การเมืองไทยยุค “หลังทักษิณ”

การเมืองไทยยุค “หลังทักษิณ”

thaksin-sondhi

ปีเก่ากำลังจะผ่านไปอีกปี เชื่อว่าหลายคนคงยังจดจำเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในปีนี้ได้เป็นอย่างดี

เรามีปรากฏการณ์เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 3 คน เปลี่ยนรัฐบาล 4 รอบ
เรามีปรากฏการณ์บุกยึดทำเนียบรัฐบาล
เรามีปรากฏการณ์บุกยึดสถานีโทรทัศน์
เรามีปรากฏการณ์โยนระเบิดใส่ม็อบรายวัน
เรามีปรากฏการณ์ม็อบตีกัน ฆ่ากัน ตายกลางถนน
เรามีปรากฏการณ์ยิงกันกลางเมือง (แล้วจับใครไม่ได้สักคน)
เรามีปรากฏการณ์คนรุมกระทืบกันจนตาย ที่เชียงใหม่
เรามีปรากฏการณ์ 7 ตุลา มีแก๊สน้ำตาแบบตัดแขน ตัดขา ได้
เรามีปรากฏการณ์งานศพประวัติศาสตร์เมื่อ 13 ตุลา
เรามีปรากฏการณ์บุกยึดสนามบินหลักของประเทศ ปิดประเทศไปกว่าสัปดาห์
เรามีปรากฏการณ์ตุลาการภิวัฒน์ภาคสอง
เรามีวัฒนธรรม “ป๊อบ” เกิดใหม่มากมาย – มือตบ ตีนตบ อารยะขัดขืน ดาวกระจาย โฟนอิน โกเต๊ก ราชประชาสมาศัย รัฐประหารเงียบ ฯลฯ

ใครบางคนบอกว่า เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาที่พิเศษมากในประวัติศาสตร์ประเทศไทย และไม่ว่าเรื่องราวทั้งหมดจะ “จบ” ลงอย่างไร ช่วงเวลานี้จะกลายเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งไปอีกนาน

ไม่ว่าใครจะวิเคราะห์ “เกมแห่งอำนาจ” ครั้งนี้อย่างไร โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่าฝ่าย “สีแดง” กำลังค่อยๆอ่อนแรงลง ถ้าไม่มีปาฏิหาริย์ หรือปรากฏการณ์สะดุดขาตัวเอง เกิดขึ้นจากฝ่ายตรงข้าม ดูเหมือน “ระบอบทักษิณ” กำลังค่อยๆจางหายไปจากโครงสร้างแห่งอำนาจและผลประโยชน์ของประเทศนี้

“ระบอบทักษิณ” กำลังหายไป แต่ “ตัวละคร” กว่าครึ่ง ยังคงอยู่เช่นเดิม

สาเหตุที่เชื่อเช่นนี้ เป็นเพราะได้เห็นปรากฏการณ์ “ร่วมมือกัน” ของพลังทางการเมืองหลายฝ่ายในช่วงสามเดือนที่ผ่านมา โดยจุดเปลี่ยนเกมที่สำคัญ อยู่ที่การถือกำเนิดขึ้นของรัฐบาล “อภิสิทธิ์ 1″

รัฐบาลอภิสิทธิ์ 1 อาจนับได้ว่าเป็นรัฐบาล “ชนิดพิเศษ” ในระบอบการเมืองไทย (และการเมืองโลก) เพราะถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางการอุ้มชูของสถาบัน “การเมืองนอกระบบ” มากมาย ทั้งที่มองเห็นได้ชัดๆ มองเห็นได้ลางๆ และกระทั่งมองไม่เห็นจากที่สาธารณะ

ดูจะเป็นเรื่องตลกร้าย ที่หัวหน้ารัฐบาลที่จัดตั้งขึ้นโดยอภิสิทธิชน มีชื่อว่า “อภิสิทธิ์”

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประชาชนชั้นกลาง ชั้นสูง รวมไปถึงปัญญาชนสาธารณะมากมาย ต่างพร้อมใจกัน “หรี่ตา” อีกครั้ง เพื่อยอมรับให้การใช้ “อำนาจนอกระบบ” แบบนี้เกิดขึ้น หลังจากที่เกิดขึ้นแบบโจ่งแจ้งไปแล้วเมื่อครั้งรัฐประหาร 19 กันยายน

