แล้ว “เสรีนิยม” ต้องการอะไร ?

แล้ว “เสรีนิยม” ต้องการอะไร ?

ท่ามกลางกระแสแบ่งขั้วสีเหลือง-สีแดง สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามแสดงจุดยืน (เท่าที่ทำได้โดยไม่ลำบากอะไรกับชีวิตตัวเองมากเกินไปนัก) ก็คือการพยายามบอกกับทุกคนว่า คนที่ไม่เอาสีเหลือง ไม่ได้แปลว่าชอบสีแดง และคนที่ชอบสีแดง ก็ไม่ได้มีเฉพาะคนที่ชื่นชอบอดีตนายก ทักษิณ ชินวัตร

ใครสักคนหนึ่งอาจเห็นด้วยกับ 2 ใน 5 ประเด็นที่พันธมิตรฯนำเสนอ และอาจเห็นด้วยกับ 1 ใน 7 ของประเด็นที่เสื้อแดงนำเสนอ – เราจะเรียกคนกลุ่มนี้ว่าสีอะไร ?

เป็นธรรมดาที่การเคลื่อนไหวการเมืองระดับใหญ่เช่นนี้ย่อมมี “ประเด็น” การเรียกร้องย่อยๆซ้อนทับอยู่มากมาย ซึ่งท้ายสุดแล้วทุกกลุ่มย่อยๆก็ต้องสงวนจุดต่าง แสวงหาจุดร่วม ของตนเองให้ได้มากที่สุด

ในขณะที่พันธมิตรฯเสนอจุดร่วมแห่งความเกลียดชังระบอบทักษิณ ภายในพธม.เองก็ล้วนเต็มไปด้วยกลุ่มการเมืองย่อยๆมากมาย ทั้งกลุ่มไม่เอา FTA กลุ่มค้านการแปรรูปการไฟฟ้า กลุ่มนายทุนอกหักจากทักษิณ หรือกระทั่งกลุ่ม “อำมาตย์” (?)

ในทำนองเดียวกัน กลุ่มเสื้อแดงก็ย่อมมีประเด็นย่อยๆของตนเองมากมาย ทั้งกลุ่มเสรีนิยม กลุ่มจัดตั้งโดยเครือข่ายทักษิณ กลุ่มไม่นิยมบารมีนอกระบบ หรือกระทั่งกลุ่ม “อำมาตย์อกหัก” ที่ย้ายข้าง ซึ่งแน่นอนว่าจุดร่วมของพวกเขาในวันนี้คือการปฏิเสธระบอบอำมาตยาธิปไตย

แถลงการณ์ของนายกฯอภิสิทธิในคืนนี้ พิสูจน์ได้เป็นอย่างดีว่ามี “บางอย่าง” ที่ผิดปกติกับประชาธิปไตยของเรา เพราะนายกฯยอมรับว่ามีคนกว่า 70% (ที่อ้างว่าเดินทางกลับบ้านไปแล้ว) ที่เดินทางมาเพื่อแสดงพลังเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” เมื่อวันก่อน

ในฐานะคนที่เชื่อว่าตนเองไม่ได้เหลืองแป๊ด หรือแดงแจ๋ (ขออนุญาตเรียกให้ง่ายๆว่าเป็นจุดยืนแบบ “เสรีนิยม”) ผมต้องการบอกกับคนอื่นในสังคมว่ากรุณาอย่า “ผลัก” ให้ทุกคนไปยืนอยู่ตรงขั้วทั้งสองฝั่ง

ยังมีคนอีกมาก ที่ไม่อยากได้ทั้งอำมาตยาธิปไตยที่มีรากเหง้าของศักดินา และทุนนิยมสามานย์ที่กัดกินประเทศโดยไม่เห็นหัวคนอื่น

ด้วยจุดยืนเสรีนิยมเช่นนี้ ผมไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวใดๆที่ทำให้สังคมส่วนรวมเดือดร้อน ไม่ว่า “สีใด” จะเป็นคนทำ และในทำนองเดียวกัน ผมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการใช้กฏหมายอย่าง “เท่าเทียม” กับทุกคน ทุกกรณี และทุกชนชั้น

