อันที่จริงเคยคิดจะเขียนถึงประเด็นทำนองนี้หลายครั้งแล้ว แต่ด้วยหลายสาเหตุที่ทำให้ได้แต่เพียงแค่ “คิด” ยังไม่ได้ “เขียน” เสียที วันนี้มีโอกาส
อ่าน “ฝรั่งตกใจเกินไป คนไทยก็โวยวายเกินเหตุ” ของคนชายขอบ และอ่านบล็อกของน้องคนหนึ่งเรื่อง “A Series of Unfortunate Events”
เลยทำให้รู้สึกอยากเขียนถึง “ประเด็น” ที่คาใจนี้เสียที
รัฐประหาร 19 กันยายน
Black Tuesday 19 ธันวาคม
Countdown ทมิฬ 31 ธันวาคม
ล่าสุด พรบ. ต่างด้าว 9 มกราคม
… และอีกหลายวันที่ดูจะเป็นวัน “แปลกๆ” สำหรับคนไทยในช่วงที่ผ่านมา
โดยส่วนตัวผมไม่เชื่อและไม่อยากเรียกเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นช่วงนี้ว่าเป็น “A Series of Unfortunated Events” ไม่ว่าจะสำหรับนักลงทุนสัญชาติไหนหรือคนไทยทั้งหมด เพราะหากจะวิเคราะห์กันจริงๆแล้ว น่าจะเรียกว่าเป็น “A Series of Consequences” เสียมากกว่า
ผมเชื่อว่าความเป็นไปหลายสิ่งหลายอย่างในบ้านเราช่วงนี้ เป็น “ผลลัพธ์” ของทางเลือกที่พวกเรา (คนชั้นกลางในเมือง) เลือกกันเอง และสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดที่ผ่านมา (และในอนาคต) ก็ล้วนแต่เป็น “ราคา” ที่เราต้อง “จ่าย”
ใช่ – ผมกำลังพูดถึง “ราคา” ของดอกไม้บนปลายกระบอกปืน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
มาถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่าหลายคนอาจคิดในใจว่า – “เอาอีกแล้ว เขียนด่ารัฐประหารตอนนี้ มันจะมีอะไรดีขึ้น อะไรก็ด่าได้ทั้งนั้นแหละ ทีตอนเค้าทำไม่เห็นโผล่หัวออกมาด่าเลย” – ออกตัวไว้ก่อนว่าหากใครรู้จักผมเป็นการส่วนตัวก็จะทราบดีว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ไม่เห็นด้วยตั้งแต่วัน 19 กันยายน และเป็นการไม่เห็นด้วยอย่างไม่มีเงื่อนใดๆต่อท้าย ไม่ว่าจะเป็น “(ไม่เห็นด้วย) แต่ไม่เห็นทางเลือกอื่น” หรือ “(ไม่เห็นด้วย) แต่ก็ต้องยอมทำใจ” และสิ่งที่กำลังเขียนอยู่นี้ ไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อ “ด่า” ใครทั้งนั้น หากแต่เพียงต้องการ “ตั้งข้อสังเกต” ให้ลองคิดดูกันเล่นๆว่า “ราคาของทางเลือก” นี้เป็นอย่างไรบ้าง
ส่วนจะเป็นราคาที่ “แพง” หรือไม่นั้น คงขึ้นอยู่กับรสนิยมและเงินในกระเป๋าของแต่ละคน
ราคา #1 – เรื่องการสูญเสียรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงของโครงสร้างการเมืองไทย
ส่วนตัวแล้วผมไม่ได้เป็นคนที่ติดตามแวดวงการเมืองอย่างชนิดคลุกวงใน อีกทั้งยังไม่แก่พรรษาขนาดได้เห็นเหตุการณ์ 14 ตุลา หรือ 6 ตุลา (เห็นว่าช่วงนั้นแม่กับพ่อเดินยุ่งๆอยู่ที่ราชดำเนิน คงไม่มีทั้งเวลาและโอกาสสร้างผมให้เกิดมาทันได้เห็น) แต่หากใครพอจะจำบรรยากาศบ้านเราในยุค “ประชาธิปไตย” ครึ่งใบได้ คงไม่ปฏิเสธแน่ๆว่าตอนนี้บรรกาศบ้านเราคล้ายกันราวกับหนังย้อนยุค