สังคมไทย – ไม่ว่าจะเป็นสีใด – ล้วนพร้อมใจกันเป็น “นักผลลัพธ์นิยม” อีกครั้งหนึ่ง เพราะพวกเราอยากได้ผลลัพธ์ที่ดี และต้องได้มาอย่างรวดเร็วทันใจ ดังนั้นเรื่องที่มาที่ไป หรือความชอบธรรมในระบบก็ต้องวางเอาไว้ก่อนอีกสักครั้ง

บางทีพวกเราอาจลืมไปว่า “ตัวบุคคล” มาแล้วก็ไป (เหมือนทักษิณ ชินวัตร) แต่ “ระบบ” ที่บิดเบี้ยว คือสิ่งที่จะต้องอยู่กับพวกเรา “คนข้างล่าง” ไปอีกนาน

อย่างที่ผมเคยสรุปไว้บ่อยๆว่าสังคมไทยมี “รายจ่าย” สูงมาก กับการเอาทักษิณออกไปจากอำนาจ – รัฐประหาร 19 กันยายน การเกิดขึ้นของรัฐธรรมนูญ 2550 การเข้ามามีบทบาทสูงยิ่งของฝ่ายตุลาการ ภายใต้ชื่อ “ตุลาการภิวัฒน์” เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

แต่สิ่งหนึ่งที่ดูจะเป็นรายจ่าย(หนัก)อีกครั้ง คือการใช้อำนาจของสถาบันการเมืองนอกระบบ เข้ามาพัวพันกับการเมืองในระบบ ทั้งในแบบลับๆ หรือกระทั่งโจ่งแจ้งอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์

ซึ่งในระยะยาวแล้วมันเป็นความ “เสี่ยง” อย่างยิ่งต่อความ “เสื่อม”

โดยนิยามทางรัฐศาสตร์ พรรคการเมือง หมายถึงกลุ่มการเมืองต่างๆ ที่ต่อสู้ แย่งชิง ผลประโยชน์กันท่ามกลางทรัพยากรอันจำกัดของประเทศ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์กับสมาชิกพรรคมากที่สุด

ถึงวันนี้ พวกเราคนไทยต้องยอมรับกันตรงๆแล้วว่า นอกจากพรรคการเมืองชื่อประหลาดๆมากมาย เรายังมีพรรคการเมืองที่สำคัญอีกอย่างน้อย 2 พรรค นั่นคือ “พรรคทหาร” และ “พรรคข้าราชการ”

ทั้งสองพรรคนี้ล้วนรวมตัวกันเข้มแข็ง มีระบบการจัดตั้งที่ดีเยี่ยมมากกว่าพรรคการเมืองใดๆ ประชาชนทั่วไปไม่สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคได้โดยง่าย และก็ไม่สามารถตรวจสอบการดำเนินงานทาง “การเมือง” ของพรรคทั้งสองได้โดยง่าย เช่นกัน

ดังนั้นจึงไม่มีใครรู้แน่ว่า “พรรคพิเศษ” ทั้งสองพรรคนี้ มีอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างไร เคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของคนกลุ่มไหน และในเมื่อไม่รู้ ก็คงยากที่จะคิดสร้างอำนาจ “คาน” การแสวงหาประโยชน์ของพรรคทั้งสอง

เพราะทั้งสองพรรค ต่างก็เคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้คำอ้างผลประโยชน์เพื่อ “ชาติ” เสมอ

หาก “เกมแห่งอำนาจ” ครั้งนี้กำลังจะจบลงอย่างที่ผมคิด ดูเหมือนว่ามันจะทิ้งมรดกไว้ให้สังคมไทยแบกรับหลายเรื่อง และพวกเราก็ทำอะไรไม่ได้ หรือแม้แต่จะ “บ่น” ก็ทำได้ลำบาก เพราะมรดกเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเรา “ยอม” ให้มันเกิดขึ้นเอง

ความน่าเชื่อถือ และเป็นธรรม ของระบบกฏหมายไทย

กรณี “ม็อบมีเส้น” จะสร้างคำถามสำคัญกับหลักการบังคับใช้กฏหมายไทยไปอีกนานแสนนาน เพราะดูเหมือนทุกคนจะรู้ดีว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ นั่นมีผู้อยู่เบื้องหลังมากมาย บ้างก็เป็นผู้สนับสนุนเรื่องเงินทอง บ้างก็สนับสนุนเรื่องอำนาจ บ้างก็สนับสนุนด้านการใช้กำลัง หรือบ้างก็สนับสนุนด้าน “บารมี”

