บันทึกความเสียใจต่อเสรีนิยมสีแดง

บันทึกความเสียใจต่อเสรีนิยมสีแดง

all-we-are-saying-is-give-peace-a-chance-2-magnet-2963

ผมเป็นประชาชนคนธรรมคนหนึ่ง เป็นชนชั้นกลางที่ใช้ชีวิตเติบโตมากับสังคมเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ผมคิดว่าปรากฏการณ์การเมืองไทยยุค “ทักษิณ” ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมานี้ได้สอนบทเรียนรัฐศาสตร์ในชีวิตจริงให้ผมอย่างดีเยี่ยม โฉมหน้าและโครงสร้างทางการเมืองไทยหลายด้านจะไม่มีวันแจ่มชัดในสายตาพลเมืองธรรมดาอย่างผมเช่นนี้เลย หากไม่มีการกำเนิดและสิ้นสุดลงของระบอบทักษิณ

ในฐานะที่ผมติดตามเรื่องราวทางการเมืองมาบ้าง – แม้ไม่อาจเรียกตัวเองได้ว่าเป็น “แนวร่วม” ของกลุ่มเสื้อแดงอย่างเต็มตัว – แต่อย่างน้อยที่สุดผมก็เป็นคนชั้นกลาง (ส่วนน้อย) คนหนึ่งที่เข้าใจเป็นอย่างดีว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนเสื้อแดงนั้น ไม่ได้มีแต่ชื่อของ “ทักษิณ ชินวัตร” เพียงอย่างเดียว

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา แม้จะเคยต่อต้านพฤติกรรมฉ้อฉลมากมายของทักษิณ ชินวัตร แต่ในฐานะที่ไม่เห็นด้วยกับการ “รัฐประหารเพื่อเอาทักษิณออกไป” ทำให้ผมต่อต้านการทำรัฐประหาร และต่อต้านโครงสร้างอำนาจอื่นๆที่เรียกรวมกันว่า “อำมาตย์”

นอกจากนั้น ปรากฏการณ์พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยังช่วยตอกย้ำความไม่เห็นด้วยอย่างสวนกระแสของผมด้วยว่า “วิธีการ สำคัญพอๆกับ เป้าหมาย” (mean also justifies end) ผมเชื่อว่าในสภาพแห่งความสับสน วุ่นวาย แตกแยก การยึดถือ “หลักการ” ทุกชนิดให้มั่นคงอย่างไม่บิดเบี้ยวเท่านั้น คือหนทางแห่งปัญญาในระยะยาวที่สังคมจะฝากความหวังไว้ได้

นับตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 – กลุ่มการเมืองเสื้อแดงเคลื่อนไหวอยู่รอบนอกของพื้นที่การเมืองกระแสหลักตลอดมา สิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ในฐานะ “ผู้สังเกตการณ์วงนอก” คือมวลชนเสื้อแดงมีความหลากหลายสูงกว่ามวลชนเสื้อเหลืองมาก แต่ท่ามกลางความหลากหลายที่เป็นธรรมชาติของการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น เสื้อแดงทุกคนดูจะแสวงหาจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือปฏิเสธการเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองของ “อำนาจนอกระบบ” ทุกชนิด อันทำให้อำนาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ในมือประชาชนอย่างแท้จริงดัง หรือที่เรียกกันในวงกว้างในเวลาต่อมาว่า “ระบอบอำมาตยาธิปไตย”

นายกรัฐมนตรีพระราชทาน ตุลาการภิวัฒน์ ระบอบให้คุณค่าทางศีลธรรม การแต่งตั้งตัวแทนต่างๆ การปฏิเสธความเท่าเทียมกันทางชนชั้น การใช้กฏหมายอย่างเลือกปฏิบัติ รวมไปถึงการแทรกแซงการเมืองโดยอำนาจทหาร และอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ – สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างที่คนเสื้อแดง “ไม่เอา”