ไม่ว่าจะยึดสนามบิน หรือปิดถนนกลางกรุงเทพฯ ทุกคนล้วนสมควรถูกจับดำเนินคดีตามกฏหมายอย่างเท่าเทียมกัน

เพราะถึงวันนี้ สังคมไทยตกอยู่ท่ามกลางตรรกะเลวร้ายที่ว่า “เอ็งทำเลวได้ ข้าก็ทำเลวได้” มานานหลายปีจนทำให้ “กฏหมาย” ไม่ใช่สิ่งที่ใช้ปกครองประเทศนี้ได้อีกต่อไปแล้ว

เหตุการณ์ปิดถนนจนทำเอากรุงเทพฯเป็นอัมพาตในวันนี้ ทำให้ผมมีโอกาสอภิปรายแง่มุมทางการเมืองกับเพื่อนฝูงบางคน ซึ่งผมก็ถือโอกาสชี้แจงไปว่าทำไมผมจึงไม่จงเกลียดจงชังเสื้อแดง บูชาเสื้อเหลือง เหมือนที่ชนชั้นกลางในเมืองกรุงทั่วไปเขาเกลียดกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามชี้แจงก็คือ เสื้อแดงทุกคนไม่ใช่พวกจัดตั้งจากระบอบทักษิณ หากแต่เป็นคนที่รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องกับระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้น และพวกเขาเชื่อว่า “อำนาจอธิปไตย ต้องเป็นของปวงชนชาวไทย” อย่างแท้จริง (สิว้อย)

เสี้ยวหนึ่งของการสนทนาวันนี้ เพื่อนคนหนึ่งถามผมขึ้นมาว่า “แล้วในฐานะเสรีนิยมเนี่ย เอ็งคิดว่าต้องทำยังไงถึงจะดี? เอาทักษิณกลับมาอีกรอบเรอะ ?”

สารภาพตามตรงว่าคำถามนี้ทำให้ผม “หยุดคิด” ไปพอควร

เพราะดูเหมือนเราจะอยู่ท่ามกลางการ “แฉ” ความไม่ดีของอีกฝ่ายนึง จ้องจับผิด จ้องกระชากหน้ากากของทั้งสองฝ่าย มานานเกินไปจนลืมไปแล้วว่าจริงๆอะไรน่าจะเป็นทางออกที่ดีให้กับประเทศได้บ้าง

หลังจากฝ่ารถติดถึงบ้าน อาบน้ำ ผมใช้เวลาระหว่างนั่งกินมาม่าหนึ่งถ้วย ลองไล่เรียงความคิดตัวเองดูว่าในฐานะ “เสรีนิยม” นั้น เราคิดว่าอะไรคือทางออกที่ดีบ้าง

และนี่คือ “ทางออก” ที่เสรีนิยมคนหนึ่งคิดขึ้นมาได้ (ในขณะที่สังคมไทย ไม่มีใครนิยมพูดเรื่องทางเลือกกันอีกแล้ว เพราะข้าดี เอ็งเลว กันทุกคน)

ผิดบ้าง ถูกบ้าง ก็ยินดีถกเถียง อภิปรายกันต่อไป ให้สมกับหลักการเคารพความแตกต่างทางความคิด -

สิ่งที่ “เสรีนิยมคนหนึ่ง” ไม่อยากให้เกิดขึ้น

รัฐบาลใช้กำลังปราบปรามกับผู้ชุมนุม – เพราะในสภาพ “ไร้ขื่อแป” เช่นนี้ แทบจะไม่มีทางที่เราจะใช้กำลังได้โดยไม่เกิดการสูญเสีย และเสรีนิยมเช่นผมเชื่อมั่นว่าในโลกยุคนนี้ ไม่ควรมีใครต้องบาดเจ็บหรือสูญเสียชีวิต เพราะอุดมการณ์ทางการเมือง (หรือเป็นเบี้ยทางการเมือง) ให้ใครอีกแล้ว