ย้อนความกันสักนิดว่าในยุค “ปชต. ครึ่งใบ” นั้น “ทหาร” และสารพัดกลุ่มทหารมีบทบาททางการเมืองกันอย่างมาก มิเพียงตัวนายกฯเท่านั้นที่มาจากทหาร แต่บรรดา รมต. หรือผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจ และองค์กรที่สำคัญต่างๆของประเทศก็ล้วนแต่เป็นทหารหรือ “คนคุ้นเคย” กับทหารทั้งสิ้น (สงสัยเหมือนกันว่าเขาอาจมีการสอนหลักสูตรมินิ MBA กันใน รร.เตรียมทหารด้วยกระมัง เพราะดูเหมือนท่านๆจะมีความรู้ความสามารถกันไปเสียหมดทุกด้าน) นักการเมือง (และนายทุน) ในสมัยนั้น มีหน้าที่วิ่งตามเหล่าคนมีสีทั้งหลาย และก็เป็นธรรมดาที่ “อำนาจ” มีเอาไว้ให้คนชั้นบนๆแย่งชิงกันเสมอมา สมร� ูมิแย่งชิง “อำนาจ” ในยุคนั้นจึงวนเวียนอยู่กับหมู่ เหล่า ก๊ก รุ่น ของบรรดานายทหารทั้งหลาย
และการเมืองไทยก็เข้าสู่ความ “นิ่ง” เมื่อ พลเอก เปรม ถือกำเนิดขึ้นในวงการเมือง
โดยไม่พูดถึงคุณูประการของ พลเอก เปรม ที่มีต่อการเมืองและประเทศชาติ เป็นที่ทราบกันดีว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้ “ป๋า” สามารถทำให้การเมืองไทยยุคนั้น “นิ่ง” ได้เป็นเพราะ “บารมี” ของท่านที่ทำให้บรรดากลุ่ม ก๊ก ก๊วน สีต่างๆสงบนิ่งลงได้ แม้ตลอดเวลาจะมีบ้างที่ “ไม่นิ่ง” แต่ด้วยบารมีและชั้นเชิงของป๋า ก็ไม่มีใครทำอะไรสำเร็จ
ตัวอย่างเช่น กรณีกบฏเมษาฮาวาย และการลงโทษด้วยการ “เตะตูด” กันของรุ่นพี่รุ่นน้องนายทหาร – เรียกได้ว่า “กากี่นั้ง” กันทั้งนั้น
ถัดจากยุค “ป๋า” การเมืองไทยก็เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค “น้า” – พลเอก ชาติชาย ชุณหวัณ – แม้ท่านจะยังคงมียศทหารนำหน้า แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าในช่วงที่เป็นนายกฯ พลเอกชาติชายดูจะมีกลิ่นอายของนักธุรกิจมากกว่านักการทหาร ดังเช่นแนวนโยบาย “เปลี่ยนสนามรบ ให้เป็นสนามการค้า”
และยุคนี้เองที่ “อำนาจ” ดูเหมือนจะค่อยๆเปลี่ยนถ่ายจากแกนฝั่ง “ทหาร” ไปสู่แกนฝั่ง “นักการเมือง” (หรือที่บางคนเรียกกันว่า “นักเลือกตั้ง”) กลุ่มก๊วนการเมืองต่างๆเริ่มมี “บารมี” มากขึ้น และลูกสูตรในการเป็นรัฐบาลสมัยนั้นก็คือการใช้พลังอำนาจ (ไม่ว่าจะด้วยเงินตราหรืออำนาจอื่นใด) “ดูด” เอากลุ่มก๊วนต่างๆเข้ามารวมตัวกันให้ได้มากที่สุด
และนี่เป็นที่มาของยุค “นักปั้นนายก”
การเมืองยุคนี้ดูจะเป็นที่อิจหนาระอาใจกับคอการเมืองมากยุคหนึ่ง ฉายา “บุฟเฟต์คาบิเน็ต” หรือ “ส� าสนามม้า” ก็เกิดขึ้นจากยุคนี้ ผมไม่แน่ใจ ว่าเอาเข้าจริง การที่เรื่องราวเละเทะได้รับการนำเสนอออกมามากในยุคนั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ “อำนาจ” ได้มีการเปลี่ยนผ่านมาสู่แวดวง “นักเลือกตั้ง” ซึ่งโดยระบบแล้วนักเลือกตั้งจะต้องยืนอยู่กลางแสงไฟมากกว่ากลุ่มคนมีสีที่เคยมีอำนาจอยู่เดิม ทำให้ข่าวค(ร)าวเกี่ยวกับการจัดสรรแบ่งปันอำนาจเป็นที่มองเห็นได้ง่ายกว่าในสายตาชาวบ้านอย่างเราๆท่านๆก็เป็นได้
