ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน ในวันที่ผมยังเป็นคน “ไม่อ่านหนังสือ” สักเท่าไหร่ หนังสือเล่มแรกที่ทำให้ผมติดตามอ่านได้ทุกวันคือหนังสือพิมพ์ “สตาร์ซ็อคเกอร์รายวัน” เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงคลั่งไคล้ฟุตบอล เช่นเดียวกับหนุ่มสาวอีกทั่วประเทศ
ถัดจาก “ซ็อคเกอร์” (ที่ตอนนี้เลิกอ่านไปแล้ว) ก็เป็น “มติชนสุดสัปดาห์” ที่ผมติดตามอ่านประจำทุกสัปดาห์ อาจเพราะเป็นวัยที่เริ่มสนใจข่าวสารในเชิงลึกมากขึ้น สนใจบทวิเคราะห์ และความคิดอ่านของ “ปัญญาชน” ในโลกกว้างมากขึ้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง – ด้วยเหตุอันใดมิทราบได้ – ผมสะดุดตาเข้ากับนิตยสารเล่มโตที่ดูจะจัดวาง Layout ได้แปลกแหวกแนวกว่านิตยสารทั่วไปในสมัยนั้น อ่านดูคำโปรยพบว่าเป็นเนื้อหา “หนักหน่วง” ไม่น้อยกว่ามติชนสุดสัปดาห์เลย (แต่รูปเล่มดู “ป๊อบ” กว่ามาก) พลิกดูสักพักก็จ่ายเงินแล้วถือติดมือมาด้วย
นั่นเป็นจุดแรก ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับ “นิตยสารโอเพ่น”
จากวันนั้น ผมค่อยๆรู้จักกับทีมงานโอเพ่นผ่านตัวหนังสือ (เว้นแต่คุณปราบดา หยุ่น ที่รู้จักตัวหนังสือของแกมาก่อนแล้วตั้งแต่คราวได้ซีไรต์จาก “ความน่าจะเป็น”) ติดตามอ่านทุกฉบับ อ่านทุกหน้า อ่านจน “ติด” โดยไม่รู้ตัว
จากนิตยสาร ถึงวันที่โอเพ่นกลายเป็น “โอเพ่นบุ๊กส์” ผมยังคงติดตามโอเพ่นอย่างเป็นประจำสม่ำเสมอ จนถึงวันนี้ 80% ของหนังสือภาษาไทยที่ผมมี ก็มาจากสำนักพิมพ์โอเพ่น
และนอกจากชื่อของ ปราบดา หยุ่น และ วินทร์ เลียววาริณ ที่มีอยู่เดิม – รายชื่อ “นักเขียนในดวงใจ” ก็มีชื่อของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา วรพจน์ พันธุ์พงศ์ และใครอีกหลายคนเพิ่มเข้ามา
ดังนั้น คงไม่เกินไปนักที่จะบอกว่า ผมเป็นแฟนหนังสือของ “โอเพ่น” ที่เหนียวแน่นหนักหน่วงคนหนึ่ง
กาลเวลาผ่านไป
นิตยสารโอเพ่นจากไป สำนักพิมพ์โอเพ่นเกิดขึ้น และ โอเพ่นออนไลน์ (www.onopen.com) ก็เกิดขึ้นตามหลังจากนั้นไม่นาน เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสื่อสารของคนทำหนังสือ
แล้วโชคชะตา ก็พัดพาให้อะไรหลายอย่างเกิดขึ้นได้ อย่างที่เราเองไม่เคยคาดคิด
จาก “แฟนหนังสือ” ธรรมดาๆคนหนึ่ง – ผมมีโอกาสส่งบทความของตัวเอง ไปเผยแพร่ไว้ที่ “โอเพ่นออนไลน์”
หลังจากส่งไปได้ไม่กี่ชิ้น ด้วยจังหวะที่ โอเพ่นออนไลน์ จะทำการปรับเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ให้เข้ากับโลกยุคดิจิตอล โดย “โอเพ่นออนไลน์ 1.5” จะมีแนวทางเป็นนิตยสารออนไลน์มากกว่าเดิม (อ่านรายละเอียดได้จากบทบรรณาธิการ)