รัฐบาล (หรือใครก็ตาม) ส่งเสริม ปลุกปั่น หรือแกล้งใส่เกียร์ว่าง ให้คนไทยใช้กำลังระหว่างกัน – สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นจริงแล้วในสังคมไทยเมื่อวันที่ 6 ตุลา 2519 และดูจะเป็นแทคติกที่ทำให้ “ชนชั้นนำลอยตัว” ได้ดีที่สุด ดังนั้นคนไทยต้องมีสติ ต้องรู้จัก “เคารพ” ความแตกต่าง และไม่เป็นฝ่ายริเริ่มความรุนแรงใดๆ ในทางกลับกัน รัฐบาลจากทุกขั้ว มีหน้าที่โดยตรงที่จะทำทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงในสังคม

คนชั้นกลางหมดความอดทน ใช้กำลังเข้าตัดสินความขัดแย้ง – ด้วยเหตุผลเดียวกับข้อข้างบน

พฤติกรรมการเลียนแบบตรรกะเลวๆแบบ “เอ็งเลวได้ ข้าก็เลวได้” – เพราะมันทำให้เราไม่รู้จักหยุดกันสักฝ่ายหนึ่ง และก็เป็นวงจรอุบาทว์ทีนำไปสู่ความอภิมหาเสื่อมเรื่อยๆ

การ “เกี๊ยเซี๊ยะ” กันระหว่าง ทักษิณ ชินวัตร และผู้มากบารมีทั้งหลาย – เพราะหากเกิดขึ้นจริง จะยิ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความ “น้ำเน่า” ในวงการเมืองไทย ที่ประชาชนจริงๆเป็นเพียง “เบี้ย” ให้ชนชั้นนำเท่านั้น

อำมาตยาธิปไตยชนะ ใช้อำนาจนอกกติกาหนุนรัฐบาล นำประเทศไทยกลับไปสู่ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ – เพราะนั่นจะเท่ากับว่าเราเดินถอยหลังกลับไปยอมรับการใช้ “อำนาจนอกระบบ” มาแก้ปัญหา ซึ่งเท่ากับว่าระยะยาวแล้วเราจะไม่มีวันเติบโตด้วยตัวเอง คนไทยทุกคนควรสำนึกเรื่องนี้ให้ดีว่า “สิทธิ” ในการจัดการปัญหาเป็นของพวกเราเอง ไม่ใช่ของคนมากบารมีเพียงไม่กี่หยิบมือ

ทักษิณ ชินวัตรชนะ กลับเข้ามาลงเลือกตั้ง หนีความผิด – แน่นอนว่าสิ่งนี้ก็ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เช่นกัน เพราะผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด โดยยึดเอาหลักกฏหมาย (ที่ตีความและบังคับใช้อย่างสุจริต) เป็นที่ตั้ง

สิ่งที่ “เสรีนิยมคนหนึ่ง” คิดว่าควรเกิดขึ้น

ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ – ท่ามกลางความขัดแย้งมากมายนี้ ผมคิดว่าการยุบสภาแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่ ให้ประชาชนได้เลือกคนที่ตนเองต้องการ โดยกำหนดกติกาให้ทุกฝ่ายยอมรับ ยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ควรสังเกตด้วยว่าฝ่ายที่ “ไม่ยอมรับ” การเลือกตั้งเสมอมาคือฝ่ายอภิสิทธิชนทั้งหลาย และผมควรกล่าวไว้ด้วยว่าการเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าเลือกมาแล้วสามารถทำได้ทุกอย่างตามอำเภอใจ เพราะหากเลือกเข้ามาแล้วทำไม่ดี ประชาชนก็จะ “ไล่” คุณออกไปด้วยพลังของเราเอง

ใช้งานคนที่เราเลือกเอง ไม่พอใจก็ไล่ออกไปได้เอง
ใช้งานคนที่เราไม่ได้เลือกเอง ถ้าวันไหนไม่พอใจ จะให้ใครไล่เขาออกไปให้หรือ ?