แล้วการเมืองไทยก็เกิดเหตุการณ์พฤษ� าทมิฬ (เป็นที่น่าสังเกตว่าคู่กรณีของเหตุการณ์นี้ ล้วนมียศนายพล นำหน้าทั้งคู่)
หลังเหตุการณ์พฤษ� าทมิฬผ่านไปพร้อมคราบเลือด หลายฝ่ายเชื่อว่าช่วงเวลานั้นเป็นจุดเริ่มต้นของ “การเมือง� าคประชาสังคม” ซึ่งมีหลักหมุดที่สำคัญอยู่ที่ “รัฐธรรมนูญปี 2540″
เหตุที่ รธน. ปี 2540 ดูจะเป็นความหวังของใครหลายคนในตอนนั้น (หรือแม้แต่ตอนนี้) โดยไม่มอง รธน. ในเชิงเทคนิคทางกฏหมาย ผมเชื่อว่ารธน. ปี 2540 น่าจะเป็นหมุดหลักแรกของการสร้างสถาบันการเมืองที่ “อิงระบบ” มากกว่าตัวบุคคล พรรคพวก กลุ่ม คุ้ม รุ่น สี เหล่า สถาบัน แก๊ง ก๊วน มุ้ง ฯลฯ ดังที่เกิดขึ้นมาตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ในวันนั้น รธน. 2540 ทำให้เรา(หลง)เชื่อได้ว่า คุณค่า สิทธิและเสียงของเราในสังคมนี้มีอยู่จริงได้เนื่องจากมี “รัฐธรรมนูญรองรับ” ไว้ในฐานะ “ประชาชนไทย” คนหนึ่ง มิใช่จะมีตัวตนในสังคมก็ต่อเมื่อเป็นสายไหน พวกใคร รุ่นที่เท่าไหร่ ฯลฯ
และแล้วการเมืองได้ก็ได้พบกับ ทักษิณ ชินวัตร
ชายหน้าเหลี่ยมผู้นี้เกิดและเติบโตในแวดวงการเมืองไทยด้วยลีลาและชั้นเชิงที่เหนือชั้นกว่า “นักเลือกตั้ง” ยุคเก่าๆ ทักษิณ และพรรคไทยรักไทย ได้นำเอาการเมืองไทยเข้าสู่ยุค “ขายนโยบาย” ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย ที่ประชาชนมีสิทธิเลือกนโยบายด้วยตัวเอง มิใช่ทำได้แต่เพียงฟังนโยบายตอนที่รัฐบาลแถลงในส� า ซึ่งเป็นนโยบายที่เขียนกันเองหลังจากเลือกตั้งกันไปแล้ว
เป็นที่น่าสังเกตว่าด้วยชั้นเชิงกลยุทธ์ในการหาประโยชน์ (หรือบางคนอาจเรียกว่าช่องโหว่) ของกติกาใน รธน. ปี 2540 และอีกสารพัดพลังทั้ง บนดินและใต้ดิน ทักษิณ ชินวัตร ได้กลายเป็น “ผู้มีบารมีทางการเมือง” มากที่สุดในยุคนั้น สารพัดกลุ่ม ก๊วนทางการเมือง ล้วนถูกกำราบลงทีละกลุ่ม จนสุดท้ายอาจเรียกได้ว่ากลุ่ม “นักเลือกตั้ง” ต่างๆที่เคยเฟื่องฟูในอดีต ได้ถูกรวบมาอยู่ใต้ปีกทักษิณจนหมดสิ้น
เรียกได้ว่าอำนาจได้ถ่ายเทจากสารพัดกลุ่มก๊วน มารวมตัวกันที่ ทักษิณ เพียงผู้เดียว
แม้นโยบายจะดีหรือเลวเพียงใด แต่ต้องยอมรับกันว่าการเมืองไทยในยุคทักษิณนั้น เป็นการเมืองที่ “ขึ้นกับระบบ” อย่างแท้จริง มิเช่นนั้นทักษิณเองคงไม่สามารถยืนกระต่ายขาเดียวกับ “19 ล้านเสียง” ได้เป็นแน่ กลุ่มก๊วนทางการเมืองและบรรดา “นักเลือกตั้ง” แทบจะหมดบทบาทไปจากโครงสร้างการเมืองไทย กติกาการเลือกตั้งแบบ “บัญชีรายชื่อ” ทำให้การเมืองไทยไม่ติดกับตัวบุคคลในระดับท้องถิ่นเช่นแต่ก่อน ใครไม่เชื่อลองดูกรณี “พรรคมหาชน” ที่จังหวัด “พิจิตร” หรือกรณี “อัศวเหม” ในเขตสมุทรปราการ เป็นตัวอย่างได้