และก็เป็นบรรณาธิการท่านใหม่นี้เอง (ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล) ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสขยับเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง … อย่างภาคภูมิใจ
จากอดีตแฟนหนังสือคนหนึ่ง – มาวันนี้ ผมขออนุญาต (บังอาจ) เรียกตัวเองว่าเป็น “คอลัมนิสต์” ของโอเพ่นออนไลน์ อย่างเต็มตัว เพราะภายใต้ความเป็น “นิตยสารออนไลน์” ของโอเพ่น 1.5 ผมจะมี “พื้นที่ประจำ” ของตัวเอง ภายใต้คอลัมน์ที่ชื่อ มือที่ (ลอง) มองให้เห็น
และนี่คือ “บทนำ ของ มือที่ (ลอง) มองให้เห็น”
มือที่มองไม่เห็น (Invisible Hand) – เป็นคำที่หลายคนคุ้นเคยกันดี และถูกใช้กันอย่างแพร่หลายในหลายบริบท
หลายคนทราบดีว่ามันคือคำที่ อดัม สมิทธ ผู้เป็นบิดาของโลกทุนนิยม ใช้เปรียบเปรยการทำงานของ “กลไกราคา” ภายใต้ “ตลาดเสรี”
หลายคนทราบด้วยว่า มันคือคำที่บางคนใช้เรียก “กลไกนอกกติกา” บางประเภทในระบบการเมือง พบได้บ่อยในระบบที่ไม่ค่อยจะเสรี
แต่ไม่ว่าจะใช้ในบริบทใด “มือที่มองไม่เห็น” คือการขนานนาม “แรงผลัก” บางประการที่ทำให้เกิดผลลัพธ์บางอย่าง แรงผลักที่ว่านี้อาจเกิดจากการกระทำของคนกี่ไม่คน หรือเกิดจากการกระทำของคนนับล้าน อาจเกิดขึ้นโดยความตั้งใจ หรือเกิดขึ้นโดยผู้กระทำไม่รู้ตัว อาจเป็นผลกระทบจากอีกระบบหนึ่ง หรืออาจเกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบไปอีกระบบหนึ่ง ก็เป็นได้ทั้งนั้น
พูดให้สั้น – “มือที่มองไม่เห็น” น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้ “ดวงดาวสะเทือน” เมื่อเรา “เด็ดดอกไม้” นั่นเอง
ในโลกปัจจุบัน คงไม่เกินไปนักที่จะกล่าวว่า “ตลาด” คือรากฐานอันสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนทุกสรรพสิ่งภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และในสนามที่ชื่อว่า “ตลาด” นั้น ปรัชญาที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดก็คือ “การแข่งขัน”
การแข่งขันทำให้เกิดกลไกตลาดที่เปรียบเหมือนมือที่มองไม่เห็น คอยจัดระเบียบการใช้ทรัพยากรของทุกคนให้เหมาะสมและคุ้มค่ามากที่สุด ด้วยเหตุนี้เราจึงแข่งขันกันผลิตสินค้าและบริการที่เร็วกว่า ล้ำหน้ากว่า มั่นคงกว่า แข็งแรงกว่า ทนทานกว่า และอีกสารพัดสิ่งที่เรียกรวมๆว่า “ดีกว่า” เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดและมุ่ง “ทำกำไรสูงสุด”
ด้วยแรงจูงใจเช่นนี้เอง ที่ทำให้โลกเรา “พัฒนา” มาไกลจนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดสิ่งมากมายที่คนสมัยก่อนมิอาจแม้จะฝันถึง ไม่ว่าจะเป็นสนามบินกลางทะเล ลานปลูกผักกลางทะเลทราย แท่นเจาะน้ำมันใต้มหาสมุทร ยาไวอะกร้า อินเตอร์เนต เครื่องบินทิ้งระเบิด ดาวเทียม หรือกระทั่งแผนภูมิ DNA ของมนุษย์