นิรโทษกรรม นักการเมือง 111 คน – ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับการ “ยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมือง” เพราะผมคิดว่าโดยหลักการแล้ว สิทธิทางการเมืองเป็นของทุกคน นอกจากนั้นการทำเช่นนี้ ไม่ได้ประโยชน์กับใครเลยนอกจากฝ่าย “ตรงข้าม” ทางการเมือง และยังทำให้เกิดการเมืองแบบ “นอมินี” ขึ้นมามากมายหลายรุ่นอย่างที่เห็นกัน

วันนี้พรรคการเมืองไทยทุกพรรคเป็นพรรคใหม่ เพราะทุกพรรคโดนยุบไปหมดแล้ว เว้นแต่ประชาธิปัตย์พรรคเดียวที่ (บังเอิญ?) ว่า กกต. ใจดี ไม่ชี้มูลความผิด ซึ่งผมเชื่อว่าหากประชาธิปัตย์ถูกยุบบ้าง เราก็คงได้เห็น “นอมินี” ของคุณสุเทพ คุณอภิสิทธิ กันแน่นอน

ดังนั้นจะดีกว่าไหม หากเราเอานักการเมืองที่มี “บารมี” อย่างแท้จริงเข้าสู่แสงไฟแห่งสาธารณะชน ไม่ต้องไปหลบอยู่ข้างหลัง เอาคนที่มีอำนาจจริงๆมาตอบคำถามประชาชน ไม่ใช่ให้ลูกน้อง หรือภรรยามาตอบ ส่วนการตัดสินใจจริงๆทำกันที่เซฟเฮ้าส์

แก้รัฐธรรมนูญโดยทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม – เปิดให้ทุกฝ่ายเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญ ใครคิดว่ากติกาข้อไหนไม่ดี กติกาข้อไหนมีช่องโหว่ กติกาข้อไหนเราเสียเปรียบ มันได้เปรียบ ก็สู้กันในกติกาการร่างรัฐธรรมนูญ จัดการอภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญในประชาชนได้ร่วมตัดสินใจ ไม่ใช่ใครมีอำนาจก็เป็นคนร่างกติกาอยู่เสมอ

“อำมาตย์” เลิกเล่นบท “อีแอบ” – ว่ากันตามตรง ผมไม่มีปัญหาใดๆกับการมี “อำมาตย์””อยู่ในระบอบการปกครอง ตราบใดที่ผู้มีบารมีทั้งหลายลดตัวลงมา “เล่น” กัน “ตามกติกา” เพราะตัวอย่างพรรคการเมือง “อนุรักษ์นิยม” มีให้เห็นมากมายในโลก ซึ่งก็ไม่ผิดแปลกอะไรที่คุณจะเล่นการเมือง ลงเลือกตั้ง ประกาศนโยบายสุดยอดอนุรักษ์นิยมให้เป็นทางเลือกกับประชาชนไทย

ถ้าคนไทยอยากได้ “คนดี” มาปกครอง ก็ขอให้คนไทยได้ “เลือก” คนดีด้วยตัวเองเถิด อย่ายัดเยียดความดีให้เราเลย

ส่วนใครที่อยากได้ “อำนาจ” มาปกครอง ก็ต้องยอม “เปลืองตัว” มารับผิดชอบกับอำนาจเหมือนคนอื่นเขาด้วยเช่นกัน

คตส. (และหน่วยงานอื่นๆทั้งหมด) ต้องออกมาชี้แจงว่าทำไมถึงทำสำนวนเอาผิดทักษิณ (และพวก) ในเรื่องอื่นๆไม่ได้อีกเลย – ในฐานะที่พวกท่านได้รับอำนาจจากคณะปฏิวัติมาทำงานกินภาษีประชาชน พวกท่านก็ควรออกมาบอกเล่าให้พวกเราฟังหน่อยเถิดว่า “ระบอบทักษิณ” ที่แสนเลวร้ายนั้น เหตุใดจึงสามารถเอาผิดได้เพียงคดี “ที่ดินรัชดา” เพียงคดีเดียว