และแล้วเรื่องราวก็พัดผ่านมาถึงวันที่ 19 กันยายน
มิต้องเอ่ยถึง “ข้อดี” หรือ “ข้อเสีย” มิต้องเอ่ยถึงความ “จำเป็น” หรือ “ไม่จำเป็น” ของการรัฐประหาร 19 กันยายน แต่สิ่งที่รถถังได้ทำลายลงในวันนั้นก็คือรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งคนไทยหวังกันมาตลอดว่าจะเป็นหลักหมุดแรกของการพัฒนาการเมืองไทย
และก็เป็นไปอย่างมิต้องสงสัย การเมืองไทยยุคหลัง 19 กันยา กลับเข้าสู่ระบบพรรคพวก กลุ่ม ก๊วน หรือแม้แต่ “ระบบสี” อย่างปฏิเสธไม่ได้
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังเขียนกันอยู่นั้น เขียนขึ้นจากคนกลุ่มที่นายทหารกลุ่มเล็กๆเลือกขึ้นมาด้วยสัดส่วน 1 จาก 2 คน จากนั้น รธน. ฉบับนี้ก็จะนำมาให้ประชาชนออกเสียง “รับรอง” อีกครั้ง เป็นอันเสร็จพิธีในการเขียนกฏหมายที่รองรับสิทธิการเป็น “พลเมือง” ของพวกเราทุกคน
ไม่น่าแปลกใจที่การเมืองปัจจุบันกลับเข้าสู่ยุค “ตัวบุคคล” มากกว่า “ระบบ” อีกครั้ง และดูเหมือนใครที่ทำตัวให้มี “สีเหลือง” มากที่สุดก็สามารถเข้าถึงอำนาจได้มากที่สุดตามไปด้วย หมดยุคการเมืองที่สามารถมองเห็นตัวคนที่จะมาเป็น รมต. ได้ล่วงหน้า หมดยุคการเมืองที่จะส่งเสียง “เอา” หรือ “ไม่เอา” นโยบายใดๆได้อย่างเต็มปาก (ก็เอาดอกไม้ไปให้เขาแล้ว เขาจะทำอะไรต่อมิอะไรตามใจเขา เราจะว่าเขาได้เต็มปากอย่างไรกัน) หมดยุคการเมืองที่จะได้เห็นการบริหารที่เน้น “ประสิทธิ� าพ” และ “ทันโลก” เพราะการบริหารราชการแผ่นดิน ดูจะกลับเข้าสู่ยุค “พรรคราชการ” อย่างเต็มตัว
จะไม่เห็นเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อ รมต. แทบทุกคนคืออดีตข้าราชการระดับสูง ที่โต(และเกษียณ) “ตามระบบ” กันทั้งนั้น
สรุปว่า “ราคา” ที่ต้องจ่ายก็คือการเปลี่ยนระบบอำนาจกลับไปเป็นระบบเส้นสาย สี รุ่น ฯลฯ การลดระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนด “นโยบาย” และการกลับมาของ “รัฐข้าราชการ” อีกครั้ง
ราคา #2 – การมีรัฐบาลขี่กระแส
ด้วยความที่รัฐบาลชุดนี้เกิดขึ้นจาก “กระแส” มิใช่มาตามระบบ สิ่งที่ดูจะอ่อนไหวที่สุดสำหรับรัฐบาลชุดนี้ก็คือ “กระแส” ของผู้คน ซึ่งอันที่จริงต้องพูดให้ชัดด้วยว่า หมายถึงกระแสของผู้คนที่เคยเอาดอกไม้ไปให้รถถัง (ซึ่งล้วนแต่เป็นชนชั้นกลางในเมืองทั้งสิ้น)
ในเมื่อ “กระแส” คือสิ่งที่เราใช้เป็นธงนำ ในการล้มล้างระบอบทักษิณ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่กระแสจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการหล่อเลี้ยง เป็นฐานของอำนาจให้กับรัฐบาลและกลุ่ม “อำนาจใหม่” เป็นที่สุด เหตุการณ์ใดที่กระแสไม่เอาด้วย รัฐบาลล้วนแต่จำเป็นที่จะต้องหาทางออกใหม่เสียงทุกเรื่อง ในขณะที่เรื่องไหนกระแสอยากได้ รัฐบาลก็จะต้องหาทางทำให้ลุล่วงให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
