สื่อมวลชน – วิชาชีพแขนงหนึ่งที่ทำหน้าที่ “สื่อสาร” ระหว่าง “มวลชน”
เรากำลังอยู่ในโลกที่มิอาจปฏิเสธความสำคัญของวิชาชีพนี้ได้ ความสำคัญของสื่อมวลชนต่อสาธารณะเป็นสิ่งที่ไม่ต้องถกเถียงกันอีกต่อไป เพราะสื่อมวลชนในปัจจุบันได้พัฒนาจนกลายเป็น “สถาบันทางสังคม” อันหนึ่งที่สำคัญยิ่ง โดยเฉพาะในโลกเสรีนิยมประชาธิปไตยที่สังคมจำเป็นต้องมีสถาบันอันหลากหลาย ทำหน้าที่ “ตรวจสอบ” การใช้อำนาจรัฐ และเพิ่มโอกาสการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนที่นอกเหนือไปจากการเลือกตั้งตามวาระ
ในสภาวะที่สังคมมีความขัดแย้ง มีการแบ่งแยก แบ่งฝ่ายอย่างสูงเช่นในปัจจุบันนั้น สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมอึดอัดยิ่งนักคือสภาพการทำหน้าที่ “สื่อ” ของสื่อมวลชนไทย และสภาพวัฒนธรรมการ “รับสื่อ” ของสังคมไทยโดยรวม
เปล่า – ผมไม่ได้กำลังนำเสนอประเด็นคลาสสิกเช่นเรื่อง “สื่อไม่เป็นกลาง” เพียงอย่างเดียว ผมทราบดีว่าความเป็นกลางอย่างสัมบูรณ์ไม่อาจมีอยู่จริงในโลก และการ “นำเสนอข่าวสาร” โดยตัวของมันเองก็คือการ “เลือก” อย่างหนึ่งอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เพราะอย่างน้อยที่สุดสื่อต้องเลือกว่าอะไรคือ “ข่าว” และอะไร “ไม่ใช่ข่าว”
ผมเพียงต้องการเรียกร้องในระดับ “การทำงาน” ของสื่อไทย ที่นับวันจะยิ่งแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับมาตรฐานของสื่อต่างประเทศดังนี้
1. ภายใต้การนำเสนอ “ข่าว” – สื่อควรรายงานให้ชัดเจนว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริง (Fact) ที่ตนได้พบ อะไรคือข้อมูล (Information) ที่ได้รับมาจากแหล่งอื่น อะไรคือการคาดเดา (Guess) และอะไรคือการวิเคราะห์ (Analysis)
ผมเข้าใจดีว่า “กระแสแดกด่วน” ทำให้เกิด “วัฒนธรรมเล่าข่าว” ขึ้นอย่างแพร่หลายในวงการสื่อไทยมาเกือบ 10 ปี แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างเพราะทุกครั้งที่มีคนท้วงติง สื่อเองก็จะบอกเสมอว่ารายงานข่าว กับการเล่าข่าว เป็นคนละส่วนกัน โดยการเล่าข่าวนั้น เป็นเพียง “แทกติก” ทางธุรกิจที่ช่วงสร้างรายได้เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพวัฒนธรรมเล่าข่าวทุกวันนี้ ดูเหมือนสื่อไทยจะหลงลืมการรายงานข่าวแบบ “ธรรมดาพื้นฐาน” ไปเสียแล้ว รายงานข่าว (ไม่ว่าจะเป็นการโฟนอิน หรือ การถ่ายทอดสด) มักเต็มไปด้วยพรรณาโวหารที่เกินจริงเพื่อสร้าง “อารมณ์ร่วม” โดยไม่จำเป็นมากมาย
เช่นรายงานข่าวสมมตินี้
“นาย XXX (ผู้ซึ่งเป็น … อดีต … ผู้ที่เคยมีส่วนร่วมกับกรณี … ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง … ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมในวงกว้าง) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี XXX (ที่ทำให้เกิดกระแส … อันสร้างความกังวลใจต่อ … ว่าอาจทำให้เกิด … ขึ้นได้ ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อประเทศแน่) ว่าเขาคิดว่ากรณี XXX นี้อาจเป็นเพียงความบังเอิญ”