ท่ามกลางการปะทะกันของโครงสร้างการเมืองไทย ทำให้พลังอำนาจนอกระบบเหล่านี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เครือข่ายของ ทักษิณ ชินวัตร ต้องหลุดพ้นจากอำนาจการปกครองประเทศไทยเช่นในวันนี้ ดังนั้นจึงไม่ใช่สิ่งแปลก ที่ท้ายสุดแล้วกลุ่มการเมืองของ ทักษิณ ชินวัตร จะพยายามผนวกเอา “เสื้อแดง” เข้ามาเป็นหนึ่งเดียวกัน

โดยไม่ต้องปฏิเสธ ด้วยเครือข่าย อำนาจ และทุน ของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาวที่สุดผู้นี้ ทำให้มวลชนเสื้อแดงขยายตัวอย่างรวดเร็ว และดึงดูดความสนใจของสื่อกระแสหลักมาได้อย่างมหาศาล

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมต้องย้ำความเข้าใจอีกครั้งก็คือ ผมเป็นคนหนึ่งที่ทราบดีว่ามวลชนเสื้อแดงนั้นไม่ได้หมายถึงเครือข่ายของทักษิณ ชินวัตร เพียงอย่างเดียว ยังมีมวลชนหัวก้าวหน้าที่อยากเป็นการเมืองไทยพัฒนาไปสู่คำว่า “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริงรวมอยู่ด้วย เช่นเดียวกับมวลชนหัวรุนแรงที่พร้อมสร้างความรุนแรงเพื่อเป้าหมายบางอย่าง

มวลชนหัวก้าวหน้าเพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริง – ผมขอเรียกรวมๆกันว่ากลุ่ม “เสรีนิยมสีแดง”

…………………………..

บันทึกความเสียใจชิ้นนี้ เขียนขึ้นเพื่อต้องการแสดงความเสียใจของตัวผมเองในฐานะ “เสรีนิยม” คนหนึ่งที่ต้องการเห็นระบบการเมืองไทยพัฒนา “ก้าวหน้า” ไปอย่างแท้จริง โดยที่ “แอบเชียร์” เสื้อแดงอยู่ลึกๆในตอนต้น

แต่ท้ายทีุ่สุดแล้วแม้จะแอบเชียร์เพียงใด ผมก็ต้องซื่อสัตย์กับหลักการของตนเอง และยอมรับว่าผมเสียใจกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2552 เป็นอย่างมาก นับตั้งแต่การใช้กลุ่มแท็กซี่เสื้อแดงปิดการจราจรทั่วกรุงเทพ การบุกเข้าไปยังการประชุมผู้นำอาเซียน+3+6 ที่พัทยาอย่างไร้อารยะ และการปิดการจราจร เผาเมือง และก่อจราจลมากมายในกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 13 เมษายน

แน่นอนว่าเรื่องราวเหล่านี้ ย่อมมี “มุมมอง” อีกมุมหนึ่งที่เป็นข้ออ้างจากฝ่ายเสื้อแดงเพื่อแสดงความชอบธรรมของตนได้เสมอ พฤติกรรมที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยทำลงไปในช่วงปีกลายนั้นก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจไม่แพ้กัน การบังคับใช้กฏหมายอย่างเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะบทบาทที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของทหารและสื่อมวลชนนั้นก็เป็นความจริงที่แสนเจ็บปวดที่ชาวเสื้อแดงต้องประสบพบเจอ

แต่ท้ายสุดแล้ว การใช้ตรรกะทำนองที่ว่า “ในเมื่อเอ็งเลวแสนเลว ข้าก็เลวได้เหมือนเอ็ง” นั้น ไม่ใช่การใช้ตรรกะที่ถูกต้องในสายตาของผม โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มเสื้อแดงเคลื่อนไหวเพื่อเป้าหมายใน “สิ่งที่ดีกว่าในวันพรุ่งนี้” แล้วเหตุใดเราจึงควรใช้ “สิ่งเลวร้ายที่มีอยู่ในอดีตและปัจจุบัน” มาเป็นข้ออ้างเช่นคนอื่นเขา

เส้นทาง ไม่สำคัญเท่าเป้าหมาย – ตรรกะเช่นนี้คือตรรกะของอำนาจนิยม เพราะมิใช่ตรรกะเช่นนี้หรอกหรือที่ทำให้สังคมไทยยอมรับการใช้อำนาจนอกระบบ มาโค่นล้ม ทักษิณ ชินวัตร ออกไปเมื่อ 3 ปีก่อน