หากเป็นเพราะพวกท่านไม่สามารถทำได้ (แต่ความผิดน่าจะมีอยู่จริง) ก็ควรจัดหาหน่วยงานเป็นเรื่องเป็นราว (ที่ไม่เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง) ขึ้นมาสืบสวนเอาผิด

แต่ถ้าเป็นเพราะหลายๆเรื่องเป็นการอาศัย “ช่องโหว่” ของกฏหมายเพื่อทำให้พรรคพวกได้ประโยชน์ ทางแก้ไม่ใช่การหาช่องทางเอาผิด “ย้อนหลัง” โดนบิดเบือนกฏหมาย แต่ควรเป็นการศึกษา แล้วแก้ไขกฏหมายให้มีช่องโหว่น้อยลง

ทักษิณ ชินวัตร กลับมารับโทษในคดีที่ดินรัชดา – เมื่อถูกตัดสินว่าผิด ก็ต้องกลับมารับโทษตามกฏหมาย

ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรและเสื้อแดงอย่างเร่งด่วนและโปร่งใส – เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิให้กลับมายังระบบกฏหมายไทย

ปรับแก้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพื่อเป้าหมายไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง – ผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องยอมรับกันตรงไปตรงมา ว่ากฏหมายนี้ต้องการการ “แก้ไข” (แก้ไขแปลว่าแก้ไข ไม่ใช่ยกเลิก) เพราะมันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างไม่มีเหตุผล ซึ่งไม่ได้ให้ผลดีกับใครเลย ไม่ว่าผู้ถูกฟ้อง หรือสิ่งที่เราต้องการปกป้อง

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผม – ในฐานะ “เสรีนิยม” คนหนึ่ง – คิดขึ้นคร่าวๆระหว่างกินมาม่า มันไม่ใช่เรื่องถูกเรื่องผิด หลายเรื่องผมอาจเปลี่ยนใจในอนาคต และแน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องของ “ความเป็นกลาง” เพราะผมก็ไม่เคยบอกว่าตนเองเป็นกลาง มันแค่เป็นเรื่องของความ “ไม่สุดโต่ง” เท่านั้น

ผมอยากให้ใครก็ตามที่ผ่านมาเห็นและคิดว่าตนเองไม่ได้เป็น “สาวก” ของสีใดสีหนึ่งลองหยุดคิดว่าอีกฝ่ายหนึ่ง “เลวแสนเลว” อย่างไร แล้วหันมาคิดว่าแต่ละฝ่ายต้องทำอะไรบ้าง สังคมมันถึงจะดีขึ้นได้

ผมเชื่อว่าด้วยความขัดแย้งในเวลานี้ เป็นไปไม่ได้แน่ๆที่จะไม่มีฝ่ายใดไม่ต้อง “ถอย” เลย

ใครมีความเห็นอย่างไร ขอเชิญทิ้งความเห็นถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ไว้ได้ ณ ที่นี้

หรือจะส่งต่อไอเดียนี้ต่อไปเรื่อยๆในวงกว้างเหมือน blog tag ก็ยินดียิ่งครับ

…………………..

แก้ไขเพิ่มเติมด้วยข่าวเก่าๆชิ้นนี้ครับ

“อภิสิทธิ์” ชี้ยุบสภาคือทางออก
“การยุบสภา จะเป็นความรับผิดชอบอย่างหนึ่งของนายกฯ สภาต้องยอมเจ็บด้วยกัน และหากยุบสภา พวกผมก็เสียเปรียบทุกเรื่องแต่วันนี้ยอม ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่า พันธมิตรจะยอม ซึ่งไม่มีหลักประกัน แต่ขอบอกว่า ผู้มาชุมนุมเป็นตัวของตัวเอง ใครสั่งไม่ได้ และจะเรียกร้องพันธมิตรว่า ถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่ พันธมิตรก็ต้องเคารพกระบวนการประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนตัดสิน พันธมิตรจะไปตั้งพรรค หรือตามสอดส่องการเลือกตั้งให้สุจริตก็ได้ ขอให้นายกฯไปตรอง และโอกาสที่จะกลับมาก็มีมาก และกลับมาก็คงมีใครว่า” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ที่มา: มติชนออนไลน์