ผมขอเรียกร้องให้สื่อไทย หันมาเรียนรู้ที่จะรายงานข่าวอย่าง “ชัดเจน” ว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือคำขยาย อะไรคือเรื่องเกี่ยวเนื่อง อะไรคือความเห็น สื่อควรหันกลับมารายงานข่าวในรูปแบบสั้น ง่าย กระชับในทำนอง “ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร” แล้วจึงต่อเนื่องด้วยสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่เนื้อข่าว เช่น
“นาย XXX ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี XXX ว่าเขาคิดว่ากรณีนี้อาจเป็นเพียงความบังเอิญ – อนึ่ง กรณี XXX นี้กำลังทำให้เกิดกระแส .. อันสร้างความกังวลใจในสังคมว่าอาจ … ”
การบอกให้ชัด เป็นการแสดงความจริงใจให้เห็นว่าสื่อไม่ต้องการสร้างกระแส หรือสร้างความเข้าใจผิดต่อประชาชน ยิ่งกว่านั้น การให้ “ข้อเท็จจริง” ที่ชัดเจน ย่อมเป็นการสร้างมาตรฐานของคุณภาพสื่อนั้นๆ ในกรณีที่ข้อเท็จจริงเหล่านั้นถูกตรวจสอบในอนาคต
อย่าปล่อยให้ “วัฒนธรรมเล่าข่าว” ระบาดไปถึง “รายการข่าว” ธรรมดา ที่นับวันจะเหลือพื้นที่น้อยเหลือเกินแล้วในสังคมนี้
2. สื่อต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าตนเองทำหน้าที่แทนประชาชนไทยทั้งประเทศ นั่นหมายความว่าการเลือกว่าอะไรคือข่าว อะไรไม่ใช่ข่าว การออกความคิดเห็น การตั้งคำถาม การวิเคราะห์ ฯลฯ ควรทำบนพื้นฐานของ “ตัวแทนคนไทยทั้งประเทศ” ไม่ใช่พื้นฐานของตนเองเพียงฝ่ายเดียว
สื่อควรสำนึกไว้ให้มั่นว่าประเทศไทยมิใช่กรุงเทพ และประชาชนไทยไม่ได้หมายถึงแต่คนชั้นกลางเท่านั้น สื่อต้องไม่เผลอนำ “บรรทัดฐาน” ส่วนตัวของตน ทั้งทางความเชื่อ รสนิยม หรือการศึกษา มาเป็นพื้นฐานในการทำหน้าที่สื่อ
เราอยากเห็นสื่อไทยถามคำถามแทนคนใต้ แทนคนเหนือ แทนคนอีสาน ไม่เฉพาะแต่ถามในสิ่งที่คนกรุงเทพอยากรู้เพียงเท่านั้น
นอกจากนั้น สื่อควรระมัดระวังการสร้างความ “ไม่ชัดเจน” ในการรายงานข่าว แม้กระทั่งเป็นรายการ “เล่าข่าว” สื่อก็ควรตระหนักอยู่เสมอว่าตนมีหน้าที่ “เล่าข่าว” ให้สั้น กระชับ น่าสนใจ ฯลฯ มิใช่มีหน้าที่วิเคราะห์ วิพากวิจารณ์ หรือแสดงความคิดเห็นส่วนตัว โดยเจือปนเข้าไปกับเนื้อข่าวอย่างแนบเนียน
ผมเชื่อว่าในขณะที่สื่อเรียกร้องเสรีภาพและอิสระในการทำงาน ดูเหมือนสังคมไทยก็ตอบรับสิ่งนี้ให้กับสื่อด้วยดีตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา
ดังนั้นคงไม่เกินไปนักถ้าสังคมไทยจะเรียกร้อง “บางสิ่ง” จากสื่อบ้าง ในฐานะวิชาชีพหนึ่งที่มีสถานะพิเศษ และเป็น “สถาบันทางสังคม” อันสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต
……………….
