หลอดไฟของเอดิสัน

หลอดไฟของเอดิสัน

มือที่(ลอง)มองให้เห็นตอนที่สี่ – หลอดไฟของเอดิสัน – เป็นเรื่องเกี่ยวกับความเป็นมาของหลอดไฟ และภาพลักษณ์การเป็นนักประดิษฐ์บรรลือโลกของ โทมัส อัลวา เอดิสัน ผมตั้งใจเขียนเรื่องนี้ขึ้นด้วยแรงบันดาลใจส่วนตัว เพราะเรื่องราวของหลอดไฟและเอดิสันนี้ ทำให้ผมมองโลกเปลี่ยนไปพอควรในวัยเยาว์

สร้างสิ่งที่ดีที่สุดให้ได้ แล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ทั้งใบ – ในฐานะคนที่ร่ำเรียนมาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผมเชื่อว่ารุ่นน้องหลายคนในวันนี้ก็ยังรู้สึกเช่นเดียวกับผมเมื่อวันนั้น เราเคยเชื่อมั่นว่าสิ่งใดที่ “เจ๋ง” มันย่อม “ดี” ต่อสังคมโดยรวมแน่ๆ ดังนั้นเราจึงควรก้มหน้าก้มตา ทุ่มเทชีวิตของเราค้นหาพัฒนาสิ่งที่ “เจ๋งที่สุดในโลก” ออกมาให้ได้

แต่แล้วเมื่อกาลเวลาผ่านไป เราก็จะได้เรียนรู้ว่า สิ่งที่เจ๋ง บางทีอาจไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นจะยอมรับ และในทางกลับกัน สิ่งที่คนอื่นยอมรับ ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เสมอไป

ดังเช่นเรื่องราวของ บิล เกตต์ และไมโครซอฟต์ ที่ทุกคนทราบกันดีว่าวินโดวส์ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการที่ดีที่สุดในโลก แต่มันก็ทำให้ บิล เกตต์ กลายเป็นคนที่รวยที่สุดในโลก (ที่เริ่มต้นจากเกือบศูนย์ ไม่เหมือนลูกเศรษฐีทั่วไปด้วยซ้ำ !!)

เรื่องราวของหลอดไฟและเอดิสัน มักถูกผมนำมาใช้เปรียบเทียบให้หลายคนฟังอยู่เสมอว่า เอดิสันอาจคิดค้นหลอดไฟที่เจ๋งที่สุดในโลกวันนั้น แต่หลอดไฟไม่ได้มีขาเดินไปหาผู้คนตามบ้านได้ด้วยตนเองสักหน่อย

หากขาดโมเดลธุรกิจที่ดี ขาดการคิดแบบ​ “ครบวงจร” ขาดความสามารถคิดค้นวิจัยได้แบบ “เป็นโรงงาน” เอดิสัน คงไม่สามารถทำให้หลอดไฟแพร่หลายในสังคมได้เช่นทุกวันนี้แน่ๆ

สำหรับใครก็ตามเป็นมีชีิวิตอยู่กับเรื่องเทคโนโลยี คงจะดีไม่น้อยหากเขา/เธอสามารถมองโลกในมุมอื่นได้บ้าง มองสังคมมนุษย์ในฐานะมนุษย์ มองเห็น​ “มือ” ต่างๆมากมาย ที่นอกเหนือจากมือแห่งเทคโนโลยี

ในทางกลับกัน สำหรับใครก็ตามในโลกธุรกิจ คงจะดีไม่น้อยหากเขาหันมามองด้านหลังเพื่อทุ่มเทแรงกายแรงใจ (และแรงเงิน) ที่จะสร้าง “สิ่งที่เจ๋งที่สุด” ให้เกิดขึ้นได้จริงๆ ก่อนจะนำมันไปขายให้แก่ผู้คนทั่วไป

light2

มีเกร็ดเล็กน้อยที่ผมคิดว่าน่าสนใจ แต่ไม่ได้เขียนใส่ไว้ในบทความเพราะไม่ต้องการให้ยาวมากเกินไป และหลายเรื่องไม่ได้เป็นประเด็นหลักที่ต้องการจะสื่อ เลยถือโอกาสเอามาฝากกันไว้เพิ่มเติมที่นี่ครับ