ในฐานะ “เสรีนิยม” – ผมสารภาพตามตรงว่าผมคาดหวังจาก “เสรีนิยมสีแดง” มากกว่านั้น เพราะคำว่า สันติ อหิงสา และขันติธรรม ควรเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับแนวทาง “เสรีนิยม” มากกว่าการใช้ความรุนแรงเพียงเพื่อแย่งชิงพื้นที่สื่อ การปลุกปั่นให้เกิดจราจล การใช้ความรุนแรงในทุกกรณี ไม่ว่าจะมุ่งหวังผลลัพธ์อย่างใดก็ตาม

มิใช่สังคมที่อยู่กันอย่าง “เท่าเทียม” และ “สันติ” หรอกหรือ ที่เสรีนิยมทุกคนเรียกร้องใฝ่ฝัน

หากให้ผมเดา ผมเดาว่าการที่เหตุการณ์เป็นเช่นนี้เป็นเพราะ “เสรีนิยมสีแดง” หลายคนหลงติดไปกับ “โมหะ” ของการต่อสู้ เรา “หลง” ลืมไปว่าเราสู้เพื่ออะไร สู้ทำไม และมุ่งหวังอยากได้อะไร ยิ่งไปกว่านั้น อาจเป็นเพราะการประสานงาน หรือภาวะการเมืองในกลุ่มแกนนำเสื้อแดงเองที่ผมไม่อาจทราบได้ จึงอาจทำให้ “สายเหยี่ยว” ขึ้นหน้ามาเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหว จนถึงจุดที่ “เสรีนิยมสีแดง” มิอาจต้านทานได้

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนั้นมิใช่ข้ออ้างในความผิดพลาดของเสรีนิยม เพราะตราบใดที่ท่านเชื่อมั่นในเสรีนิยม ท่านย่อมแบกรับภาระการต่อสู้โดยใช้หลักขันติธรรมนำหน้า เช่นเดียวกับบรรพชนนักเคลื่อนไหวเสรีนิยมทุกท่านที่ผ่านมาในอดีต

ว่ากันตามจริง สิ่งที่มวลชน “เสื้อแดง” ถูกกระทำในวันนี้ ไม่ว่าจะใช้ข้ออ้างใดก็ตาม มันเทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่ “เสรีนิยม” ชาวไทยถูกกระทำสมัยก่อน อำนาจที่พวกเขาต้องพบเจอในหลายสิบปีก่อนนั้น “ดิบ” กว่าวันนี้มากนัก แต่เขาเหล่านั้นได้พิสูจน์ให้พวกเราได้เห็นผ่านประวัติศาสตร์การต่อสู้อันยาวนานมิใช่หรือว่า สันติ อหิงสา และขันติธรรมเท่านั้น คือแนวทางแห่ง “เสรีชน”

นอกจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น ยังเป็นที่น่าเสียใจอีกว่าพวกท่านได้สูญเสียโอกาสอันดีที่จะนำคำว่า “เสรีนิยม” ที่แท้จริงขึ้นสู่พื้นที่การเมืองของไทย

ย้อนหลังกลับไปสามสิบปีก่อน คงไม่มีใครคาดคิดว่าประเทศไทยจะสามารถมีประชาชนนับแสน เดินทางมารวมตัวกันได้เช่นในวันที่ 8 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา ยิ่งไปกว่านั้น คงไม่มีใครคาดคิดว่าผู้คนเหล่านี้มารวมตัวกันพร้อมกับการ “วิพากษ์วิจารณ์ประธานองคมนตรี” ผู้เป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของอำนาจในระบอบอำมาตยาธิปไตย

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 เมษายน 2552 นั้น ไม่มีสื่อมวลชนใดสามารถละเว้นการนำเสนอข้อมูลนี้ต่อสาธารณะชนได้ และแน่นอน มันได้สร้างแรงกระเพื่อมทางความคิดในหมู่คนไทยผู้ไม่ได้ใกล้ชิดการเมืองมากกว่าที่ท่านทั้งหลายคิด