ในทางกลับกันสำหรับ “มวลชน” ทั่วไป ผมอยากให้สังคมไทยเรียนรู้ที่จะอยู่อย่าง “เท่าทันสื่อ” ด้วยเช่นกัน
อาจเพราะสังคมไทยกำลัง “อิน” กับวัฒนธรรมการเล่าข่าว ทำให้ทุกวันนี้ดูเหมือนเราจะไม่พยายามแยกแยะแล้วว่าอะไรคือข้อเท็จจริง (Fact) อะไรคือข้อมูล (Information) อะไรคือความคิดเห็น (Opinion)
ผมมีหลักคิดง่ายๆของตัวเอง อยากให้ลองนำไปใช้เวลาเสพข่าวสารกันดังนี้
1. ข้อเท็จจริง (Fact)
ข้อเท็จจริงคือสิ่งพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของข่าวสาร ไม่ว่าข่าวนั้นจะได้รับการบอกต่อกันมากี่ทอด (จากแหล่งข่าว ส่งต่อให้นักข่าว เขียนลงหนังสือพิมพ์ เล่าต่อโดยพิธีกร) มันคือสิ่งที่บอกเราว่า “ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร” – สั้นๆง่ายๆเพียงเท่านั้น
โดยทั่วไป เหตุที่แนะนำกันว่าเราควรเสพสื่อมากกว่า 1 แหล่งนั้น เป็นเพราะธรรมชาติของสื่อมักรายงาน “ข้อมูล” (Information) ไม่ใช่ข้อเท็จจริง (อย่างน้อยการเขียนข่าว ก็ต้องปะติดปะต่อข้อเท็จจริงมากมายเข้าด้วยกัน อีกทั้งคนเขียนข่าว ก็อาจไม่ใช่คนที่ “เห็น” ข้อเท็จจริงนั้นด้วยตัวเอง) เราจึงต้องเสพข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อมาประมวลเอาเองว่า “ข้อเท็จจริง” (ที่เราคิดว่าน่าเชื่อถือที่สุด) นั้นเป็นอย่างไร
2. ข้อมูล (Information)
ข้อมูลคือข้อเท็จจริงที่ผ่านการ “ประมวล” มาบ้างแล้ว เช่น คำบอกเล่าของแหล่งข่าว คำแถลงการณ์ หรือกระทั่ง ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ เทปเสียง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้คือความจริงที่ผ่านการประมวลมาแล้วทั้งนั้น เพราะอย่างน้อยการนำ “ข้อเท็จจริง” มาใส่จอสี่เหลี่ยม ก็คือการ “เลือก” นำเสนอบางอย่าง และไม่นำเสนอบางอย่างโดยธรรมชาติของมันเอง
ในทางกลับกัน เราก็สามารถ “สังเคราะห์” ข้อเท็จจริงจากการเสพข้อมูลได้ด้วย เช่น หลังจากดูคลิปแล้ว อย่างน้อยเราก็ทราบว่า “ใคร” ทำอะไร “กับใคร” ในช่วงเวลา 3 นาทีนั้น (ส่วน 3 นาทีก่อนนั้น และ 3 นาทีหลังจากนั้น ใครทำอะไรกันต่อบ้าง อันนี้เราไม่รู้)
ด้วยเหตุนี้การมีแหล่ง “ข้อมูล” จำนวนมากและหลากหลาย ย่อมทำให้เราเข้าถึง “ข้อเท็จจริง” ได้ใกล้เคียงที่สุด ตัวอย่างเช่น ดูคลิปเรื่องเดียวกัน 3 ชิ้น อาจทำให้ทราบว่า ใคร ทำอะไร กับใคร แล้วคนนั้นตอบโต้อย่างไร แล้วกระทบต่อสิ่งรอบข้างยังไงบ้าง ฯลฯ
3. ความคิดเห็น (Opinion)
นี่คือสิ่งที่อันตรายที่สุดในสื่อทุกวันนี้ เพราะความเห็นของบุคคลสามารถสอดแทรกเข้ามาได้ละม้ายคล้ายกับข้อมูลมาก
