ด้วยความที่มนุษย์ทุกคนอยากแตกต่างและไม่มีใครชอบแข่งขันกันให้เหน็ดเหนื่อย ทำให้แม้โลกจะหมุนมาไกลถึงวันนี้ แต่ลานจอดรถในโลกทุนนิยมเสรีก็กำลังกลับไปใช้ระบบบริหารทรัพยากรคล้ายกับ ระบบศักดินาหรือเผด็จการในอดีต นั่นคือการก้มหน้า “สำรอง” ทรัพยากรไว้ให้ “คนพิเศษ” อยู่เสมอ
ข้อความข้างต้น คัดมาจากบทสรุปส่วนหนึ่งของ “มือที่(ลอง)มองให้เห็น” ประจำเดือนมิถุนายน ตอน ลานจอดรถ ทรัพยากรอันจำกัด และคำกล่าวของใครบางคน
จากที่เคยเขียนถึง “ข้อดี” และ “ข้อด้อย” ของระบบตลาดทุนนิยมมาหลายครั้ง คราวนี้ผมหันมาเขียนให้เห็นว่าปัจจุบันเทคนิคที่เราใช้ใน “โลกธุรกิจ” ยุคนี้มันก้าวไปถึงไหนแล้ว มันใช้หลักคิดอะไร และมันกำลังพาเรากลับไปสู่จุดไหน
คอลัมน์ประจำเดือนนี้เป็นอีกครั้งที่ทำงานเขียน “แปลก” ไปจากที่เคยทำ อันที่จริงสำหรับเด็กอนุบาลในโลกนำ้หมึกเช่นผมเนี่ย ดูเหมือนการเขียนแต่ละเดือนจะ “แปลก” และ “ใหม่” ไปซะทุกครั้งนั่นแหละ
ครั้งนี้เป็นงานเขียนที่มีความเป็น “คอลัมน์” มากขึ้น เพราะเป็นวัตถุดิบที่หยิบมาเขียน เกิดจากสิ่งที่สังเกตเห็นในชีวิตประจำวันของตนเอง มากกว่าจะเอามาจากการค้นข้อมูลประกอบโครงเรื่องที่ตั้งใจ ซึ่งอันที่จริงต้องสารภาพว่าเกิดจากสภาวะ “ตีบตันไอเดีย” มากพอควร เพราะลำพังจะใช้มุขเดิมๆในการหาข้อมูลและเขียนเรื่องราว ก็เกรงว่ามันจะเฝือเกินไปแล้ว
ผลก็คือนี่เป็นครั้งแรกที่เขียนโดยมีข้อมูลประกอบอย่าง “เป็นทางการ” น้อยมาก (ลองเทียบกับเรื่องคราวก่อนดูจะเห็นได้ชัด) ข้อมูลทั้งหมดมาจากการสังเกตของตนเองฝ่ายเดียว งานเขียนให้น้ำหนักกับความคิดเห็นของตนเองค่อนข้างเยอะ และมีเนื้อหาสั้นขึ้น
อีกสิ่งที่พยายามปรับคือการใช้สำนวนลูกเล่นทางภาษาให้ลื่นไหลกว่าเดิม เปลี่ยนสภาพจาก “รายงาน” ให้เป็น “บทความ” มากขึ้นบ้าง
งานของเดือนนี้ใช้เวลาเขียนสั้นที่สุดจากที่เคยเขียนมา อาจเพราะไม่ต้องใช้เวลารวบรวม แปล และเรียบเรียงข้อมูลจำนวนมากเหมือนเคย
ผมไม่แน่ใจว่าเขียนทำนองนี้ “โอเค” รึเปล่า – ใจนึงก็คิดว่ามันน่าจะดีกว่าการเขียนเหมือน “รายงาน” ที่มีแต่ข้อมูลๆๆๆๆ – แต่ในทางกลับกัน ก็กังวลใจว่าข้อมูลมันจะน้อยไป จนทำให้คุณค่าของ “ความเห็น” ของความคิดด้อยลงไปด้วย
อ่อนเกินไป?
เบาเกินไป?
อ่านสบายกว่าเดิม?
ประเด็นไม่ชัด?
ประเด็นชัดดีแล้ว?
เยิ่นเย้อ?
ข้่อมูลน้อย?
สำนวนอ่านยาก?
หากใครพอมีเวลาว่าง ลองแวะไปอ่านที่ โอเพ่นออนไลน์ แล้วกลับมาทิ้งความเห็นไว้ที่นี่สักนิด
จะยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ :-)
อ่านมีคำถามที่เกิดขึ้นมาหลายคำถาม เช่น …
- เรื่องที่เขียน เป็นปัญหาของประเทศที่กำลังพัฒนา หรือเป็นปัญหาของประเทศที่มีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานไม่ดี (รวมถึงผังเมืองไม่ดี) อย่างเดียวหรือเปล่า?
- “ที่จอดรถพิเศษ” ที่สินค้าต่างๆ ทำร่วมกับผู้ให้บริการที่จอดรถ มันมีประโยชน์จริงหรือ ถ้าไม่ได้มองในมุมของภาพลักษณ์ของตราสินค้า? จะมีสักกี่คนที่อยากไปเดินเล่นที่สยามพารากอน แล้วไม่ถือบัตรเครดิตระดับแพลตินัม? หรือคุณจะสมัครบัตรเครดิตเพราะว่ามันมีที่จอดรถพิเศษให้อย่างนั้นหรือ?
