
แล้วในที่สุดผมก็ “ปั่น” งานเขียนชิ้นที่สองลงโอเพ่นออนไลน์เสร็จเรียบร้อยในช่วงเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา เล่นเอาไม่ได้หลับไม่ได้นอน แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากอ่านข้อมูล สังเคราะห์ความคิด แล้วก็ลงมือเขียนหนังสือ
แต่ก็รู้สึกดีมากๆ เป็นเสาร์อาทิตย์ที่มีความสุขอย่างแท้จริง ไม่ต้องวางแผน ไม่ต้องทำ 15 เรื่องในหนึ่งวัน ไม่ต้องตอบอีเมล์ประสานงาน โทรศัพท์อีก 30 ครั้ง ฯลฯ วันหนึ่งวันหมดไปกับการคิด การอ่าน กันเขียน ทำเรื่อง “ให้ดี” เพียงอย่างเดียว แม้จะรู้สึกเหนื่อยบ้าง แต่ก็มีความสุขมากด้วยเช่นกัน
การเขียนหนังสือแบบ “ประจำ”ให้บทเรียนแปลกใหม่กับผมไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะการเขียนหนังสือโดยมี “เส้นตาย” กำกับไม่เหมือนการเขียนบล็อกที่นึกอยากเขียนเมื่อไหร่ก็เขียน เส้นตายที่มีทำให้เราต้องคิด ต้องหาข้อมูล และต้องวางแผนการใช้เวลาอย่างเหมาะสมเพื่อให้เขียนงานได้ทันตามกำหนด
และนี่ขนาดเส้นตายเป็น“รายเดือน”ยังทำเอาเหนื่อยกับการคิดและหาข้อมูลขนาดนี้ ก็ยอมรับแล้วที่ใครๆพูดว่าคนที่เขียนคอลัมน์ “รายวัน” ได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีพลังงานสูงมากถึงมากที่สุดจริงๆ
สิ่งหนึ่งที่ผมควรบันทึกไว้เตือนความทรงจำของตัวเองก็คือ การเขียนหนังสือทำให้ชีวิตประจำวันเรา “นิ่ง” ขึ้นมาก เพราะมันบังคับให้เรา “นั่งจม” อยู่กับความคิดอะไรสักอย่างในเชิงลึก ที่ชีวิตการทำงานในปัจจุบันไม่เอื้อให้เรามีช่วงเวลาเช่นนี้เท่าไหร่นัก
เวลาเขียนหนังสือ ผมไม่สามารถมีเสียงโทรศัพท์ไอพอด วิทยุ IM อีเมล์ tweeter โทรทัศน์ หรืออะไรก็ตามที่มันจะ distract ความคิดผมเข้ามารบกวนได้เลย
จะว่าไป มันก็คล้ายกับการทำสมาธิอย่างหนึ่งเหมือนกัน :-)
……………………
ผมกลับไปอ่านงานชิ้นที่แล้วเรื่อง ไอโฟน อีกทีแล้วก็รู้สึกไม่พอใจกับผลงาน “เปิดตัว”ของตัวเองเอาเสียเลย ผมรู้สึกว่าตัวเองยังสื่อ “สาร” ที่ต้องการจะสื่อออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ โดยรวมแล้วรู้สึกว่าเยิ่นเย้อ รุงรัง พิกล
สรุปกับตัวเองได้ว่าการเขียนเปิดตัวครั้งแรก ทำให้เขียนด้วยความ“เกร็ง”มากเกินไป เพราะด้วยชื่อของ “โอเพ่น” เลยทำให้ตื่นเต้น เกร็ง และพยายามเหลือเกินที่จะ “เล่นท่ายาก”
ครั้งนี้เลยตั้งใจใหม่ว่าจะไม่เกร็ง เน้นความเรียบง่าย กระชับ เข้าประเด็น แต่ก็พยายามคงความ“รอบด้าน”เอาไว้ด้วย
ใครที่มีโอกาสเข้าไปอ่านแล้ว อยากให้แวะมาทักทาย คอมเม้นต์ ติชม กันที่นี่หน่อยนะครับ คนเขียนจะได้เอาความเห็นของคนอ่านไปปรับปรุงต่อไป
ขอเชิญมิตรรักแฟนเพลงตามไปอ่านกันได้ที่คอลัมน์มือที่(ลอง)มองให้เห็น ตอน ฉลามไร้ครีบ โต๊ะจีน และกำไรสูงสุด ครับ
ปล. รูปประกอบบทความ 2 รูปแรกนี่ผมถ่ายเองนะ รู้สึกสนุกมากกับการถ่ายภาพประกอบบทความของตัวเอง :-D
1. แล้วจริงๆ หูฉลามมีสรรพคุณจริงอย่างที่ ‘เชื่อ’ กันมาหรือเปล่า?