ผลลัพธ์ของกรณี “ม็อบมีเส้น” คือการทำให้เกิดความรู้สึกต่อประชาชนคนทั่วไปว่า “เส้น” นั้นมีอยู่จริง และมีได้อย่างโจ่งแจ้งในสังคมไทย ซึ่งกฏหมาย กติกา มารยาทใดๆ ล้วนไร้ค่า หากคุณมี “เส้น” ที่ใหญ่มากพอ

ค่านิยมเช่นนี้ จะเป็นมรดกตกทอดต่อไปในสังคมเราอีกนาน ซึ่งหากบังเอิญว่าวันหนึ่งคนมี “เส้น” ไม่ใช่กลุ่มคนที่เรารัก เราเคารพ เราเห็นดีเห็นงามด้วย ก็ย่อมต้องเกิดความขัดแย้ง การต่อสู้ และความไม่สงบอยู่ร่ำไป

นอกจากนั้น ในสายตาสังคมโลก ระบบกฏหมายไทยย่อมถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงแน่นอน

การใช้ตรรกะของผู้คนในสังคม

สงครามการเมืองครั้งนี้ ล้วนก่อขึ้นบนการใช้ตรรกกะแบบ “เอ็งทำเลวได้ ข้าก็มีสิทธิทำเลวได้เช่นกัน”

ไม่ว่าจะเป็นสีแดง หรือ สีเหลือง – เราพร้อมจะหรี่ตา ไม่ตั้งคำถามกับการกระทำของเราเอง ตราบใดที่อีกฝ่ายหนึ่งกระทำเรื่องแย่ๆได้ ก็แปลว่าฉันทำได้เหมือนกัน แถมยังยอมทำเรื่องแย่ๆ เพื่อหยุดการกระทำแย่ๆของพวกมันด้วย

ไม่มีใครรู้ว่าตรรกะเช่นนี้มีอยู่แล้ว ก่อน “สงครามทักษิณ” หรือไม่ และก็ไม่รู้ว่ามันจะอยู่คู่สังคมไทยไปอีกนานเท่าใด

วัฒนธรรมการเมืองนอมินี

ใครที่หงุดหงิดรำคาญใจกับการเมืองแบบ “นอมินี” ที่เต็มไปด้วยรัฐมนตรีหน้าใหม่ สส. หน้าละอ่อนที่พูดในสภายังกล้าๆกลัวๆ ต้องทำใจยอมรับให้ได้ว่านี่เป็น “มรดก” อีกชิ้นหนึ่งที่พวกเรา “ยอม” ให้มันเกิดขึ้นเอง

การยอมให้มีการ “ยุบพรรค” และ “ตัดสิทธิ” ทางการเมืองของนักการเมืองนั้น นอกจากจะไม่ได้ทำให้บรรดา “นักการเมืองผู้กว้างขวาง” ทั้งหลายหลุดหายไปจากแวดวงการเมืองดังที่กฏหมายตั้งเจตนารมณ์ไว้ แถมยังทำให้เกิดวัฒนธรรมการเมืองแบบ “นอมินี” ขึ้นมาอย่างแพร่หลาย กลายเป็นทายาทรุ่น 1 รุ่น 2 รุ่น 3 สืบทอดต่อๆกันไป

บางทีคนเขียนกฏหมาย หรือคนที่เห็นด้วยกับการยุบพรรค + ตัดสิทธิ คงลืมไปว่า “อำนาจ” และ “บารมี” ทางการเมืองที่แท้จริงนั้น ไม่ได้อยู่ในกฏหมาย หากแต่อยู่บนท้องถนน ตามหมู่บ้าน และในความคิดอ่านของประชาชนในพื้นที่