  • ห้องแล็บวิจัยแห่งเมลโลพาร์ก ก่อตั้งขึ้นได้เพราะเงินทุนจากการเปิดประมูลเครื่องโทรเลขแบบ Quadruplex telegraph เอดิสันนำเอาไปประมูลโดยหวังว่าจะได้เงินมาสัก $4,000-$5,000 เหรียญ​ แต่ท้ายสุดแล้วธนาคาร Western Union ประมูลไปในราคาสูงถึง $10,000 เหรียญ ซึ่งมหาศาลมากในสมัยนั้น และเอดิสันก็มี “วิสัยทัศน์” มากพอที่จะนำมาลงทุนก่อนตั้งห้องแล็บฯ
  • กระบวนการพัฒนา “ไส้หลอด” ครั้งสำคัญมากมายเกิดขึ้นจากการ “ซื้อสิทธิบัตร” จากนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆที่ไม่มีฐานการผลิตที่ดีเท่าเอดิสัน เช่น นักวิทยาศาสตร์หลายคนไม่สามารถหาวัสดุบางประเภทมาทำไส้หลอดได้ หรือบางคนไม่สามารถสร้าง “หลอดสูญญากาศ” ได้ แต่เอดิสัน มีฐานการผลิตที่ดีกว่าทำให้ได้เปรียบในการ​ทดลองทำไอเดียเหล่านั้นขึ้นมาจริงๆ
  • เมื่อ เอดิสัน ต้องการบุกตลาดอังกฤษ เขาต้องต่อสู้ขึ้นโรงขึ้นศาลกับ สวอน หลายครั้ง จนท้ายสุด สวอน ชนะการฟ้องคดีสิทธิบัตร ทำให้เอดิสันต้องเปลี่ยนท่าทีมาเป็นการให้ความร่วมมือกับสวอนในการ “ทำตลาดหลอดไฟ” ในอังกฤษ​ ท้ายสุดแล้ว เขาและสวอน ร่วมกันตั้งบริษัท Edison and Swan United Electric Company (ที่รู้จักกันต่อมาในชื่อ Ediswan) โดยการควบรวมกิจการระหว่างกัน แต่ท้ายสุดแล้ว เอดิสัน ก็ค่อยๆไล่ซื้อหุ้นและช่วงชิงอำนาจการบริหารบริษัทมาจาก สวอน อย่างเบ็ดเสร็จจนสำเร็จ
  • นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ – นิโคลา เทสลา – เคยทำงานเป็นผู้ช่วย เอดิสัน ในห้องแล็บแห่งเมนโลพาร์คมาก่อน เขาโดนเอดิสันเบี้ยวค่าจ้างที่สัญญาว่าจะจ่ายให้เมื่อคิดค้นผลงานได้ เขาจึงลาออกและแยกทางเดินกับเอดิสันตั้งแต่นั้นมา
  • เทสลา เคยนำเอาความคิดเรื่องไฟฟ้ากระแสสลับไปเสนอให้ เอดิสัน แล้ว แต่เอดิสันก็ไม่สนใจไอเดียดังกล่าวพร้อมกับบอกว่า “มันเป็นไอเดียที่ดีมาก แต่ไม่สามารถใช้งานได้ในทางปฏิบัติ”
  • ว่ากันว่าเหตุที่เอดิสันปฏิเสธโลกของไฟฟ้ากระแสสลับ อาจเป็นเพราะเขาเป็น​ “นักทดลอง” ที่ไม่ค่อยมีความรู้หรือทฤษฏีติดตัวมากนักเหมือน เทสลา (ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์+นักคณิตศาสตร์) ไฟฟ้ากระแสสลับเป็นสิ่งที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าไฟฟ้ากระแสตรงมาก ทำให้คนที่ขาดพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ไม่สามารถเข้าใจมันได้ง่ายๆ
  • ตัวละครใน “สงครามแห่งกระแสไฟ” (War of Currents) ยังมีอีกหนึ่งคนคือ จอร์จ เวสติงเฮาส์ (George Westinghouse) เขาคือนักธุรกิจผู้ให้การสนับสนุน เทสลา ในการ “นำไฟฟ้ากระแสสลับเข้าตลาด”
  • เอดิสัน พยามสร้าง “คำ” เพืิ่อเรียกสัตว์ที่บาดเจ็บหรือตายเพราะถูกทดลอง​ “ซ็อต” ด้วยไฟฟ้ากระแสสลับว่าพวกมันโดน “เวสติงเฮาส์” ( being Westinghoused )
  • ครั้งแรกที่ “เก้าอี้ไฟฟ้า” ถูกนำมาใช้ พนักงานควบคุมเครื่องปรับค่าแรงดันไฟฟ้าผิดพลาด ทำให้นักโทษไม่ตายในการช็อตเพียงครั้งเดียวและต้องซ็อตซ้ำอีกจนกว่าจะตาย นักข่าวที่สังเกตการณ์ใช้งานเก้าอี้ไฟฟ้าครั้งแรกรายงานไว้ว่า “มันดูเลวร้ายกว่าการแขวนคอมาก” ส่วน เวสติงเฮาส์ กล่าวว่า “พวกเขาน่าจะใช้ขวาน(ตัดหัว)เสียยังดีกว่า”
  • ไฟฟ้ากระแสสลับ ชนะการประมูลสร้างโรงไฟฟ้าขนาดยักษ์ที่น้ำตกไนแองการา มันสามารถผลิตไฟฟ้าได้มหาศาลกว่าที่หลายคนคาด เทสลา กล่าวว่า จากการคำนวน มันสามารถผลิตไฟฟ้าเลี้ยงชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯได้ทั้งหมด
  • ชัยชนะการประมูลที่ไนแองการา ทำให้ไฟฟ้ากระแสสลับค่อยๆได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ จนท้ายที่สุด บริษัท General Electric ที่เอดิสันก่อตั้งขึ้น ก็ต้องหันมาผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสสลับนบ้าง
  • เทสลา เคยกล่าวถึงเอดิสันไว้ในทำนองที่ว่า หากเอดิสันมีความรู้ทางทฤษฏีและการคำนวนเสียบ้าง มันจะช่วยประหยัดเวลาและแรงงานที่เอดิสันต้องสูญเสียไปกว่า 90%
  • ในช่วงบั้นปลายของชีวิต เอดิสัน กล่าวถึงสิ่งที่เขาคิดว่าเป็น “ความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด” ในชีวิต คือการที่เขา “ไม่เคารพในความคิดและตัวตนของ นิโคลา เทสลา”