หรืออีกหน่อย พอคนใช้บัตรระดับแพลตินัมมากขึ้น ก็คงต้องสรรหาบัตรใหม่ๆ ออกมาจับกลุ่มเป้าหมายสูงขึ้นไปอีก เหมือนเมื่อก่อนก็มีแค่บัตรเงินกับบัตรทอง ต่อมาก็มีแพลตินัม อีกหน่อยก็คงมี Diamond อะไรออกมาอีกแน่ๆ ฮ่า..ฮ่า
ยังไม่ตกผลึก แต่ขออนุญาตเพิ่มเติมไว้นิดหน่อย
ที่จอดรถในระบบเศรษฐกิจพอเพียง
- ทุกคนจะได้ที่จอดรถขนาดเท่ากับรถของตัวเอง
แต่ในลานจอดรถ มี มายบั๊ค เฟอร์รารี่ เบนซ์ บีเอ็ม จอดกันเต็มซองในร่มไปหมดแล้ว – วิออซ ซิตี้ ยาริส กรุณาไปจอดซ้อนคันกับพวกซีวิค อัลติส ทางมุมที่ยังไม่มีร่ม
แถมอีกติ๊ด
ในระบบรัฐสวัสดิการ
ที่จอดรถสำหรับคนใกล้บ้านจ่ายรายเดือนราคาถูก
ที่ทำงานอาจจะมีส่วนลดสำหรับที่จอดรถเสียตังค์ในละแวกนั้น
และคนพิการจะมีที่สำรองเสมอ และจอดฟรี ไม่จำกัดเวลา
(อันนี้เรื่องจริงนะ)
เอ่อ ..
ไม่อยากบอกเลยว่าเกือบเขียนแบบ “พอเพียง” ไปด้วยแล้วแหละครับ แต่ใจไม่กล้าพอ .. ฮ่าๆ
ว่าแต่ว่า ที่ยังไม่ตกผลึกเนี่ย
สงสัยเพราะครั้งนี้ผมเขียนไม่ค่อยดี ไม่ค่อยชัด ป่ะครับ ?
- เรื่องที่เขียน เป็นปัญหาของประเทศที่กำลังพัฒนา หรือเป็นปัญหาของประเทศที่มีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานไม่ดี (รวมถึงผังเมืองไม่ดี) อย่างเดียวหรือเปล่า?
ส่วนตัวแล้วคิดว่า “ไม่” นะครับ
เพราะประเด็นอยู่ที่ว่า – ไม่ว่าผังเมืองจะดีหรือไม่ – ทรัพยากรของโลกนี้มันมีจำกัดทั้งนั้น
ประเด็นมันอยู่ที่ “ทิศทางการจับจองทรัพยากร” ที่มันเอียงไปหา “คนพิเศษ” บางกลุ่ม (ที่ับังเอิญมีเงิน) มากขึ้นเรื่อยๆ
ตัวอย่างเช่น สมมติว่าเมืองทั้งเมือง ไม่มีใครใช้รถกันเลยก็เถอะ แต่ถ้ามี “สิทธิพิเศษ” สำหรับ “บัตร” อะไรซักอย่างที่คุณสามารถมี “ที่นั่งพิเศษ” ที่จองไว้ให้คุณได้ตลอดเวลา ในรถไฟฟ้าช่วง 8 โมงเช้า …. มันก็เรื่องเดียวกันอยู่ดี
“ที่จอดรถพิเศษ” ที่สินค้าต่างๆ ทำร่วมกับผู้ให้บริการที่จอดรถ มันมีประโยชน์จริงหรือ ถ้าไม่ได้มองในมุมของภาพลักษณ์ของตราสินค้า? จะมีสักกี่คนที่อยากไปเดินเล่นที่สยามพารากอน แล้วไม่ถือบัตรเครดิตระดับแพลตินัม? หรือคุณจะสมัครบัตรเครดิตเพราะว่ามันมีที่จอดรถพิเศษให้อย่างนั้นหรือ?
ถ้ามันไม่มีประโยชน์ (หรือไม่มีแรงจูงใจให้ลูกค้า) อย่างที่คุณสงสัยจริงๆ ก็ยิ่งหน้าเศร้านะครับ เพราะนั่นเท่ากับว่าเรา “จอง” ทรัพยากรในโลกนี้ไว้มากมาย ให้กับคนกลุ่มเล็กๆ ที่ไม่ได้สนใจทรัพยากรเหล่านั้นจริงๆ
อ้อ .. ส่วนเรื่อง “สี” ของบัตรเนี่ยไม่ต้องห่วง
ปัจจุบันนอกจาก “แพลตตินัม” ก็เห็นมี “ไดมอน” หรือ “ไททาเนียม” แล้วแหละ
หมายถึงว่า เรื่องที่จอดรถพิเศษ อาจจะไม่มีผลกระทบกับคนทั่วๆ ไป มากเท่าในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยน่ะครับ เพราะว่าคนหาเช้ากินค่ำในเมืองไทย อาศัยรถส่วนตัวกันทั้งนั้น
ไม่รู้ว่าผมเข้าใจแบบนี้ถูกหรือเปล่า?
1.ยาวและยืดเยื้อ
2.ไร้จุดหมาย อ่านจบแล้ว เหมือนไม่ได้อ่านอะไร
ลองอ่านงาน อ.นิธิดูครับ
3.คำถามตอนจบ ก็คือวิชาที่คุณพูดถึงตอนแรกนั่นแหละครับ
4.ไม่ต้องเห็นด้วยกับข้อสามข้างบน
5.ไม่มีบรรทัดสุดท้ายดีกว่ามั้ยครับ ให้ผู้อ่านสันดาปต่อได้บ้ง
6.ชอบมุมที่คุณมอง แต่อย่าเชื่อสายตาตัวเองมากนักนะครับ
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำอันมีค่านะครับ
:)