ตัวอย่างมีให้เห็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหวยบนดิน นโยบายเหล้าและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ � าษีสรรพสามิตของธุรกิจมือถือ ค่าเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์มือถือ การเอาผิดทักษิณและครอบครัว นโยบายเศรษฐกิจ “พอเพียง” การเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของเกณฑ์ capital reserve สำหรับเงินทุนในตลาดหุ้น และล่าสุด กระแสการ “ไม่เอาต่างชาติ” ก็ได้ผลิต พรบ. ต่างด้าวออกมาให้เราชื่นใจกันอีกครั้ง
ออกตัวไว้ก่อนว่าผมไม่ได้ต้องการแสดงจุดยืนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ต่อประเด็นทั้งหมดที่ยกมา เพียงแต่ต้องการยกประเด็นขึ้นเพื่อให้เห็นว่า แทบทุกอย่างในประเทศวันนี้ ล้วนขับเคลื่อนผลักดันไปด้วยกระแสทั้งสิ้น ซึ่ง “ราคา” ของมันก็คือ เราจะไม่สามารถมีนโยบายใดๆที่คิดและสร้าง ขึ้นโดยพื้นฐานของหลักการและข้อเท็จจริง มิต้องเอ่ยถึงการสร้างนโยบายที่ผ่านการถกเถียงและหาทางรองรับผลกระทบจากนโยบายนั้นๆ และ ราคาที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างก็คือ เมื่อประเทศดำเนินกันไปบนกระแสของผู้คน ใครที่สามารถ “สร้าง” และ “ควบคุม” กระแสได้ ผู้นั้นย่อมสามารถ “ชักใย” ประเทศได้ด้วยเช่นกัน
ราคา #3 – คลื่นใต้น้ำและการยกระดับความรุนแรงทางการเมือง
ดูเหมือนยุคนี้ใครที่เอาดอกไม้ไปให้รถถังในวันนั้นเราจะเรียกว่า “ประชาชนไทย”
ในขณะที่ใครไม่ได้เอาไปให้ เราเรียกว่า “คลื่นใต้น้ำ”
เข้าใจว่าแม้แต่ฝ่ายที่ไม่เอาทักษิณอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ก็ยอมรับกันดีในช่วงก่อน 19 กันยายนว่า ยังมีคนอีกค่อนประเทศที่ยัง “รัก” และอยาก ได้ทักษิณเป็นผู้นำประเทศของเราอยู่ ผมไม่เชื่อว่าการที่มีใครกลุ่มหนึ่งเอา “รถถัง” ออกมาปิดถนน แล้วป่าวประกาศว่าให้พวกเรา “สมานฉันท์” เพื่อชาติบ้านเมือง จะทำให้ใครเลิก “รัก” ใครได้ง่ายๆ
ดังนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล “ความปราถนาดีต่อบ้านเมืองอย่างสุดซึ้ง” หรือเพียงเพราะ “ไม่สามารถอดทนให้ระบบเดินต่อไป มันช้า ไม่ทันใจ” ก็ตาม แต่ผมคาดหวังว่าผู้ที่ออกมา “ล้มโต๊ะ” น่าจะต้องคิดทางออกในการดูแลกลุ่มคนที่ยังรักทักษิณอยู่ เพราะเพียงแค่การออกมาบอกว่า “จบแล้ว” มันไม่น่าจะเป็นการแก้ปัญหาได้ง่ายๆขนาดนั้น
คำถามคือจนถึงตอนนี้ นอกจากการออกมาด่าทอกันเหมือนนักการเมืองในแต่ละวัน เราเห็นการดำเนินการอะไรบ้างเพื่อสร้างความ “สมานฉันท์” ให้เกิดขึ้นได้จริง
แล้วเราหวังว่าความสมานฉันท์ จะสามารถเกิดขึ้นได้เองเหมือนฝนตกอย่างนั้นหรือ ?