แม้พัฒนาการของทุนนิยมจะทำให้แทบทุกสิ่ง “อยู่ในตลาด” และ “มีราคาของมันเอง” ไปเสียหมด – ไม่ว่าจะเป็นความสงบส่วนตัวในวันหยุด ความเสี่ยงของราคาน้ำมันในอีกสามเดือนข้างหน้า หรือกระทั่งพรหมจรรย์ของหญิงสาว – แต่ตลาดก็เป็นเพียงความสัมพันธ์ของมนุษย์ในทาง “เศรษฐกิจ” เท่านั้น
ต้องไม่ลืมว่ามนุษย์ยังสัมพันธ์กันในแบบอื่นอีกมาก ทั้งความสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ หรือกระทั่งความสัมพันธ์ด้านจิตวิญญาณ
นอกจาก “มือ” ในความหมายของ อดัม สมิทธ แล้ว ภายในตลาดยังมี “มือ” อื่นๆอยู่ด้วย ทั้งที่มองเห็นได้ง่ายและมองเห็นได้ยาก เพราะไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ด้านเงินๆทองๆอย่างกลไกตลาด ความสัมพันธ์เชิงอำนาจอย่างระบบกฏหมายและการบังคับใช้ หรือกระทั่งความสัมพันธ์ทางสังคมอย่างค่านิยมและความเชื่อ ทุกสิ่งล้วนเป็น “มือ” ที่ทำงานอยู่ในตลาดทั้งสิ้น
พื้นที่แห่งนี้ ตั้งใจบอกเล่าเรื่องราวของมือต่างๆเหล่านั้นว่าแต่ละอันเกิดขึ้นได้อย่างไร เกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบอะไรบ้าง ทำให้เกิดอะไรใหม่ ทำให้อะไรหายไป และโดยสรุปแล้ว มันกระทบอย่างไรต่อชีวิตผู้คนที่อยู่ในตลาดบ้าง
เพราะไม่ว่าจะชอบหรือไม่ เราทุกคนล้วนอยู่ในโลกยุค “ทุนนิยมเสรี” ที่มี “ตลาด” เป็นศาสนาสากล หลายคนลืมไปว่า “กลไกตลาด” เป็นสิ่งสำคัญมากที่เราไม่อาจละเลยปล่อยทิ้ง ในขณะที่อีกหลายคนมักลืมไปว่า มันไม่ใช่สิ่งสำคัญเพียงสิ่งเดียวที่จำเป็นต้องมีอยู่ในตลาด
ในโลกปัจจุบัน เราไม่อาจปล่อยให้ “กลไก” ทั้งหลายเป็น “สิ่งที่มองไม่เห็น” เช่นที่ อดัม สมิทธ เปรียบเปรยไว้ได้อีกต่อไป
เราต้องพยายาม “มอง” มือเหล่านั้นให้เห็น และควรจะเห็นอย่างครบถ้วนรอบด้านมากที่สุด
เพราะการมองให้เห็น ดูจะเป็นก้าวแรกที่จำเป็นยิ่งสำหรับการเอาตัวรอดจาก “เงื้อมมือของตลาด” ในโลกปัจจุบัน
รุจ ธนรักษ์
www.0bserver.com
กุมภาพันธ์ 2552
มือที่(ลอง)มองให้เห็น – เป็นคอลัมน์รายเดือน ประจำอยู่ในเซกชั่น OPEN02 ประเดิมบทความชิ้นแรกของคอลัมน์ด้วยเรื่อง ไอโฟน โลกร้อน และพลังของผู้บริโภค (เขียนไว้ตั้งแต่เมื่อตอน iPhone 3G ยังไม่มีขายในเมืองไทยอย่างเป็นทางการ)
ใครที่รู้จักผมเป็นการส่วนตัว อาจสังเกตเห็นชื่อผู้เขียนแปลกตาไปบ้าง เพราะนั่นคือ “นามปากกา” ที่ผมจะใช้ต่อไปเรื่อยๆในโลกหนังสือ เพื่อให้ตัวเองขีดเขียนได้อย่างคล่องตัว โดยไม่ต้องพะวังกับชีวิตและหน้าที่การงานในโลกแห่งความเป็นจริง (อันน่าเบื่อหน่าย)