ดังนั้นไม่ว่ากฏหมายจะ “ฟัน” อย่างไร ก็ไม่มีทางปฏิเสธความจริงไปได้ว่า คุณเนวิน คุณทักษิณ คุณสมศักดิ์ คุณบรรหาร ล้วนยังมี “บารมี” ทางการเมืองอยู่ อำนาจและบารมีไม่ได้หายไปทันทีเมื่อได้รับคำพิพากษา ดังนั้นพวกเขาจึงต้องรักษาอำนาจที่ตัวเองขี่ไว้ให้นานที่สุด ทำให้ต้องมองหา “ทายาท” มาเป็น “นอมินี” ทางการเมืองมากมายหลายรุ่น

คิดแล้วก็เป็นเรื่องที่ตลกร้าย เพราะในขณะที่เรา “ยอมรับ” ให้มีการ “ตัดสิทธิ” ทางการเมืองของนักการเมืองขาใหญ่ เรากลับเห็นภาพ “นักการเมืองขาใหญ่” เหล่านั้นรวมหัวกัน “บริหารจัดการ” สส. ในกลุ่มของตนเอง เพื่อจัดตั้งรัฐบาล แถมบางครั้งก็เห็นเขาเหล่านั้นมีบทบาทที่เด่นชัดมาก จนอดสงสัยไม่ได้ว่าตกลงกฏหมายห้ามไม่ให้รับตำแหน่ง แต่ไม่ห้ามให้เป็นคนจัดสรรต่อรองตำแหน่งต่างๆงั้นหรือ

นอกจากจะไม่ได้ผลลัพธ์ที่อยากได้แล้ว รายจ่ายของการยุบพรรค + ตัดสิทธิ คือการที่เราต้องมี สส. หน้าใหม่ มีรัฐมนตรีที่ไม่เคยมีใครรู้จักชื่อมาก่อน คนอย่างคุณสมัคร และ คุณสมชาย ก็มีวาสนาได้เป็นนายกรัฐมนตรีแบบที่เจ้าตัวคงไม่เคยคิดฝันมาก่อน และคุณเฉลิม ยังได้รับคาดหมายว่าอาจได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนต่อไปอีกด้วย

แล้วไปๆมาๆ วัฒนธรรมการเมืองแบบนอมินี ก็จะยิ่งทำให้การตรวจสอบผู้มีอำนาจที่แท้จริง ทำได้ “ยาก” กว่าเดิมมากมาย

การพังทลายของ “สถาบันพรรคการเมือง” และการกลับมาเกิดใหม่ของระบบ “เจ้าพ่อท้องถิ่น”

คำว่า “เอกสิทธิ” ของ สส. ได้แสดงพลังให้พวกเราเห็นแล้วว่าสามารถตั้งรัฐบาล “อภิสิทธิ์ 1″ ขึ้นได้อย่างไร (และรับทรัพย์กันไปเท่าไหร่บ้าง)

เป็นที่ทราบกันดีว่าระบอบทักษิณ เกิดขึ้นได้เนื่องจากระบบพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง พรรคไทยรักไทย สามารถจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

แล้วพวกเราก็สรุปกันว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา นั่นคือการที่พรรคการเมือง “เข้มแข็งมากเกินไป” ดังนั้นเราจึงออกแบบรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มุ่งสลายความสำคัญของระบบพรรคการเมืองลง แล้วหันมาให้ความสำคัญกับ สส. เป็นรายบุคคลมากขึ้น

บางที เราอาจลืมไปว่าอย่างน้อยระบบพรรคการเมือง ก็ยืนอยู่บนแสงสว่างของสาธารณะ ที่ต้องเจอกับการตรวจสอบ ทัดทานมากมาย ในขณะที่ระบบ “เอกสิทธิ สส.” ทำให้ผู้มีอำนาจตัวจริงอยู่ตามสนามม้า รร.หรู หรือแม้แต่กรมทหารฯ ซึ่งล้วนแต่ไม่ได้รับการตรวจสอบใดๆทั้งสิ้น

นอกจากนั้น การล่มสลายของระบบพรรคการเมือง (ที่เข้มแข็ง) ก็จะทำให้การเมืองไทยกลับไปสู่ยุคเจ้าพ่อท้องถิ่น ที่เต็มไปด้วยกลุ่มก้อนทางการเมืองท้องถิ่น มีมุ้ง มีกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย ที่เติบโตจากอำนาจท้องถิ่น (จะถูกหรือผิดกฏหมายก็ไม่สำคัญ) และมี สส. ในมือที่พร้อมจะเข้าต่อรองเพื่อร่วมรัฐบาลอยู่ทุกสมัย