ในฐานะชนชั้นกลาง ผมเชื่อว่าหากมวลชนเสื้อแดงอดทน อดกลั้นมากกว่านี้ ไม่เริ่มก่อความรุนแรงด้วยตรรกะบิดเบี้ยวในวันที่ 10 เมษายน เนื้อหาที่เหล่า “เสรีนิยมสีแดง” ต้องการนำเสนอต่อสาธารณะชน จะได้รับการยอมรับในวงกว้างมากกว่านี้ยิ่งนัก

เรามิอาจปฏิเสธความจริงได้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองใดๆในโลกนี้ พลังส่วนน้อย แต่เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดคือพลังของคนชั้นกลาง เหตุใด “เสรีนิยมเสื้อแดง” จึงไม่มุ่งหวังที่จะได้พลังจากมวลชนชั้นกลางส่วนนี้มาบ้าง

ลองจินตนาการถึงภาพการอดทนชุมนุมปิดล้อมบ้านสี่เสาเทเวศน์เป็นระยะเวลานาน การเปิดข้อมูลพฤติกรรมอื่นๆของกลุ่ม “อำมาตย์” ที่กระทำต่อสังคมไทยมาเป็นเวลาหลายสิบปี ภาพการชุมนุมที่หลากหลาย ไม่เลือกชนชั้น สีผิว เพศ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของ “เสรีนิยม” ชั้นยอด ที่จะถูกสื่อสารออกไปในวงกว้างและกระเทือนต่อรากฐานความเชื่อทางการเมืองของคนไทยอย่างลึกซึ้ง

น่าเสียดาย และน่าเสียใจ ที่สิ่งเหล่านั้นไม่เกิดขึ้น ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ เหมือนกับการปิดประตูสีแดงใส่หน้าชนชั้นกลางทั่วประเทศ โอกาสที่ “เสรีนิยมสีแดง” จะได้สื่อสารกับคนในวงกว้างขึ้นกลับลดลงไปอย่างน่าใจหาย และไม่แน่ใจว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่สิบปี ประตูบานนี้จึงจะเปิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

ผมเชื่อว่าท้ายสุดแล้ว ปัญหาความแตกแยกทางการเมืองไทยก็จะถูก “กด” ลงไปอีกครั้ง แต่การก่อความรุนแรงของเสื้อแดงในวันนี้ ทำให้สิ่งที่ “พวกเขา” พยายามกดลงไปนั้น จมลงไปพร้อมกับยี่ห้อใบหน้าสี่เหลี่ยมของ ทักษิณ ชินวัตร มิใช่การจมลงไปพร้อมอุดมการณ์ ความถูกต้อง ความเท่าเทียม และเสรีภาพ

หลัง 6 ตุลาคม 2519 – แม้สีแดงจะพ่ายแพ้หมดรูป แต่สังคมไทยก็พร้อมใจกัน “ปลุก” (งานของ) จิตร ภูมิศักดิ์ ขึ้นมามีพื้นที่สาธารณะในวงกว้างและยาวนานจนถึงทุกวันนี้

หลังสงกรานต์ 2552 – วันนี้ในอีกสิบปีข้างหน้า จะมีอะไรเหลือให้สังคมไทยเรียนรู้นอกเสียจากบันทึกเล็กๆของความรุนแรงในฐานะ “ขี้ข้าทักษิณ” ที่คนชั้นกลางพร้อมใจกันเขียนทิ้งไว้ให้

น่าเสียดาย และน่าเสียใจ ที่ “เสรีนิยม” ยังไม่อาจก้าวข้ามผ่านปราการต่างๆจนมีที่ยืนของตนเองในโลกการเมืองไทยได้ด้วยตนเองเสียที

น่าเสียใจที่ “ต้นกล้าแห่งเสรีภาพที่แท้จริง” ก็จะถูกเหยียบย่ำไปอีกครั้ง เหมือนที่เคยเป็นมานับครั้งไม่ถ้วน



5 Responses to “บันทึกความเสียใจต่อเสรีนิยมสีแดง”

  1. peek says:

