก่นสาร ไม่มีสาระ ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา การได้สัมผัสความตายมาหลายครั้งสอนผมทุกครั้งว่า เราไม่มีทางรู้ได้เลยจริงๆว่าพรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายของเราหรือไม่

มรณานุสติ จะสอนให้เราทำ “วันนี้” ให้ดีที่สุด

มรณานุสติ จะสอนให้เราสนใจ​“คนเป็น” มากกว่า​“คนตาย” สอนให้เราใส่ใจกับ “คนเป็น” ก่อนที่จะไม่มีโอกาสใดๆที่จะใส่ใจเขาอีก

มรณานุสติ จะสอนให้เรารู้จัก “ปล่อย” เรื่องทั้งหลายออกไปจากจิตใจเราเสีย

ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ผมจะนึกถึงวลีที่ท่านพุทธทาสตั้งปณิธานสั้นๆ ที่ดูจะง่ายแต่ทำได้แสนยาก

“จงตายก่อนตาย”

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกตายได้ และสิ่งที่ท่านพุทธทาสทิ้งไว้ให้แก่ชนรุ่นหลังก็คือ “เป้าหมายที่สำคัญที่สุดของการเกิดเป็นมนุษย์” นั่นคือการมุ่งหน้าไปสู่การ​“ดับ” ตัวตนของตนเอง ก่อนที่​“เวลานั้นของเรา” จะมาถึง

ตลอดสามสิบปีที่ผ่านมา ด้วยความรู้ที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาไม่น้อย ก็ทำให้ผมได้เห็น “การตาย”​ของผู้คนในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการตายอย่างเสียสละ การตายอย่างกล้าหาญ​การตายอย่างน่าสรรเสริญ​

ท่ามกลางการตายทั้งหลายของมนุษย์นั้น มีการตายเพียงหนึ่งเดียวที่ผมคิดว่า​“ยิ่งใหญ่ที่สุด” เท่าที่ผมเคยเห็นมนุษย์คนหนึ่งพึงกระทำ นั่นก็คือการ​“ตายก่อนตาย”​ของท่านพุทธทาสภิกขุ

ดังที่ “วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง”​ บันทึกไว้หนังสือ “ตามรอยพุทธทาสภิกขุ เล่าใหม่หลังวัยสนธยา”​ ดังนี้:

เช้ามืดวันที่ 25 พฤษภาคม 2536 ท่านเจ้าคุณพุทธทาสมหาเถระตื่นขึ้นมาเขียนหนังสือตอนตีสี่ เช่นที่ปฏิบัติอยู่เสมอ

นั่งเขียนได้สัก 10 นาที ท่านกลับลงนอนและพูดกับพระอุปัฏฐากว่า

“สิงห์ทอง เราไม่สบาย”

ราวตีห้า ท่านเรียกหายาหอม ฉันยาแล้วท่านก็นอนต่อจนเช้าท่านเรียกพระครูปลัดศีลวัฒน์​(โพธิ์ จันทสโร)​เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล ให้เข้าพบ บอกว่าโรคเก่าของท่านกำลังกลับมาอีก และบอกให้โทรศัพท์ตามหมอ

นายแพทย์ประยูร คงวิเชียรวัฒนะ มาถึงตอนราวเจ็ดโมงเช้า วัดความดัน พบว่าอยู่ในระดับปรกติ เมื่อนายแพทย์กลับไปแล้ว คงมีแต่พระสิงห์ทอง เขมิโย พระอุปัฏฐาก เฝ้าท่านพุทธทาสอยู่ในกุฏิ

จนราวแปดโมงเช้า ท่านพุทธทาสบอกกับพระสิงห์ทองว่า

“ทอง ลิ้นเราจะแข็งแล้ว”

ต่อจากนั้นคำพูดของท่านก็พูดไม่ชัดคำ

พระสิงห์ทองเรียกพระอาจารย์โพธิ์เข้าไปช่วยกันนวดท่าน

ขณะที่ท่านมีอาการอยู่นั้น ท่านก็สั่งให้พระพรเทพฐิตปัญโญ มาเอาย่ามท่านไปเก็บ “แล้วก็กุญแจในกระเป๋านี่เอาไปด้วย เราไม่อยากจะตายคากุญแจ”

แล้วเมื่อท่านมีอาการมากขึ้น พระอาจารย์โพธิ์เล่าว่า

“ท่านท่องสาธยายเรื่องนิพพานสูตรอยู่ตลอดเวลา ทบทวนไป ทบทวนมา มีบางตอนเราฟังไม่รู้เรื่อง จับความได้บ้างว่า ไม่เที่ยง”

หลังจากนั้นไม่นาน ท่านพุทธทาสก็ถูกนำตัวส่ง รพ.​ซึ่งเมื่ออาการอาพาธเข้าขั้นวิกฤติ ก็ถูกนำกลับมาที่สวนโมกข์และมรณภาพในอีกสามวันถัดมา

โลกนี้คงมีคนไม่กี่คน ที่สามารถบอกกับคนข้างๆอย่างมีสติได้ว่า “ลิ้นเราจะแข็งแล้ว”

ได้แต่หวังว่าเมื่อ​“เวลาของผม” มาถึง 

ผมจะมีความพร้อมได้บ้าง ไม่มาก ก็น้อย



One Response to “มรณานุสติ”

  1. udom says:

    ขอบคุณ entry ดีๆ แบบนี้ ที่อย่างน้อยก็ทำให้ผมฉุกคิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง

    ขอบคุณครับ :-)

Leave a Reply