โดยส่วนตัวแล้ว ผมยังไม่เคยคิดว่าตัวเอง “เขียนหนังสือดี” มากมายเท่าไหร่นัก กลับมาอ่านงานตัวเองในอดีตทีไร ก็มองเห็นแต่เรื่องต้องปรับปรุงเสมอ
แต่ไม่ว่าอย่างไร โอกาสครั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมภูมิใจมาก มันไม่ใช่ความภูมิใจในแง่มุมที่ว่าข้าแน่ ข้าเจ๋ง แต่เป็นความภูมิใจที่ตนเองได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของ “ชุมชน” เล็กๆ ที่ตัวเองเฝ้ามอง เรียนรู้ เติบโต และติดตามมายาวนาน
ใครจะคาดคิดว่าจากคนอ่านธรรมดา … จะได้โอกาสกลายเป็นคนเขียนบ้างในวันนี้
ในมุมมองของใครหลายคน การได้เป็นคอลัมนิสต์ของเวบออนไลน์สักแห่งคงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นดีใจอะไรนักหนา
แต่สำหรับผม แม้จะเป็นเพียง “ก้าวเล็กๆ” แต่ก็เป็นย่างก้าวที่สำคัญยิ่ง เพราะมันคือการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ การได้คลุกคลีกับสิ่งที่ตนเองสนใจ และที่สำคัญที่สุด มันคือการได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ตนเองนับถือในความคิด
สารภาพตามตรง – ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่า “ย่างก้าวเล็กๆแต่สำคัญยิ่ง” ครั้งนี้จะก้าวไปถึงไหน ถนนสายนี้ยังอีกยาวไกล และชีวิตคือการเดินทางที่ไม่แน่นอน มันเป็นสัจธรรม
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมทั้งมั่นและตั้งใจ คือการทำก้าวเล็กๆนี้ให้ดีที่สุด การเป็นคอลัมนิสต์ การมี “เส้นตาย” ที่ต้องส่งงานทุกเดือน จะเป็นแรงผลักอันสำคัญที่ทำให้ผม “เขียนหนังสือจริงจัง”มากขึ้นกว่าเดิม
หวังว่าทุกท่านจะติดตามอ่านกันบ้าง และโปรดแวะเวียนมาทักทาย ถกเถียง ติชม หรือพูดคุยกันที่ 0bserver.com แห่งนี้ได้เสมอ
สำหรับ 0bserver.com มีอีกสิ่งที่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำให้เสร็จ (เสียที) นั่นคือการรวบรวมต้นฉบับที่ตัวเองเขียนไว้กระจัดกระจาย เอามาปรับแก้ให้ถูกใจ แล้วนำขึ้นรวมไว้ ให้ได้อ่านกันที่ 0bserver.com แห่งนี้ด้วย
สุดท้าย คงจะแปลกหากไม่ขอบคุณทีมงานโอเพ่นทุกคนที่หยิบยื่นโอกาสให้ตัวผม โดยเฉพาะ อ. ปกป้อง และ พี่ยุ้ย คนชายขอบ – ขอบคุณมากครับ
ยินดีด้วยครับ สู่อีกเส้นทางที่เป็นความสุข
ขอบคุณครับพี่
คงต้องรบกวนคำแนะนำจากพี่อีกมากมาย บนเส้นทางสายนี้ …
ยินดีด้วยนะครับเฮีย
รอรวมเล่มเป็น pocket book นะ
:P
โฮ้ย ผมมันขาลงแล้ว
ยินดีด้วย
แต่ระวังหน่อยนะ ไอ้ก้าวเ็ล็กๆที่ว่าเนี้ย ก้าวเข้าไป แล้วจะหาทางออกไม่ได้นะ
เพราะอาจติดใจได้
:-)
anubis # เรื่องรวมเล่มนี้คงอีกไกลแหละน้อง … เหอๆ
บุญชิตฯ # ขาลงสิครับยิ่งต้องถาม ฮ่าๆ
peek # คงติดใจแน่ แต่คงเดินมากไม่ได้ ไม่งั้นคงไม่มีตังค์ซื้อไลก้านะ … แฮ่ๆ
ซะทีนะเพื่อน