    ถูกเหยียบย่ำอีกครั้ง..แต่ผมว่าครั้งนี้มันไม่เหมือนก่อน

    เมื่ออดีต เรารู้แค่เพียงว่า ทหารรังแกประชาชน เราเจ็บ

    ในวันนี้ เราได้เรียนรู้อะไรมากกว่าวันวาน เราเลิกเจ็บ แต่เลือกที่จะจดจำ

    รอยร้าวที่หยั่งลงรากลึก มันปริขยายออกกว้างขึ้น ถ่างขึ้น

    เมื่อสังคม ชนชั้นปกครอง ใช้สองมาตราฐานกับประชาชน เท่ากับเป็นการตอกย้ำอะไรหลายๆอย่างให้อีกฝ่าย

    แม้วันนี้จะขนทหารอำมาตย์มาเดินแบกอาวุธสงคราม รถถังวิ่งกันสนุก ผมกลับไม่รู้สึกว่านั่นคือ ชัยชนะของรัฐบาลอำมาตย์เลยแม้แต่นิด แต่มันเป็น the beginning of the end

    ยิ่งกด จะยิ่งเกิด

    คุณไม่สามารถกดขี่ หรือ ปกครองประชาชน บนความเกลียดชังได้อีกต่อไป

    ยิ่งกด จะยิ่งแกร่ง

    วันนี้ รากหญ้า เสื้อแดง คนจน คนโง่ ขี้ข้า ในมโนคิตของ ชนชั้นกลาง สื่อโสเภณีและเหล่าอำมาตย์ ได้ถูกผลักไสไล่ส่งให้ห่างออกไป ห่างออกไป

    ขอย้ำว่า คุณไม่มีวันปกครองประชาชน ด้วยความเกลียดชังได้ ประเทศจะไม่มีวันสงบสุข บนความเหยีบดย่ำ เย้ยหยัน เกลียดชัง

    เชื่อผมเถอะ วันนี้อภิสิทธิ์จงนั่งหน้าบานแถลงการณ์ถึงความสำเร็จของตน และสมน้ำหน้าในความพ่ายของอีกฝ่าย

    แต่ผมว่าในสถานการณ์ที่ผ่านมา เราทุกคน คนทั้งประเทศ มีแต่เสียไม่มีได้

  2. peek says:

    เอาตีนเหยียบคน แล้วประกาศชัยชนะต่อไป

    แม้วันนี้ สีเขียวจะพรึบถนน แต่สีแดงจะชัดและเข้มขึ้น

    เราจะได้เห็นความหลากหลายรูปแบบของสงครามประชาชน

  3. rathwjj says:

    It’s just the beginning; the end is still far. too far to say.

  4. น้ำเพชร says:

    มันคงเท่ห์ดีสำหรับคนหลายคน ที่ได้อยู่ในประเทศที่มี British born Prime minister แต่เค้าเหล่านั้นไม่เคยสนใจที่มาที่ไปว่ามันมายังไง และเราแลกกับอะไรมาบ้าง

    เค้าไม่เดือดร้อนกับคำว่า “อำมาตยาธิปไตย” และไม่สนใจว่าทุกวันนี้เราถูกชักจูงและปลูกฝังแบบไหน

    มันน่าเศร้าตรงที่ ความมีเสรีภาพแบบที่เราอยากได้ หรือความคิดแตกต่างอย่างที่เรามี ถูกจำกัดเอาไว้ในสมอง หรืออาจสามารถถ่ายทอดได้กับคนบางคนหรือบางกลุ่มเท่านั้น

    เราหวังว่าจะมีคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องเรื่อง”เสรีภาพ” ที่ไร้ซึ่งการแทรกแทรงของอำนาจภายนอกมากขึ้น หวังว่าจะมีคนอีกหลายๆคนที่ฉุกคิดขึ้นมาได้เราต้องการประชาธิปไตยแบบไหนกันแน่ แล้วไอ้แบบที่มีมันเรียกว่าประชาธิปไตยจริงๆหรือ

    PS: เพิ่งฟังข่าวเมื่อเช้ามีคนประเมิณว่าเหตุการณ์ปะทะของคนเสื้อแดงทำความเสียหายให้กับประเทศคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์ของ GDP แล้วมีใครเคยคำนวนบ้างมั้ยอ่ะว่าตอนปิดสนามบินมันเป็นกี่เปอร์เซ็น : P

Leave a Reply