จำได้ว่าเหตุผลหนึ่งที่ผมเคย debate กับใครหลายคนช่วงวันที่ 19 กันยายนก็คือ “ทหารจำเป็นต้องออกมา เพราะไม่อยากให้เกิดการนองเลือด” หากย้อนเวลากลับไปช่วงเดือนกันยายน ไม่ว่าจะด้วยวิธีการ “บนดิน” หรือ “ใต้ดิน” ก็ตาม แต่การต่อสู้ช่วงนั้นยังเป็นการต่อสู้ด้วย “กระแส” วันที่ 19 กันยายน เป็นวันแรกของการยกระดับการต่อสู้จาก “กระแส” เป็น “กระสุน”
“ราคา” อีกส่วนหนึ่งที่คนไทยต้องจ่ายเพื่อเหตุการณ์วันที่ 19 กันยายน คือการยกระดับความขัดแย้งทางการเมือง ไปสู่การต่อสู้ด้วยกระสุนจริง และระเบิดจริง ในขณะเดียวกันก็ “กด” ให้กระแสที่เคยอยู่ “บนดิน” กลับลงไปอยู่ “ใต้น้ำ” ซึ่งทำให้มองเห็นหน้าค่าตากันยากยิ่งขึ้น
จากการต่อสู้ทางการเมืองที่อยู่บนดินโดยอาศัยกระแสและการแย่งชิงมวลชน กลายเป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่อาศัยกระสุนและระเบิดของจริง แถมอยู่ใต้ดิน – ผมเชื่อว่านี่คือสิ่งที่คนไทยต้อง “จ่าย” ด้วยความอดทนต่อไปอีกนานอย่างแน่นอน
ราคา #4 – เปิดฤดูกาลมหกรรมแย่งอำนาจ
เมื่อสิ้นยุคทักษิณ ไม่ต้องแปลกใจที่โครงสร้างทางการเมืองของไทยจะกลับเข้าสู่ยุค “คนมีสี” หรือ “กลุ่มก๊วน” อีกครั้ง และอนาคตต่อจากนี้ไปก็จะเป็นการประลองกำลังของบรรดากลุ่มก้อนต่างๆ ทั้งที่ได้ดิบได้ดีหลัง 19 กันยายน และที่ต้องก้มหน้าคับแค้นใจ
การประลองกำลังจะมีทั้งบนดินและใต้ดิน มีทั้งด้วยความรุนแรงและด้วยลีลาทางการเมือง มิต้องแปลกใจหากประเทศไทยช่วงหลังๆนี้จะเต็มไปด้วย “ข่าวลือ” และ “ข่าวปล่อย” ให้ได้ตื่นเต้นกันทุกวัน
ไม่ว่าใครจะเป็นมือระเบิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา จะเป็นฝ่ายคลื่นใต้น้ำ คลื่นเหนือน้ำ หรือกลุ่มอกหัก คน “วงนอก” อย่างเราๆคงไม่มีใครทราบได้ แต่สิ่งที่รู้ได้ไม่ยากแน่นอนก็คือ ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มี “สี” คงไม่สามารถจัดหาระเบิดมาจุดเล่นในวันปีใหม่ได้แน่
ดังนั้น “การผันผวนทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากข่าวสารและความคลุมเครือ” จึงน่าจะจัดได้ว่าเป็น “ราคา” อีกก้อนหนึ่งที่พวกเราคนไทยต้องจ่ายกันต่อไป
ผมเชื่อว่าในอนาคตเราน่าจะได้เห็น “ราคา” ที่ต้องจ่ายในอีกหลายแง่มุม
ซึ่งถึงตอนนี้ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า “ดอกไม้” ในวันนั้น มัน “แพง” ไปหรือไม่ สำหรับคนไทยทุกคน