2. ตอนแรกยังไม่อ่าน แต่ดูก่อนคร่าวๆ ว่ารูปประกอบน่ากลัวไหม
ยังดี ที่ไม่ทำร้ายจิตใจกันมากนัก
3. แล้วเจ้าของบลอก ยังจะทานหูฉลามอยู่อีกไหมต่อจากนี้ อันนี้เป็นที่สงสัย :P
อ่านดูแล้ว ราวกับว่า เจ้าของบล๊อก ลาออกจากงานประจำ มาเขียนหนังสือหรือ ?
หวา หวา หวา ใจเด็ดมากๆ
molly – หูฉลามมีสรรพคุณจริงหรือไม่นี่ตอบไม่ได้ เพราะไม่ได้ตั้งใจเขียนคอลัมน์ยาจีนอ่ะ :-P
พี่บุญชิตฯ – เปล่าเลยครับ ที่เขียนมาเนี่ยหมายถึงเวลาแค่ 2-3 วันที่ off ตัวเองจากงานประจำมานั่งเขียนหนังสือจริงๆจังๆเท่านั้นเอง
ใจยังไม่เด็ดขนาดนั้น … แหะ แหะ
แต่การตัดคำในเวบของโอเพ่น ไม่ค่อยดีเลยครับ
อ่านยากมากๆ (น่าจะเป็นเพราะการ Paste ข้อความภาษาไทยจาก Word ลงไปใน CMS ของ Wordpress)
ไม่ทราบพอจะแก้ไขได้หรือเปล่าครับ ?
ขออนุญาตเล่าตลกร้าย…
ครั้งหนึ่ง ผมเคยได้มีส่วนร่วมในการต้อนรับแขกของสำนักงาน ทีเป็นแขกของประเทศด้วย เพราะเป็นการติดต่อมากับกระทรวงการต่างประเทศ
ท่านมีตำแหน่งประมาณ ประธาน หรือเลขาธิการ สภาสิทธิมนุษย์ชนเอเชีย หรืออะไรจำพวกนี้ เป็นชาวศรีลังกา
ในงานเลี้ยงต้อนรับ
ผมและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจัดเลี้ยง ได้รับคำถามเชิงกระซิบจากท่านผู้นั้น ว่า มีหูฉลามเลี้ยงหรือไม่
(เป็นคำถามเพื่อให้แน่ใจว่า “มีจัดให้” มิใช่คำถามเพื่อขอให้หลีกเลี่ยง)
เป็นเรื่องตลกร้ายเรื่องหนึ่ง
เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศที่ร่วมรับผิดชอบ กล่าวปลอบใจอย่างติดตลกว่า
ท่านเป็นนักสิทธิมนุษยชน ไม่ใช่นักสิทธิสัตว์โลก
…
เดี๋ยวนี้พอปรุงน้ำซุป “เลียนแบบหูฉลาม” เป็นแล้ว ผมก็ไม่อยากหูฉลามอีกเลย
และพลังของหูฉลาม ก็ทำให้สูตรอาหารดังกล่าว ติดอันดับบทความที่มีผู้อ่านมากที่สุดในเวบของผม แบบตลอดกาล และไม่มีทีท่าว่าจะตกอันดับได้เลย !!!
เรื่องตัดคำในโอเพ่น เข้าใจว่าน่าจะเป็นจากการ copy-paste จริงอย่างที่พี่เดานะครับ แต่คงแก้ไขเองไม่ได้ ต้องให้ admin ของเวบช่วยแก้ให้น่ะครับ
ส่วนเรื่องที่เล่ามา แสดงให้เห็นอีกแง่มุมนึงของ “พลังหูฉลาม” ได้ดีจริงๆ