ต้องสารภาพว่างานเขียนชิ้นนี้ เขียนอย่างตะกุกตะกักมากๆ เพราะใช้เวลาว่างหนีไปเที่ยว กลับมาก็ต้องเร่งทำงานประจำที่คั่งค้าง ทำให้ไม่มีเวลานั่งเขียนติดต่อกันยาวๆ นานๆ อย่างเงียบๆ เหมือนเช่นเดือนก่อนๆ

ผมไม่แน่ใจว่าผลงานเดือนนี้ออกมาเป็นอย่างไร เพราะมีเงื่อนไขด้านเวลามาจำกัดการทำงานไม่น้อย (มีอยู่คืนนึงที่เขียนจนเผลอหลับไป) แต่ก็พยายามอ่านทวนหลายรอบ และ “ปรับ” ข้อด้อยของคราวก่อนๆให้หายไปเท่าที่ตัวเองจะทำได้

ใครที่ตามไปอ่าน หลอดไฟของเอดิสัน ที่โอเพ่นออนไลน์แล้ว ฝากคอมเม้นต์ คำติ คำชม หรือข้อถกเถียงได้ที่นี่เหมือนเคยนะครับ



2 Responses to “หลอดไฟของเอดิสัน”

  1. eig says:

    เป็นกำลังใจให้ครับ ผมติดตามบทความคุณอยู่

Leave a Reply