ก่อนอื่นขอชม บทความที่อ่านแล้วมันลื่นไหล เขียนเนื้อหาดีจากเก่าๆหลายชิ้น ชอบนะมีมุมมองกว้างขึ้น
จะตอบที่เขียนมาก็ไม่รู้จะตอบยังไงเอาเป็นว่า แลกเปลี่ยนความรู้สึกผ่านตัวหนังสือไว้อ่านเล่นฆ่าเวลาระหว่าง ทานข้าวกะไก่ย่างเหี่ยวๆ 2 ชิ้นแล้วกัน
จะเริ่มอย่างไรดีหนอต่อ สถานะการณ์เมืองไทย
เริ่มที่ว่า คาร์แรคเตอร์คนไทย ไม่เหมือนคนชาิติอื่นเลย เป็นคาร์แลคเตอร์แบบ ไปตามกระแส หากใครไม่ตาม จะเหมือนว่าทำบาป ประหนึ่งว่าถ้าไม่ลบบาปนี้แล้วไซร้ ชาติหน้าจะเกิดมาพิกล พิการ วิกลจริต
คนไทยไม่เคยจดและจำบทเรียนเจ็บๆของประวัติศาสตร์ เรามักจะได้ยินคำปลอบใจเช่น เอาน่า ถือว่าคราวเคราะห์ เอาน่าคิดไรมาก ผ่านแล้วก็ผ่านไปพรุ่งนี้ก็เช้าแล้ว
และที่สำคัญการแบ่งชนชั้น โดยแยก ูมิประเทศ การศึกษา อาชีพ อำนาจ บารมี ยังมีเหมือนเป้นเรื่องปรกติ ควรที่จะรณรงณ์ ให้เลิกแบ่งได้แล้ว
เกาหลีใต้ ครั้งหนึ่ง จะเห็นข่าว คนออกมาประท้วง โดนตะบองตีเลือดอาบ แก๊สน้ำตาคลุมเมือง สงครามประชาชนที่สู้เพื่อมาตราฐานของประเทศที่รักของเขา
บทเรียนคราวนั้น คนของเขา จดจำไม่รู้จบ
ย้อนกลับมาไทย
คลื่นกระแส จริยธรรม คุณธรรม ความเป็นคนดีกำลังโหมเข้าซัดประเทศไทย โดยการบิดเกลียวคลื่น มาแต่กลางปี เมื่อ เสือแก่แห่งกองทัพ ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้เสาหลักประชาธิไตย(ครึ่งใบ) แล้วเดินสายปลุกระดมเรียกร้อง ให้ทุกคนเลือกข้างคนดี ดูเหมือนจะจงใจ ขีดเส้นแบ่งขั้ว สีขาว-ดำ
คนดีต้องใส่เสื้อเหลืองนำ เป็นสัญลักษณ์ว่า จงรัีก ักดี หากผิดสี ต้องคิดการกบฏเป็นแน่แท้
คนดี ไม่จำเป็นต้องเก่ง
และนั่นคือ คลื่นลูกแรกที่บิดเกลียว
เรากำลังเล่นน้ำ โต้คลื่น ความดี มีคุณธรรม อยู่หรอกหรือ ?
กลัวแต่ว่า จะเปลี่ยนเป็นคลื่นบ้า แล้วพากันเมา สุดท้ายพากันจมน้ำตาย
สมานฉันท์ ลูกที่สองที่บิดเกลียวตามมา กระชั้นชิด เพื่อเป็นข้ออ้างของการกระทำที่แสดงอาการของสุนัขจนตรอก ที่ต่อสู้บนกฏเกณท์ มาตราฐานแบบนานาชาติไม่ได้
สมานฉันท์ ดูจะเป็นข้ออ้่าง เหตุผล (จากการปฏิวัติ) หรือความดี ที่ไล่ความชั่ว
เหมือน หมอฟันที่ช่วยถอนฟันให้คุณ ทำให้คุณรู้สึกชาปวดไปทั้งปาก จนลืมความเจ็บที่แท้จริงไปว่า คุณปวดข้อตีน ไม่ได้ปวดฟัน
ได้ผลไง ปวดข้อตีน ก็ถอนฟัน จะได้ปวดกรามแทนแล้วลืมเรื่องปวดข้อตีน
แล้วเมื่อไหร่คนจะหายปวดกรามซะที อีกนานเท่าไหร่ อัีนนี้มไม่รู้
สมานฉันท์ หรือ สมานฉัน ?