นโยบายการบริหารประเทศ จะไม่ได้รับการนำเสนอแก่ผู้คนในวงกว้างอีกต่อไป เพราะนับแต่นี้ อำนาจที่แท้จริงจะอยู่ที่ผู้มากบารมีในท้องถิ่น ผู้กุมมือ สส. กลุ่มย่อยๆ หลายๆกลุ่มเท่านั้น

แทนที่เราจะนั่งเถียงกันว่าทำ FTA กับอเมริกาดีหรือไม่อย่างไร ต่อไปคงต้องกลับไปย้อนถกเถียงกันว่า ทำอย่างไรชุมพร ถึงจะมีถนนใหญ่โตเหมือนสุพรรณบุรีบ้าง

บทบาทที่เพิ่มมากขึ้นของ “สถาบันการเมือง” อื่นๆที่อยู่นอก รธน.

นอกจากพรรคการเมืองปกติจะล่มสลายไปแล้ว “สถาบันการเมือง” อื่นๆที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญ ยังได้เวลาแสดงตัว แสดงพลังอีกครั้งหลังจากหมดยุคทักษิณ

หลายคนเรียกสื่งเหล่านี้ว่าเป็นระบอบ “อำมาตยาธิปไตย” ซึ่งเชื่อว่าใครที่มีอายุมากกว่า 30 ปีในวันนี้ น่าจะคุ้นเคยกันบ้างกับสภาพการเมืองเช่นนี้ในยุค “ป๋า”

ตั้งแต่นี้ต่อไป ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นเช่นไร พรรคการเมืองทุกพรรคก็ต้อง “เหลียวมอง” ไปดู “พรรคสีเขียว” ก่อนเสมอว่าสนับสนุนใครให้เป็นรัฐบาล

ส่วนนโยบายบริหารประเทศของแต่ละพรรคการเมืองที่ประชาชนเลือกมานั้น จะถูกนำไปปฏิบัติมากหรือน้อยเพียงใด ก็ขึ้นกับว่า “พรรคข้าราชการ” จะเห็นด้วยหรือไม่อีกทีหนึ่ง

นี่ยังไม่นับบรรดา “เส้น” อีกมากมาย ที่หนุนอยู่ข้างหลังตัวละครการเมืองต่างๆ ที่ประชาชนเดินดินอย่างพวกเรามองเห็นบ้าง ไม่เห็นบ้าง และการตรวจสอบอย่างเดียวที่ทำได้คือการซุบซิบ นินทา ในที่รโหฐาน

ความแตกแยกทางชนชั้น

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเกมการเมืองครั้งนี้ คนชั้นนำได้ลากเอาคนชั้นกลาง + ชั้นล่าง เข้ามาพัวพันจนกลายเป็นความแตกแยกระหว่างชนชั้นไปเสียแล้ว

มีคนชั้นกลางไม่น้อย ที่รู้สึกว่าประเทศเราย่ำแย่พราะคนชั้นล่างโง่ ไร้การศึกษา โดนนักการเมืองหลอก โดนนักการเมืองซื้อด้วยเงิน

มีคนชั้นล่างไม่น้อย ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของประเทศนี้ ไม่ได้รับการเหลียวแล หนึ่งเสียงของเขามีน้ำหนักไม่เท่าหนึ่งเสียงของคนชั้นกลางที่ “มีเส้น”

อันที่จริงต้องบอกว่าความแตกแยกทางชนชั้น มีอยู่แล้วในสังคมไทยก่อนยุค “ทักษิณ” เพียงแต่สภาพสังคมในวันนั้นไม่เหมือนวันนี้ ที่โลกเปลี่ยนแปลงไปมาก ระบบ “อุปถัมภ์” เริ่มทำงานตอบโจทย์ทางโครงสร้างสังคมได้ลำบากมากขึ้น ประกอบกับการดึงเอาฐานเสียงคนชั้นล่างของทักษิณและพรรคพวกมาเป็นพลังทางการเมือง สิ่งเหล่านี้ ล้วนทำให้ความแตกแยกทางความคิด และความหวังต่ออนาคตประเทศไทย ยิ่งห่างกันมากขึ้น

มากจนใครหลายคนเชื่อว่า แม้ระบอบทักษิณจะพ่ายแพ้ แต่สิ่งนี้จะเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด กับการเมืองไทยในอนาคต

………………………..