8 Responses to “แล้ว “เสรีนิยม” ต้องการอะไร ?”

  1. Tum says:

    ผมว่าผมเห็นบทความหรือคำพูดจากหลายๆ ท่าน เสนอแนะทฤษฏีต่างๆ เกี่ยวกับทางออกไว้มากมาย รวมทั้งของคุณ 0bserver สุดหล่อด้วย (จะได้ไม่เครียดน่ะครับ)

    ผมเห็นด้วยว่าดี แต่มีคำถามอีกเช่นกันว่า …. เราจะนำทฤษฎีมาแปรเป็นการปฏิบัติได้อย่างไร?

    รวมถึงใครจะเป็นฝ่ายถอยก่อน, ถอยพร้อมกัน (จะเป็นไปได้ไหม เพราะต่างฝ่ายต่างระแวงกันอยู่?), ใครจะเป็นคนให้สัญญาณในการถอย?

  2. An Observer says:

    ผมว่าก่อนจะคิดว่า “สัญญาณ” จะมาจากไหนเนี่ย หวังให้ทั้งสองฝ่ายคิดกันให้ได้จริงๆก่อนดีกว่าว่า “ตัวเอง” ควรทำอะไรบ้าง

    สิ่งที่เห็นจากทุกข้อเสนอในวันนี้ ดูจะมีแต่การ “เลือกข้าง” ทั้งนั้นเลย (คือพวกเอ็งควรทำอย่างนี้ หยุดทำอย่างนั้น แล้วไปทำอย่างโน้น) น้อยคนมากๆที่จะออกมาบอกว่าทั้งคู่ควรทำอะไร

  3. snowybug says:

    ในฐานะ “เสรีนิยม” คนนึงเช่นกัน อยากเห็น…

    การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี (กว่านี้) เพราะประเทศไทยตกอยู่ในยุคของการแบ่งสีมาจะร่วมสามปีแล้ว (นานโข!!) ทุกคนให้ความสำคัญกับ “เสรีนิยม” แต่หลายๆ คนกลับรุกล้ำเสรีของคนไทยกันเอง จะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนกว่าจะมีฝ่ายที่ยอมถอย (ก่อน) อย่างที่คุณ 0bserver เปิดประเด็นไว้?

    พลังของสี (ไม่ว่าจะ เหลือง แดง ขาว เขียว ฯลฯ) จากพลังของคนไทยในทางที่จรรโลงสังคมและประเทศมากกว่านี้ เผื่อว่าจะช่วยชลอภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้บ้าง

    คนไทยได้หยุดตามเทศกาลวันสำคัญ ไม่ใช่วันหยุด (กะทันหัน) ที่เกิดจากการประกาศของรัฐบาล

    (ฮาฮ่า… ทำไมอ่าน blog คุณ 0bserver แล้วอินขนาดนี้เนี่ย…ปรี๊ดดดด)

  4. Tum says:

    ถ้าคนไทยคิดเองไม่ได้ล่ะ?

  5. An Observer says:

    ึคนที่คิดเองเป็นอย่างคุณ Tum ก็คงต้องช่วยกันตะโกนบอกคนที่คิดไม่เป็นกันให้มากๆสิครับ

  6. Tum says:

    น่ากลัวเหตุการณ์แบบนี้นะครับ
    http://www.youtube.com/watch?v=OKoHFD6H66Q

  7. rathwjj says:

    ผมกำลังคิดว่า คดีผิดจริยธรรม ในคดีรัชดานี่ เขาจะยอมรับผิดหรือ ในเมื่อมันดูแย้งๆ ยังไงชอบกล

Leave a Reply