เพราะเท่านี่เห็น นายทหารเหล่าปฏิบัติการ ลูกผู้ชาย ตัวจริงหรือเปล่า? ไม่รู้ ดื่ม คาราบาวแดงหมดอายุหรืออย่างไร เลยไม่มีความเป็นลูกผู้ชายหลงเหลือเลย
ปาก กล้า และ ขายังสั่น กลัวแม้แต่ผู้ชาย 1 คน
ไม่กล้าให้เข้าประเทศเพื่อขึ้นศาล ที่โดนยัดข้อกล่าวหา
มิหนำใจ เป็นครั้งแรกในโลกหรือเปล่าไม่แน่ใจ ที่ผู้ต้องหา มาให้คำ โดยห้ามทนายเข้า
นี่แหละครับ นโยบายสมานฉันท์ จึงเป็นแค่ขี้ปาก เหล่าทหารกล้า
ออกกฏบังคับสื่อห้ามถ่ายทอด คำให้สัม าษณ์ คำพูดของ ทักษิณ
สื่อไทย—ก็คงยินดี แหม ถ้ามีค่าหุบปากติดปลายนวม
ขอสรุป แบบจะรีบเปิดตูดก่อนไป
เกลียวคลื่นมันบิดผิดยุคไปนิด เปรมคงอยากเห็นยุคแบบแก กลับมาอีกครั้งก่อนจะถ่ายทอดอำนาจทั้งตักให้ ยุทธ ตู้รถไฟ และ ก่อนจะสิ้นลมหายใจช่วงสุดท้าย
มันผิดยุคมมากไปหน่อย มันสายไป ที่จะหวังให้คนไทย ก้มและโดนกดแบบเดิม
นับแต่ปีนี้ไป ประเทศไทยจะโดนแบ่งขั้วอย่างชัดเจน สงครามกลางเมืองจะมีแน่
คนชั้นกลางอาจไม่แคร์ไม่สนถึงผลกระทบของการปกครองโดยทหาร เพราะวันนี้ยังมีกิน มีใช้
แต่ผู้ใช้แรงงาน เกษตร ชาวไร่ ชาวนา คนต่างจังหวัด จะได้ผลกระทบแบบ ทิ่มลิ้นปี ใครแคร์ไม่แครืไม่รู้ รู้แต่ว่า คนเหล่านั้นก็เป็นคนเหมือนๆกัน
ยิ่งครั้งหนึ่ง ทักษิณได้ชี้ทางให้เห็นว่า พวกเค๊าก็มีโอกาสได้เงยหน้า มองฟ้า มือคว้าดาว แล้วจับต้องได้จริงๆ ถึงแม้ใครจะเรียก นโยบาย ประชานิยม ไรก็เถอะ แต่เขาก็ได้รับโอกาสจะนโยบาย ที่ทักษิณพูดไปเยอะนะ และคงเป็นครั้งแรก ที่มีการกระจายอำนาจ กระจายโอกาส ไปสู่คนที่ห่างไกล ไร้สิ้นการเหลียวแล จากทุกๆ รัฐบาลที่ผ่านๆมา
แล้วเขาจะยอมหรือ ยอมที่จะไป จำเจ็บ แบบเดิมๆหรือ?
อันนี้ต้องดูต่อไป ประชาชนจะเป็นใหญ่หรือเป็นแค่ไพร่ศักดินา คงเหลือคำถามค้างคาใจที่ต้องรอดูคำตอบต่อไปว่า พวกเขา
จะ ยอม เจ็บจำหรือจำเจ็บ ต่อไป
สวัสดี
[...] ดูเหมือน "ราคาของดอกไม้" เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2549 นั้นจะแพงขึ้นทุกวัน [...]