นอกจาก “มรดก” ทั้งหลายที่ “สงครามการเมือง” ได้ทิ้งไว้ให้พวกเราแบกรับกันแล้ว ดูเหมือนพวกเรายังมีเรื่องต้องขบคิดกันให้หนักต่อไปในอนาคต

โดยเฉพาะเยาวชนซึ่งเติบโตขึ้นมาในยุคนี้ จะต้องเป็นยุคที่เผชิญคำถามยากๆมากมาย

อะไรคือประชาธิปไตย ?
อะไรคือการเมืองภาคประชาชน ?

เราควรมีท่าทางอย่างไรต่อม็อบ ?
เราควรมีท่าทางอย่างไรต่อการการเรียกร้องสิทธิ ?
เราควรมีท่าทางอย่างไรต่อความคิดที่ตรงข้ามกับสิ่งที่เราเชื่อ ?

ความสำคัญของรัฐธรรมนูญคืออะไร ?
มีอะไรบ้างที่ควรระบุไว้ให้ชัดในรัฐธรรมนูญ ?
เราควรมีท่าทางอย่างไรต่อสิ่งที่อยู่นอกเหนือรัฐธรรมนูญ ?
เอาเข้ามาไว้ให้ชัดเจน ? ปล่อยไว้ข้างนอก ? หรือจับมาวางบนถนนสาธารณะ ?

เราจะบันทึกประวัติศาสตร์เรื่องราวของ “พันธมิตร-นปช.” อย่างไรต่อไป ?
จะมีใครเป็นพระเอก ใครเป็นผู้ร้าย ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหน้า ใครอยู่เบื้องหลัง ?
พันธมิตรมี “เส้น” จริงไหม ? แล้วใครบ้างที่เป็น “เส้น” เหล่านั้น ?
หรือเราควรทำให้มันเบลอๆ แล้วลืมๆมันไปเสียเหมือน 6 ตุลา 2519 ?

ตกลงแล้ว สภาวะการเมืองจำเป็นต้อง “นิ่ง” หรือไม่ ?
ถ้าอยากให้นิ่ง จะให้อะไรเข้มแข็งบ้าง ?พรรคการเมือง ?
สส. ? ก๊วน แก๊ง ? ทหาร ? ข้าราชการ ? กลุ่มการเมืองนอกสภา ?

ใครควรจะมีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ ?
ประชาชนจะมีส่วนร่วมอย่างไรในการจัดตั้งรัฐบาล ?
เราจะกำหนดนโยบายบริหารประเทศกันอย่างไรดี ?
ผ่านพรรคการเมือง ? ผ่านการเลือกตั้ง ? ผ่านงานวิจัย ?
ผ่านการสร้างกระแสโดยสื่อในกรุงเทพ ? ผ่านความคิดของข้าราชการและเทคโนแครต ?


และที่สำคัญที่สุด
เราจะอยู่กันอย่างไร กับรอยร้าวที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ ….



2 Responses to “การเมืองไทยยุค “หลังทักษิณ””

  1. wechange says:

    ปัญหาหลายเรื่องกำลังจะเกิดขึ้นในสังคมไทย

    1. ความสิ้นหวังในเรื่องการเมืองการปกครอง คุณภาพของผู้ที่จะนำประเทศ ทั้งในด้านความรู้ความสามารถ และคุณธรรมจริยธรรม

    2. การก้าวผ่านรูปแบบการปกครองที่จะต้องปรับเปลี่ยนในเร็ววัน การเตรียมความพร้อมของประเทศที่จะรับกับปัญหาดังกล่าว

    3. การรังแก กดขี่ในเชิงกฎหมายจากผู้มีอำนาจทางการเมืองการปกครอง

    4. ภาวะเศรษฐกิจหลอกลวง ทรัพย์สินที่ไม่เป็นจริง

    5. ปัญหาอาชญากรรมรูปแบบใหม่

    …….ฯลฯ……

    และคงมีอะไรอีกหลายอย่าง ที่ยากต่อการคาดเดา และไม่สามารถอ้างอิงได้โดยทฤษฎี

  2. คนเผาถ่าน says:

    ผมว่าสุดท้ายมันก็ต้องถูกพัฒนาไปตามความเป็นจริง อาจจะยากในการทำใจยอมรับในหลักของเหตุผลในเวลานี้ แต่ถ้าลองคิดในความเป็นจริง คนทำงานก็ทำไปจนชีวิตจะหาไม่ ตราบใดที่ยังมีแรงปากท้องต้องกิน โดยเฉพาะผู้ที่ด้อยโอกาส ไม่ว่าจะเป็นความรู้การศึกษา หรือสภาพความเป็นจริง หรือเสรีภาพที่มีความต่างที่มีมาช้านาน เพียงแต่มันอาจจะอยู่ในที่ๆหนึ่ง ที่คนทั่วๆไปไม่ได้ใ้ห้ค่าความสำคัญอะไรมากมาย อาจจะเกิดจากความเคยชินที่เป็นมาในอดีตก็ว่าได้ แต่ก็ต้องยอมรับก่อนว่า ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครอยากจะสูญเสียในสิ่งที่ตัวเองได้มาตลอด ทั้งๆที่คนมากมายก็รู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นด้วยหลักของเหตุผลหรือความเป็นจริง มันไม่สมควรเลยก็ตาม แต่ถ้าวันหนึ่งมีคนมาขอหรือแบ่งในส่วนที่เขาได้อยู่ ถึงจะเป็นส่วนที่เขาคนนั้นไม่สมควรไดู้่มาตลอดก็ตาม(ไม่มีเหตุผลในส่วนที่มาที่ไปครับ) คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นครับ ………บทสรุปคือ ปัญหา….
    แน่นอนครับ เมื่อมีปัญหาก็ต้องแก้ไข นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องปรกติ แต่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมาย คือ มันเป็นปัญหากองโตอยู่ ผมเชื่อว่าการแก้ไขอย่างน้อยก็ต้องใช้เวลานานพอดู สำหรับการแก้ไข ……….แต่เปล่าเลยวันนี้ โลกการสื่อสารมันไปไกลกว่าที่คิด โลกถูกย่อส่วนลงมาแค่หน้าจอเล็กๆ ข้อมูลข่าวสาร ไม่สามารถปิดกั้นได้ โดยเฉพาะเรื่องของความถูกต้องบนมาตราฐานที่มีอยู่ แต่ไม่สามารถใช้ได้ตามความเป็นจริง …ไม่มีทางเป็นไปได้ถ้าสังคม ไร้ซึ่งกฎกติกา นี่คือเรื่องจริง โดยเฉพาะสังคมหมู่มาก เพราะสุดท้าย อะไรจะเกิดขึ้นถ้าคนในสังคมไม่เคารพกฎกติกาที่มีอยู่ ผมว่าคนมากมายก็รู้ว่าอะไร……..งั้นสิ่งที่เกิดขึ้นผมว่าเป็นเรื่องปรกติ เพียงแต่วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นมันกลับมาอยู่ที่โล่ง เมื่อเป็นอย่างนี้ คิดว่าคนมากมายในสังคมจะทำอย่างไรครับ คิดว่าคนที่มีลูกมีหลานในวันนี้ จะนั่งเฉยหรือไม่สนใจหรืออย่างไรครับ โดยเฉพาะคนมากมายในสังคมวันนี้ เขาจะทำอย่างไรครับ ผมเชื่อว่าในสังคมคนหมูุ่่มาก อย่างไงก็แล้วแต่ คนดีย่อมมีมากกว่าคนไม่ดีแน่นอน งั้นอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น สุดท้ายมันต้องถูกผลักไปในสิ่งที่ดีที่สุด สำหรับประชาชนส่วนใหญ่เป็นหลักก็เท่านั้น ไม่ว่าจะต้องเสียเวลานานเท่าไหร่ก็ตาม อย่าคิดว่าคนมากมายไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นน่ะครับ …อาจจะหล่อหลอมได้ในขณะที่คนมากมายไม่มีแนวความคิดที่จะสร้างระบบป้องกัน หรือระบบกลั่นกรองในอดีตที่ผ่านมา แต่วันนี้มันต่างกันโดยชัดเจน คนมากมายต่างเห็น เพราะว่ามันอยู่ในที่โล่ง คนมากมายมองเห็นคิดเป็น ว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้อง อะไรคือสิ่งที่ไม่ถูกต้อง….ใกล้แล้วครับ อิอิ

Leave a Reply