ตัวอย่างเช่น การพูดจากเสียดสีหลังการรายงานข่าว การเลือกถามคำถามปลายปิด หรือเลือกถามคำถามบางข้อกับบางคน การพูดจาคลุมเคลือระหว่างสิ่งที่ตนเอง “เห็นว่าเป็น” กับสิ่งที่ “คิดว่าเป็น” การวิเคราะห์โยงใยความสัมพันธ์ของข้อมูลไปมา จนเกิด “เรื่องราว” (Story) ขึ้นในสมองของผู้ฟัง หรือแม้แต่การเลือกใช้คำขยายมากมาย เพื่อพรรณาสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเกินจริงไปในทิศทางที่ผู้รายงานเห็นว่า “ควรจะเป็น”
ความเห็นของสื่อมวลชนคือสิ่งที่ประชาชนอย่างเราๆท่านๆควรจะ “กลั่นกรอง” ออกจากข้อมูลและข้อเท็จจริง เพราะต้องไม่ลืมว่าความเห็นของสื่อ อาจตรงหรือไม่ตรงกับความเห็นของตัวเรา และสิ่งที่อันตรายที่สุดในการเสพสื่อ คือเมื่อเราเชื่อไปเสียแล้วว่า “ความเห็น” คือ “ความจริง”
มนุษย์เราตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำสิ่งใดจาก “ข้อเท็จจริง” ที่เรารับรู้ หลังจากนำไปประมวลกับแนวคิด หลักการ ความเชื่อ และเหตุผลของตัวเราเอง
การกำเนิดวิชาชีพ “สื่อมวลชน” นั้นเป็นหลักฐานอย่างดีว่าสังคมสมัยใหม่ “ยอมรับ” ให้ใครบางคนแสวงหาข้อเท็จจริงเพื่อเสนอต่อสาธารณะ “แทน” ทุกคน เพราะหากทุกคนในสังคมต้องลงมือแสวงหาความจริงด้วยตนเองก็คงทำไม่ได้ง่ายๆ
นั่นหมายถึงว่าเมื่อย้อนกลับไปที่รากเหง้า เราต้องการ “ข้อเท็จจริง” มิใช่ “ความคิดเห็น”
สื่อจึงมีภาระหน้าที่ข้อแรกในการนำเสนอ “ข้อเท็จจริง” ส่วนการนำเสนอความคิดเห็นของตนเอง ของผู้คนหลากหลายกลุ่ม หรือของผู้เชี่ยวชาญ นั้นเป็นภาระหน้าที่อันดับรองลงไป
ในการเสพสื่อก็เช่นกัน ผู้เสพควรมีสติ รู้ตัวเสมอว่ากำลังเสพข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือความคิดเห็น แก่นของการเสพสื่อก็เพราะเราต้องการ “ข้อเท็จจริง” (ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร) มิใช่ความเห็น เพราะการเสพเพียงแต่ความคิดเห็น สามารถทำได้ในช่องทางอื่นอีกมากมายโดยที่สังคมจำเป็นไม่ต้องต้อง “สถาบันสื่อ” ขึ้นมาก็เป็นได้
เพราะถึงที่สุดแล้ว หากเราสนใจแต่ความเห็น ไม่สนใจข้อเท็จจริง ความเห็นของสื่อ ก็มีคุณค่าไม่ต่างจากความเห็นของช่างทำผม หรือคนขับรถแท็กซี่ มิใช่หรือ ?
จ จาน
ร สระ อัน
เอ๊ะไม่ใช่ๆๆ
ร หัน
ย ยักษ์
สระ อา
ฮืมมม
เอ่ออออ
ยากจัง
ผมว่าทักษิณแน่ๆ ทักษิณโกง มันต้องการเป็นใหญ่คนเดียว ชั่วขิงๆ
[...] อย่างที่เคยเขียนไปแล้วว่าสื่อมวลชนนั้นเป็น “สถาบันหลัก” ที่สำคัญมากสำหรับสังคมประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม อันที่จริงต้องบอกด้วยซ้ำไปว่าสื่อมวลชนเป็นปัจจัยที่สำคัญในการสร้าง (และพัฒนา) ภูมิปัญญาของสังคมเลยทีเดียว [...]